
ในขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือที่สำคัญของโลกหยุดชะงักมานานหลายเดือน เรือจำนวนมากต้องหาเส้นทางเลี่ยงอื่นเพื่อหลบหนีจากความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ล่าสุด โมห์เซน เรซาอี เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงของอิหร่าน เปิดเผยว่า กรุงเตหะรานจะประกาศเส้นทางเดินเรือใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับโอมาน ภายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ท่ามกลางความสงสัยว่า เส้นทางดังกล่าวคือตรงไหนกันแน่? ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสื่อต่างชาติรายงานนับจนถึงขณะนี้คือ เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คาเซ็ม การีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านฝ่ายกฎหมายและกิจการระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า อิหร่านและโอมานเห็นพ้องกันว่า ทางเข้าเส้นทางเดินเรือใหม่จะผ่านน่านน้ำอาณาเขตของอิหร่าน และบางส่วนของเส้นทางขาออกก็จะผ่านน่านน้ำอิหร่านเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เส้นทางเดินเรือดังกล่าวจะเป็นเส้นทางชั่วคราว และมีความกว้างประมาณ 11.3 กิโลเมตร (7 ไมล์) ส่วนรายละเอียดสำคัญหลายประการยังไม่มีการเปิดเผยอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพิกัดที่แน่นอนของเส้นทาง กำหนดเวลาที่เรือจะสามารถใช้เส้นทางและผ่านช่องแคบได้อย่างปลอดภัย รวมถึง รูปแบบการจัดเก็บหรือสร้างรายได้จากเส้นทางดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับ มาตรการและขั้นตอนปฏิบัติในการเดินเรืออย่างชัดเจน เช่น จะมีการห้ามเรือบางประเภท หรือเรือที่ใช้ธงของบางประเทศ เข้ามาใช้เส้นทางดังกล่าวหรือไม่
การีบาบาดียังระบุด้วยว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังไม่เปิด แม้จะมีการบรรลุข้อตกลงดังกล่าวแล้ว พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ ข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวที่ลงนามเมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งรวมถึงการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน และการปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกแช่แข็งไว้
ด้านประธานรัฐสภาอิหร่านออกมาเตือนสหรัฐฯ ว่า จะมีการตอบโต้อย่างหนักหน่วงและรุนแรงมากขึ้น หากสหรัฐฯ โจมตีทางทหารใด ๆ มา
โดยเมื่อวันเสาร์ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM เผยแพร่คลิปวิดีโอที่ระบุว่า แสดงให้เห็นการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันดิบของอิหร่าน 3 ลำ โดยลำหนึ่งถูกโจมตีบริเวณนอกชายฝั่งเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน อีกลำอยู่ใกล้เมืองจัสก์ และอีกลำอยู่ในอ่าวโอมาน
ต่อมา กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน หรือ IRGC ได้เผยแพร่คลิปของตนเอง แสดงให้เห็นวัตถุระเบิดพุ่งชนเรือหลายลำในช่องแคบฮอร์มุซ
IRGC ยังเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า ได้ยิงขีปนาวุธนำวิถีหลายลูก ไปยังเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ และเรือรบอีกหนึ่งลำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองเรือที่ใช้ปิดล้อมท่าเรือทางตอนใต้ของอิหร่านมานานหลายเดือน
IRGC อ้างว่า เรือทั้งสองลำได้รับความเสียหายและต้องถอนตัวออกไป อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานในทันทีที่ยืนยันว่าอิหร่านสามารถโจมตีเรือดังกล่าวได้สำเร็จ ขณะที่ CENTCOM ระบุว่าเรือรบสามารถ หลบการโจมตีได้
IRGC ระบุว่า การที่สหรัฐฯ ยอมรับว่ามีการยิงขีปนาวุธใส่เรือรบของตน ถือเป็น “หลักฐานที่เกิดขึ้นจริงเกี่ยวกับความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ของศัตรู และเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงขีดความสามารถในการโจมตี” ของกองกำลังอิหร่าน
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิหร่านให้ข้อมูลที่แตกต่างกันอย่างมากเกี่ยวกับสถานการณ์ หลังเกิดความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซมานานหลายเดือน และสหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม
รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรือจำนวนมากขึ้นสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ภายใต้การดูแลของสหรัฐฯ แม้จะมีคำขู่และการโจมตีจากอิหร่าน โดยในบางวันปริมาณการเดินเรือถูกกล่าวหาว่าเพิ่มขึ้นจนเกือบกลับสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม อย่างไรก็ตาม ทางการอิหร่านโต้แย้งว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่
กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า มีเรือพาณิชย์ประมาณ 90 ลำถูกเปลี่ยนเส้นทาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปิดล้อม ขณะที่เรืออีกหลายลำถูกทำให้ใช้งานไม่ได้หรือถูกขึ้นตรวจค้น
ข้อมูลจากบริษัทข่าวกรองทางทะเล TankerTrackers ระบุว่า การส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในเดือนสิงหาคมลดลง 39% จากค่าเฉลี่ยฐานในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ซึ่งอยู่ที่ 18.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยปัจจุบันปริมาณที่ขาดหายไปอยู่ที่ประมาณ 7.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากระดับ 12.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม
บริษัทดังกล่าวระบุว่า แม้การส่งออกส่วนใหญ่มีโอกาสฟื้นตัวได้ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่การส่งออกน้ำมันของอิหร่านซึ่งมีฐานอยู่ที่ประมาณ 1.68 ล้านบาร์เรลต่อวัน มีแนวโน้มว่าจะยังคงอยู่ที่ศูนย์ไปอีกระยะหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงหรือไม่
ทางการอิหร่านยืนยันว่า ขณะนี้ไม่สามารถลำเลียงน้ำมันดิบผ่านเรือรบสหรัฐฯ ที่กำลังปิดล้อมพื้นที่ได้
อย่างไรก็ตาม อิหร่านชี้ว่าเรื่องดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าการส่งออกน้ำมันหยุดลงทั้งหมด โดยประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน กล่าวเมื่อปลายเดือนที่แล้วว่า อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันได้มากถึง 90 ล้านบาร์เรล ในช่วงสั้น ๆ ที่บันทึกความเข้าใจซึ่งลงนามกับสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายนยังมีผลบังคับใช้
น้ำมันบางส่วนถูกเก็บไว้ในเรือที่ทำหน้าที่เป็นคลังลอยน้ำบริเวณนอกพื้นที่ปิดล้อม ทำให้อิหร่านยังสามารถทยอยขายน้ำมันในราคาลดให้กับจีน ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุด แม้จะอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
แต่รัฐบาลสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำมันสำรองดังกล่าวจะหมดลงในอนาคตอันใกล้