
วันที่ 2 ก.ย. 69 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือได้ติดตามสถานการณ์ทางทะเลบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ และอ่าวเปอร์เซียอย่างต่อเนื่อง พบว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ยังคงมีความตึงเครียดสูง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของการเดินเรือพาณิชย์ระหว่างประเทศ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 69 มีรายงานจาก United Kingdom Maritime Trade Operations (UKMTO) ว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งถูกอาวุธไม่ทราบชนิดจำนวน 3 ลูกโจมตี ขณะเดินเรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ บริเวณห่างจากเมืองคาซับ (Khasab) ประเทศโอมาน ไปทางตะวันออกประมาณ 17 ไมล์ทะเล โดยเบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดของเหตุการณ์ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการถึงชนิด แหล่งที่มา หรือผู้ก่อเหตุ
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงระดับความเสี่ยงต่อการเดินเรือในพื้นที่ ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงระดับวิกฤติ โดยองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ระบุว่า นับตั้งแต่ความขัดแย้งในภูมิภาคเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 69 จนถึงปลายเดือน ส.ค. 69 มีเหตุโจมตีเรือเดินทะเลระหว่างประเทศที่ IMO ตรวจสอบยืนยันแล้วอย่างน้อย 70 ครั้ง และมีคนประจำเรือเสียชีวิต 19 ราย นอกจากนี้ ยังมีเรือและคนประจำเรือจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัยในพื้นที่
กองทัพเรือประเมินว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมิใช่ความเสี่ยงเฉพาะจุดหรือเหตุการณ์ชั่วคราว แต่สะท้อนถึงภัยคุกคามต่อความปลอดภัยในการเดินเรือที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์และเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก จึงอาจส่งผลทั้งต่อความปลอดภัยของเรือและคนประจำเรือ ตลอดจนการขนส่งทางทะเล ห่วงโซ่อุปทาน และราคาพลังงานในตลาดโลก
กองทัพเรือจึงขอให้เรือไทย รวมถึงเรือที่มีคนประจำเรือชาวไทย หรือเรือที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับประเทศไทย หลีกเลี่ยงในการเดินเรือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง แต่หากมีความจำเป็นต้องเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและพื้นที่ใกล้เคียง ขอเพิ่มระดับความระมัดระวัง และติดตามประกาศและคำเตือนด้านความปลอดภัยทางทะเลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินให้พร้อมอยู่เสมอ และแจ้งให้ทางกองทัพเรือทราบล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมในการประสานงานให้ความช่วยเหลือ
ทั้งนี้ กองทัพเรือจะติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อเสรีภาพและความปลอดภัยในการเดินเรือ รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเรือ คนประจำเรือ และผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป
“ทะเลไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในทะเล ส่งผลถึงทุกคน”
Advertisement