
วันที่ 1 ก.ย. เวลา 09.15 น. ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าย) กล่าวถึง กรณีการตั้งญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาในสภาฯ ได้เสนอเป็นญัตติด้วยวาจาแล้ว ซึ่งทางวิปรัฐบาล ได้รับปากแล้วว่าจะนำญัตติที่ยื่นไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาอภิปรายด้วย โดยพรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้านเห็นตรงกัน ว่าเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นความรุนแรงที่มีนัยยสำคัญมาก เพราะดูแล้วว่าน่าจะกลับไปสู่วงจรความรุนแรงอีกรอบหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
"ขอถือโอกาสนี้เรียกร้องให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องช่วยมาตอบคำถามในสภาฯ ด้วย เพราะเที่ยวนี้เราตั้งใจว่าไม่ใช่แค่สอบถามเท่านั้น แต่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลกันด้วย ซึ่งเราได้บอกไปก่อนหน้านี้ว่าในบางเรื่อง ถ้ารัฐบาลเห็นว่าเป็นประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความมั่นคง จะขอประชุมลับ ฝ่ายค้านก็ไม่ขัดข้อง สามารถประชุมได้"
นายสาทิตย์ กล่าวอีกว่า ปัญหาภาคใต้ในมุมของเรา คิดว่ามีความสับสนเรื่องนโยบายเป็นอย่างมาก เนื่องจากนายกรัฐมนตรี พูดไม่อยู่กับร่องรอยในเรื่องนี้ ทำให้ในเวลานี้เมื่อเกิดวงจรความรุนแรงครั้งล่าสุดที่เกิดหลายครั้ง นายกรัฐมนตรีก็บอกว่าต้องใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด เสมือนเป็นการละทิ้งแนวทางเดิมที่จะใช้การเมืองนำการทหาร แต่เหมือนใช้ความมั่นคงมาเป็นฝ่ายนำ ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่าไม่ประสบความสำเร็จ ฉะนั้นถึงเวลาที่ต้องพูดเรื่องนี้กันอย่างจริงจังในสภาฯ และอย่าหนีสภาฯ อีก อยากให้ช่วยกันแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อทำให้สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ดีขึ้น
เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะมีการเสนออะไรบ้างเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ นายสาทิตย์ กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงสส.หลายคน ก็เตรียมไว้เยอะ รวมถึงเชื่อมโยมกับสส.ในพื้นที่ ก็สะท้อนมา ซึ่งเราจะนำไปแลกเปลี่ยนข้อมูลและเสนอแนะกับนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ในสภาฯ วันที่ 3 ก.ย.
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการยื่นญัตติอภิปรายรัฐบาล ว่า พรรคฝ่ายค้านจะตัดสินใจจะยื่นทั้ง 2 อย่าง เคยเห็นยื่นอภิปรายทั่วไปตาม มาตรา 152 และยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติตาม มาตรา 151 แม้รัฐบาลจะบริหารประเทศมาเพียง 4-5 เดือนแต่ปัญหาก็ยังรุมเร้า 1.ปัญหาเศรษฐกิจ ที่นายกฯ ไม่เคยพูด โยนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทยโตช้าที่สุดในอาเซียนในภาวะการคลังวิกฤต แต่รัฐบาลพูดแต่การแจกเงินประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาอยู่ แต่การทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น นายกฯ ยังสับสนในเรื่องการทำนโยบายและบางเรื่องยังมีความขัดแย้งกันอยู่ เช่น ดาต้าเซนเตอร์ อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง 2. เรื่องสังคมและความมั่นคงก็เป็นปัญหามาก เป็นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 3. เรื่องใหญ่ที่สุดคือการบริหารราชการแผ่นดิน การตั้งหน่วยงานหรือยุบหน่วยงานราชการต่างๆ เป็นต้น รวมถึงความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน
"เพราะฉะนั้นหลายเรื่องเหล่านี้ เราจะนำส่วนหนึ่งไปอภิปรายโดยไม่ลงมติก่อน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ โดยนายกฯ กับรัฐบาลจะบริหารงานตามคอนเทนต์ เป่าแซกโซโฟน ทำท่าตีวอลเลย์ไปวันๆไม่ได้ เพราะปัญหาบ้านเมืองไปลึกมาก และประชาชนชาวบ้านเดือดร้อนมาก ดังนั้นแก้ปัญหาด้วยคอนเทนต์ทางโซเชียลไม่ได้ แต่ต้องเป็นเรื่องที่เอามาพูดอย่างจริงจังว่าปัญหาบ้านเมืองในเวลานี้อยู่ตรงจุดไหน แล้วจะเดินต่อไปให้บ้านเมืองรอดได้อย่างไร "นายสาธิตย์กล่าว
นายสาธิตย์ ยังกล่าวว่าปัญหาทุจริตคอรัปชั่นและความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านเก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้ที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามที่ผู้นำฝ่ายค้านได้แจ้งไว้ ในสัปดาห์นี้ฝ่ายค้านจะคุยถึงแนวทางในการยื่นให้ชัดเจนมากขึ้น ก่อนที่จะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ และจากการพูดคุยเบื้องต้นเข้าใจว่า จะยื่นอภิปรายทั่วไปก่อน การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ช่วงนี้มีเรื่องใหญ่เยอะสัปดาห์หน้า 7-9 กันยายน อภิปรายงบประมาณปี 70 และวันที่ 14 กันยายนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ก็เป็นวาระสำคัญกับคดีฮั้ว สว.ที่ฝ่ายค้านจับมือกันทำงาน หากผลเป็นอย่างไรก็ยังไม่จบ ฝ่ายค้านต้องเดินหน้าต่อ ในช่วงเดือนกันยายนถือว่ามีเรื่องใหญ่เยอะแล้ว ดังนั้นการยื่นซักฟอกอาจจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน และยังมีเดือนธันวาคมอีกครึ่งเดือน ซึ่งเป็นช่วง 70 วันที่ต้องเลือกวันในการยื่นอภิปราย
นายสาธิตย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ตามหลักนั้นเสียงของฝ่ายค้านไม่สามารถล้มรัฐบาลในสภาฯ ได้อยู่แล้ว แต่ที่สำคัญรัฐบาลชุดนี้จุดอ่อนเยอะแผลเยอะ การทำงานก็ไม่มีความชัดเจนแน่นอน เพราะทุกวันนี้อาศัยการทำคอนเทนต์สร้างกระแสไปวันๆ ใช้อินฟลูเอ็นเซอร์เข้ามาช่วย และหาทางลดแลกแจกแถม แต่พอถึงปัญหาวิกฤตการคลังทำไม่ได้ไปไม่ออก
"ก็ใช้วิธีรำอย่างที่เห็น จึงต้องใช้ความจริงมาพูดกันเชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับความจริงและผลลัพธ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน หากถูกเปิดปมความจริงและไม่สามารถชี้แจงได้ก็ยาก"นายสาธิตย์กล่าว
เมื่อถามถึง กรณีที่นายกฯ ชวนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาทานข้าวกับนายกฯ อร่อยกว่าไปกินที่โรงแรมพูลแมนแน่นอน ก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นสัญญาณอะไรหรือไม่ นายสาธิตย์ กล่าวว่า เป็นการทอดสะพานได้แต่ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ ไม่รับสะพานอะไรทั้งนั้น ที่จะไปร่วมเป็นรัฐบาล และย้ำว่าบ้านเมืองตอนนี้จำเป็นต้องมีฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ หากมีรัฐบาลเสียงข้างมากทำงานกันแบบรำไปมา ไม่ได้เข้าถึงประเด็นปัญหาที่แท้จริง และไม่มีผลงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ที่มากกว่าการกู้เงินมาแจก ถึงเวลาที่ต้องมีฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ และยืนยันที่จะทำงานอย่างจริงจัง ไม่มีค้านแล้วรอไปร่วมรัฐบาล
เมื่อถามย้ำว่าหากเป็นสนามเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีโอกาสหรือไม่ นายสาธิตย์ กล่าวว่า สนามเลือกตั้งครั้งหน้าไม่รู้จะเกิดเมื่อไหร่ ครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์มีแค่ 21 เสียง หากครั้งหน้ามีสส.มากกว่านี้ ตอนนั้นก็ค่อยมาดูว่าจะเดินไปในทิศทางอย่างไร และมองว่าการเลือกตั้งครั้งหน้ายังอยู่อีกไกล และมีสูตรสมการทางการเมืองเกิดใหม่ขึ้นเยอะ แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องนับฟ้า
Advertisement