
วันที่ 29 ส.ค. 69 ที่รัฐสภา นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชธิปัตย์ กล่าวถึงความเห็น โดยเฉพาะเรื่องการโกงเลือก สว. ว่า เวทีแบบนี้เป็นเวทีที่อยากเห็น ไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันในทุกเรื่อง พร้อมกับยังกล่าวว่า สังคมไทยก็แปลก แม้แต่การขึ้นเวทีกับคนที่เห็นไม่ตรงกัน ก็จะแปลว่าเห็นตรงกันทั้งหมดแล้ว แล้วจะจัดทำไม จึงอยากบอกว่าประเด็นสำคัญที่ทางนายชัยธวัช ตุลาธน อดีตผู้นำฝ่ายค้าน พูดเรื่องการได้มาวุฒิสภาเป็นหัวใจ อันนี้ตรง แต่บางเรื่อง ก็อาจจะบางในเชิงวิเคราะห์ เพียงแต่อยากจะบอกว่า เมื่อวานนี้ ตอนที่มีการพูดถึงวิกฤตขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะ ศาสตราจารย์กิตติคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย มีการเตือนว่าสภาพปัจจุบันจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ต้องย้อนกลับไปดูว่าก่อนปี 2540 ก่อนที่จะมีองค์กรเหล่านี้ คือหนึ่งไม่เคยมีการเลือกตั้งที่ไหน ที่ศาลสามารถตัดสินว่ามีการกระทำความผิด เพราะกว่าศาลจะตัดสินเลือกตั้งอีกรอบแล้ว และจำหน่ายคดี และวันที่ไม่มี ป.ป.ช. แทบไม่มีประวัติศาสตร์ของการได้ผู้บริหารระดับสูงในรัฐบาลถูกลงโทษ และถ้าวันที่ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการรัฐธรรมนูญออกแบบมา คือฝ่ายรัฐบาลเป็นเสียงข้างมาก ทำอะไรก็ถูกและชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งหมด
เพราะฉะนั้นตนไม่ได้บอกว่า สภาพปัจจุบันใช้ไม่ได้ แต่ตนบอกว่าต้องระมัดระวังในการสรุปว่า ไม่ควรมีหรืออะไร เพราะอย่างที่ตนบอกที่มา คือนักการเมืองจัดการกันเองไม่ได้ ซึ่งในต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่ต้องมี องค์กรอิสระ เพราะหากระทำผิดเจ้าตัวเจอกระแสสังคมก็ไปก่อน เจ้าตัวไม่ไป พรรคที่สังกัดก็จัดการแม้จะเป็นหัวหน้าพรรค อย่างช่วงเลือกตั้ง ไม่รู้ว่าต้องขึ้นเวทีกับผู้นำฝ่ายค้านกี่รอบ เวลาถูกถามเรื่องแบบนี้ตนกับผู้นำฝ่ายค้านก็จะยืนยันว่าหากเกิดเรื่องในพรรคเราเราก็จัดการแต่ปัญหาคือคนพรรคอื่นจะจัดการอย่างไรนั่นคือที่มา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเห็นด้วยว่าขณะนี้ต้องขับเคลื่อนเรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือการแก้ไขเพิ่มเติม ให้มี สสร. แต่ตอนนี้ที่ตนเตือนไว้ คือระวัง เจอฮั้ว สสร. จะลึกไปอีกขั้น ก็คือเขียนกติกาใหม่ให้มารับรองสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ หนักขึ้นไปอีก และที่บอกว่าเขาไม่กลัวที่จะทำ เพราะสุดท้ายทำไม่สำเร็จ ก็ยังมีสิ่งนี้อยู่ คือสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเพราะฉะนั้นสิ่งที่คงจะต้องถามผู้นำฝ่ายค้านให้ช่วยดำเนินการเพราะตนพรรคเล็ก เสียงไม่พอ คือต้องแก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ขณะนี้ในเรื่องวุฒิสภาและองค์กรอิสระ และดึงสังคมเข้ามาช่วยกัน เพื่อที่จะหาทางเปลี่ยนแปลงให้ได้
