
คืบหน้ากรณีมิจฉาชีพขับรถเก๋งตระเวนยืมเครื่องครัวจากวัดในพื้นที่ จ.ชลบุรี โดยอ้างว่าจะนำไปประกอบอาหารเพื่อถวายพระ ก่อนหายตัวและไม่นำสิ่งของกลับมาคืนตามกำหนด ล่าสุดพบว่าทรัพย์สินบางส่วนถูกนำไปลบชื่อของวัดออก ก่อนขายต่อให้แม่ค้าขายของมือ 2 โดยผู้ขายอ้างว่าเป็นทหารและปล่อยเงินกู้ ของที่นำมาขายเป็นทรัพย์สินที่ยึดมาจากลูกหนี้
เรื่องราวที่เกิดขึ้นเริ่มจาก พระสมุห์ไพบูลย์ สุเมโธ เจ้าอาวาสวัดสำนักบก ตำบลสำนักบก อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ได้โพสต์ข้อความประกาศตามหาชายรายหนึ่งที่ขับรถเก๋งเข้ามาภายในวัด และขอยืมเครื่องครัว โดยทางวัดยังตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของป้ายทะเบียนรถ พร้อมขอให้ผู้ที่รู้จักหรือเคยพบเห็นชายคนดังกล่าวแจ้งเบาะแสแก่ทางวัด
ชายคนดังกล่าวขับรถเก๋งเข้ามาภายในวัด ก่อนพูดคุยกับพระลูกวัด อ้างว่าต้องการยืมเครื่องครัวไปประกอบอาหาร และจะนำอาหารกลับมาถวายพระภายในวัดในวันอาทิตย์ เวลา 09.00 น.
ด้วยความเชื่อใจและเห็นว่าอีกฝ่ายแจ้งว่าจะนำอุปกรณ์ไปทำอาหารมาถวายพระ ทางวัดจึงอนุญาตให้ยืมเครื่องครัวไป แต่เมื่อถึงวันและเวลานัดหมาย ชายคนดังกล่าวกลับไม่มาตามนัด และไม่ได้นำอุปกรณ์กลับมาคืน
ทรัพย์สินที่ถูกยืมไปประกอบด้วย ถังแก๊ส 1 ถัง หม้อขนาดเล็ก 1 ใบ หม้อเบอร์ 40 จำนวน 2 ใบ กระทะ 4 ใบ และหม้อหุงข้าวขนาดใหญ่ 1 ใบ รวมมูลค่าประมาณ 4,000–5,000 บาท ขณะที่ทางวัดตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมและพบว่า ชายที่มีลักษณะคล้ายกันอาจเคยมีพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกันกับวัดแห่งอื่นในพื้นที่
ล่าสุด เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีแม่ค้าขายของมือ 2 ตามตลาดนัด นำหม้อ เตาแก๊ส และอุปกรณ์ต่าง ๆ กลับมาคืนให้กับวัดสำนักบก หลังเห็นข่าวและจดจำชายที่ปรากฏในภาพได้ว่า เป็นบุคคลเดียวกับที่นำสิ่งของดังกล่าวมาขายให้กับตน
เมื่อเดินทางไปตรวจสอบที่วัดสำนักบก พบ นางสุวรรณ (สงวนนามสกุล) อายุ 63 ปี แม่ค้าขายของมือ 2 นำหม้อ เตาแก๊ส และอุปกรณ์หลายรายการมาส่งคืนให้กับทางวัด โดยพบว่าบริเวณสิ่งของดังกล่าวไม่มีชื่อหรือข้อความที่ทางวัดเคยเขียนกำกับเอาไว้
นางสุวรรณ เปิดเผยว่า ตนมีอาชีพขายของมือ 2 ตามตลาดนัด ก่อนหน้านี้ชายคนเดียวกับที่ปรากฏเป็นข่าวได้นำสิ่งของเหล่านี้มาขายให้ โดยชายคนดังกล่าวอ้างกับตนว่า เป็นทหารและมีอาชีพปล่อยเงินกู้ ส่วนข้าวของที่นำมาขายเป็นทรัพย์สินที่ไปยึดมาจากลูกหนี้ที่ไม่ชำระหนี้ ก่อนนำมาขายต่อ
ในตอนนั้นตนไม่ได้เอะใจและไม่คิดว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่ถูกต้อง เนื่องจากสิ่งของที่นำมาขายไม่มีชื่อของวัดหรือสัญลักษณ์ใด ๆ ปรากฏอยู่ จึงตัดสินใจซื้อเอาไว้ กระทั่งมาเห็นข่าวและภาพของชายคนดังกล่าว จึงจำได้ทันทีว่าเป็นคนเดียวกับที่นำของมาขายให้
นางสุวรรณ กล่าวว่า หลังทราบว่าอุปกรณ์ที่ซื้อมาอาจเป็นทรัพย์สินของวัด ตนรู้สึกร้อนใจและนอนไม่หลับ เพราะเกรงว่าจะนำของวัดไปขายต่อโดยไม่รู้ตัว จึงรีบนำสิ่งของทั้งหมดที่อยู่กับตนกลับมาคืนให้ทางวัดในช่วงเช้า
“ตอนที่ซื้อมาไม่มีชื่อวัดอยู่เลย จึงคิดว่าเขาน่าจะลบชื่อออกก่อนนำมาขาย พอเห็นข่าวแล้วจำคนขายได้ก็ร้อนใจ ไม่กล้าเอาไปขายต่อ กลัวเป็นบาป จึงรีบนำมาคืนวัด” นางสุวรรณ กล่าว
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ทรัพย์สินของวัดบางส่วนได้กลับคืนมา ขณะที่ข้อมูลจากแม่ค้าถือเป็นอีกเบาะแสสำคัญเกี่ยวกับเส้นทางการนำทรัพย์สินไปขายต่อ รวมถึงคำกล่าวอ้างของชายคนดังกล่าว ซึ่งยังต้องรอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามตัวมาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
Advertisement