ส่วนเรื่องสว. ตอนนี้มี 2 เรื่องที่จะเป็นบททดสอบสำคัญ ว่าจะสามารถเดินหน้าให้กลไกการตรวจสอบตรวจสอบทุกคนจริงๆ เรื่องหนึ่งที่ยังค้าง คือให้ประธานสภาฯยื่นถอดถอนคณะกรรมการป.ป.ช. ไปยังศาลฎีกาเรื่องของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งประธานชี้แจงว่ามีการตั้งประธานผู้เชี่ยวชาญ แต่ขอเปิดเผยชื่อ ซึ่งนายวัส สติงมิตร อดีตกรรมการประธานสิทธิและผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ระบุว่า กฎหมายเขียนว่าหากเห็นว่า มีข้อสงสัยให้ส่ง แต่ปัจจุบันมีการเขียนให้ใช้คำว่าดุลยพินิจ มีเหตุอันควรสงสัยให้ส่ง ซึ่งนี่ผ่าน 83 วัน แสดงว่ามีเหตุอันควรสงสัยแล้วเพราะถ้าไม่มีเหตุอันควรสงสัยควรจะต้องจบไปแล้ว ดังนั้นอย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องติดตาม
ส่วนเรื่องที่ 2 คือเรื่องสว. ล่าสุดก็มีความหวั่นไหวก่อกระแสข่าวที่ออกมามีการเลี้ยงล่วงหน้าว่า 14 กันยายนนี้ก็จะรอดพ้นกันทุกคน ซึ่งหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า จริงๆแล้ว กกต.ไม่ได้เป็นผู้ตัดสิน กกต.ทำหน้าที เทียบเคียงกันว่าเป็นการไต่สวนมูลฟ้อง และมีหลักฐานอันเชื่อได้ว่าต้องส่งให้ศาลพิจารณา แต่คำถามคือหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าจะสงสัยอย่างไรหรือระดับไหน พอเจอโจทย์แบบนี้ ตนก็คิดว่าต้องถาม AI หรือไม่ ถามปัญญา หรือ ประดิษฐ์ ก็ไม่เจอคำตอบ จึงไม่เอาทั้งปัญญาและประดิษฐ์
แต่ไปดูคำสัมภาษณ์ของนาย แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ซึ่งเคยอบรมก่อนที่จะมีการเลือก สว.ว่า ชี้ให้เห็นว่าการที่จะโกงฮั้วกันอย่างที่เราพูด อันตรายมากมีการเตือนผู้สมัครไว้ก่อน และอ้างอิงถึงคำพิพากษาศาลฎีกา ตนก็เอาคำพูดของนายแสวง ไปใช้บริการ AI เพื่อค้น พบว่าเคยมีคำพิพากษาของศาลฎีกามาตั้งแต่นานแล้วว่าเพียงแค่ผู้สมัครพูดในทำนองแลกเปลี่ยนคะแนนกันถือเป็นความผิดแล้ว แต่ต่อมาก็ประดิษฐ์ปัญญา เปลี่ยนแนวว่า แลกได้ อะไรได้ ตนก็เลยชักไม่แน่ใจว่า จะต้องถามใครดี จึงต้องไปดูว่าสิ่งที่นายแสวงพูด เรื่ององค์ประกอบความผิด จะไปเน้นว่าต้องชัดเจนว่าจะต้องมีการเสนอผลประโยชน์ให้เงิน อะไรก็ว่ากันไป
แต่มีคำพิพากษาของศาลฎีกา มีการเลือกครั้งนี้ ส.ค. 68 ผู้ร้องคือ กกต. ผู้ถูกร้องหรือผู้คัดค้านคือผู้สมัคร 2 คน คำวินิจฉัยก็ชัดเจนว่าลำพังแค่สนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ว่าเราจะจับคู่กันก็ถือเป็นความผิดตามมาตรา 62 ของกฎหมายว่าด้วยกันได้มา และไปเจอคำพิพากษาศาลฎีกาในเดือน ก.ย. และพ.ย. 2568 เหมือนกัน แลกคะแนนกันเฉยๆ ไม่ได้มีพฤติกรรมเหมือนที่เวทีนาย พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้านจัด ถึงแม้เราเป็นญาติกัน ก็ไม่เคยอยู่บ้านเดียวกัน ไม่อยากจะเสี่ยงมาอยู่ด้วยกัน
"ดังนั้นถ้าใครคิดว่าวันที่ 14 จบ วันที่ 14 ไม่จบ เพราะยังมี กกต.จะพยายามทำให้เรื่องนี้หายไป และบอกให้จบในวันที่ 14 ยังมีข้อมูลอีกมาก ซึ่งผู้ดำเนินรายการก็ทราบดี เพราะเป็นประธานอนุกรรมาธิการที่ทำเรื่องของการเลือก สว. มีข้อมูลที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ และจัดส่งให้กกต. แต่กกต.ไม่รับ และก็จะมีข้อเท็จจริงอื่นๆ ที่ปรากฏในภายหลัง ซึ่งกกต.จะกล้าปฏิเสธหรือว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ท่านจะต้องใช้ดุลยพินิจ เพียงแค่หาหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ต่อให้ท่านบอกว่าเรื่องนี้จบแล้วสำหรับสว. แต่เรื่องของท่านไม่จบแน่ ในเมื่อมีบรรทัดฐานที่กกต.วางไว้เองแต่การกระทำของท่านไปถึงศาลและศาลอาญาตามท่านว่าผิดจริง เหตุใดพฤติกรรมที่หนักหนาสาหัสและเป็นกระบวนการมากกว่าทุกกรณีที่มีอยู่ในมือ จึงไม่มีการส่งศาล"
ด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.เพื่อไทย กล่าวถึงกรณีฮั้ว สว.ว่า ส่วนตัวมองว่าขณะนี้เรามี สว. 200 กว่าคน ทำหน้าที่อยู่ในสภาฯ แม้บางส่วนมีข้อสงสัยว่าฮั้ว ว่าโกง ซึ่งต้องพิสูจน์กันต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดตนไม่โทษคนจัดการ ไม่โทษสว.เพราะฟัง สว.บางคน ตนก็เห็นใจท่าน ว่า "สว.ชุดปัจจุบันทำอะไรที่เสียหายต่อบ้านเมืองหรือไม่" ดังนั้นตนจะพูด 2 เรื่อง คือ ที่มาและการทำหน้าที่ โดยในส่วนของที่มานั้นตนไม่โทษสว. เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 เปิดช่องให้เข้ามาได้ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่ตัวรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เปิดช่องเปิดโอกาสตรงนี้ เปิดกลไกให้ได้มาซึ่ง สว.แบบที่เราเห็นอยู่ หลายคนบอกว่าที่มาแบบนี้จะวิกฤต และมันจะไปไม่รอด
นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า คนเราอยู่ไม่ถึงร้อยปีดังนั้น คนที่ทำหน้าที่กำกับ ดูแลบ้านเมืองทุกคนถ้ามองเห็นประโยชน์ของประเทศชาติ ประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักจริงๆ แล้วเชื่อว่าทุกอย่างคลี่คลายได้ บางเรื่องเราไม่ว่าถ้าท่านทำเพื่อการอยู่รอด เราพออภัยให้ได้ แต่ อย่าเกินเลยไปจนทำให้ภาพรวมเสียหาย ดังนั้นการใช้อำนาจของสว.ขอให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ซื่อสัตย์สุจริตตามรัฐธรรมนูญ ตามที่ท่านได้ปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ขณะเข้าทำหน้าที่ ว่าจะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นไปตามรัฐธรรมนูญทุกประการ คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติโดยรวม ตนคิดว่าก็จะแก้ได้ จึงฝากสว. ในมุมที่ทำหน้าที่ของท่าน
นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาบ่านเมืองมี 2 ส่วน คือส่วนของคน และระบบ ซึ่งการแก้คนนั้นแก้ได้ แต่แก้ยาก ส่วนการแก้ำขระบบนั้นแก้ได้ แต่จะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับบริบทสภาพแวดล้อม และสิ่งที่คนกังวลคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ถ้าคนแก้ คนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องยังเป็นระบบเดิม ก็หวังได้ยากว่า รัฐธรรมนูญจะออกมาตามที่ต้องการ ดังนั้นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มาของสสร.ก็ดี คนที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ดี ต้องคิดให้รอบคอบปิดช่องว่างช่องโหว่ที่จะทำให้เกิดการบิดเบือนบิดพลิ้วให้มากที่สุด และตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หีงหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าแก้ไขรายมาตรานั้น ตนก็เห็นด้วยเพราะบางอย่างต้องรีบดำเนินการ เพราะการจะหวังเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมันยาก อะไรที่ทำได้ต้องทำไปก่อน วันนี้ประชามตออกมาแล้ว 21 ล้านเสียง ให้ดำเนินการได้ เพื่อนำมาสู่รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน การใช้อำนาจ เข้าสู่อำนาจแ ละการตรวจสอบเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง
"สิ่งสำคัญคือฝากถึงนายกฯ และผู้ใช้อำนาจ เมื่อท่านได้โอกาสจากประชาชน แล้วใช้โอกาสนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ความกล้าหาญทางการเมือง เจตนารมณ์ทางการเมืองอันนี้สำคัญ ปกป้องคุ้มครองสถาบันหลักของบ้านเมือง ปกป้องประชาชน ทำประโยชน์ให้กับประเทศการบ้านเมือง ขอเถอะครับให้ใช้ความกล้าหาญทางการเมืองมาช่วยกันทำตรงนี้ ถ้า 3 องค์ประกอบนี้ไปด้วยกัน ผมว่าแก้ได้ขอให้ช่วยกัน แม้ผมจะเป็นประชาชนคนธรรมดาก็มาช่วยกัน ผมก็ยินดีทำให้ทุกคนมีคุณภาพที่ดีขึ้นมา อย่าทิ้งใครเอาไว้ข้างหลัง ทุกคนมีความสำคัญ
ด้านนาย ชัยธวัช กล่าวสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และระหว่างนี้ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญในหลายมาตรา และหากขยัน 1 ประเด็น 1 ฉบับไปเลย เพื่อที่จะอธิบายถึง สว. กันทุกเดือน ฉบับนี้ไม่พอฉบับใหม่ ด่าเหมือนเดิมทุกเดือน เราจะต้องพิจารณากันอย่างจริงจังว่ามีเหตุผลอะไรที่เราจะยังคงวุฒิสภาไว้อีก ถ้าตอบไม่ได้ ก็ไม่ควรจะมี แต่จริงๆวันนี้การที่ที่มาของ สว.ไม่ลงตัวสักที เพราะจริงๆก็ตอบไม่ได้ว่าเหตุผลและความเป็นมา ว่าเหตุใดจึงควรมี สว. นั้นตอบไม่ชัดเพราะหากตอบชัดจะสามารถตอบที่มาได้ ซึ่งความเห็นของตนปัญหาคือเราทำราวกับว่าถูกสอนให้เชื่อและรู้สึกว่าสว.เป็นคล้ายกับสิ่งที่ต้องมีในระบบรัฐสภาไทย เป็นเหมือนประเพณีทางประชาธิปไตยของไทยทั้งๆที่ตนไม่เห็นว่าเป็นอย่างนั้น
ซึ่ง สว.แบบที่เรารู้จักไม่นับพฤฒิสภาตามรัฐธรรมนูญปี 89 สวปั.จจุบันที่เรารู้จักในมุมมองของตนเป็นผลผลิตของการรัฐธรรมนูญประหารครั้งแรกเมื่อปี 2490 และตั้งใจทำให้เป็นองค์กรแต่งตั้งตั้งแต่แรก หากค้นเอกสารหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หลายอย่างค่อนข้างชัดว่า ตั้งใจให้มีวุฒิสภา ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพื่อไปควบคุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นสภาที่จะมีวุฒิภาวะอะไรมากกว่านั้น เป็นเพียงการไว้สอนหนังสือในสมัยประถมมัธยม จึงต้องตอบให้ได้ก่อนว่า ทำไมต้องมี ตนจึงขอฝากไว้ ถ้าหากได้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตนไม่ได้บอกว่าไม่ต้องมี แต่ต้องตอบคำถามให้ได้
พร้อมกับฝากคำถามไปยังกกต. ว่ามีเหตุผลกันอย่างไร ว่าจะต้องดำเนินคดี กับคนที่เอาเอกสารสำนวน สอบสวน ของ กกต. ออกมาเปิดเผย เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้กับการทำงานของกกต. เป็นเหตุเป็นผลกันหรือไม่ ตนคิดว่าวันนี้ ที่เรามีคนกล้าเอาเอกสาร เอาพยานเอาหลักฐาน มาเปิดเผย เพราะทนไม่ได้ และไม่มีความเชื่อมั่นใดๆทั้งสิ้นแล้วกับกกต
ดังนั้นถ้าต้องการไม่ให้มีใครเอาเอกสารหลักฐานหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ กกต . คิดว่าอยู่ในสำนวนของตัวเอง มาเปิดเผยวันที่ 14 กันยายนนี้ก็ส่งฟ้องทั้ง 229 คน และให้เหตุผลว่าต้องแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
นายอภิสิทธิ์ บอกแล้วว่ายังมีพยานหลักฐานที่ DSI มีอยู่ไม่น้อยที่กกต. ไม่ยอมเอาไปรวมอยู่ในการพิจารณาสำนวน ของ กกต. หรือ DSI เสนอไปแล้วก็ไม่เอา 14 วันนี้ขอให้ช่วยเอาไปดูด้วย ตนเข้าใจว่ามีเส้นเงินเพิ่มขึ้นอีกหลายเส้น จะได้เข้าใจว่าเหตุผลเป็นเช่นนั้นจริงๆ
Advertisement