
ภาพรถบรรทุกของบริษัทขนมปัง Yamazaki (ยามาซากิ) ที่กำลังมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ประสบภัย กลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์อีกครั้ง หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจังหวัดคุมาโมโตะ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2026 ความรุนแรง 7.1 และมีแรงสั่นสะเทือนสูงสุดถึงระดับ 7 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของมาตรวัดแรงสั่นสะเทือนของญี่ปุ่น
แม้ภาพรถขนมปัง Yamazaki ที่วิ่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังที่แชร์กันนั้นจะเป็นภาพจากภัยพิบัติในอดีต แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนคือความจริงที่ว่าเมื่อเกิดวิกฤตในญี่ปุ่นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา รถขนส่งของ Yamazaki จะวิ่งนำอาหารเข้าไปส่งให้ผู้คนในพื้นที่ประสบภัยเสมอ จนกลายเป็นเรื่องราวที่ทำให้ทั้งคนญี่ปุ่นและคนต่างชาติรู้สึกดีกับบริษัทขนมปังรายนี้
เบื้องหลังภาพรถขนมปังที่วิ่งเข้าไปในพื้นที่ประสบภัยมีเรื่องราวของ Yamazaki ที่น่าสนใจ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของธุรกิจ แนวคิดที่บริษัทใช้ยึดถือ ไปจนถึงระบบการผลิตและกระจายสินค้าที่ทำให้ขนมปังเดินทางไปถึงผู้คนทั่วญี่ปุ่นได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการดำเนินงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
SPOTLIGHT ขอชวนไปแกะดูเบื้องหลังของ Yamazaki ว่าอะไรทำให้บริษัทขนมปังแห่งนี้พร้อมยืนอยู่ข้างผู้คนในวันที่เกิดภัยพิบัติ และแนวคิดนี้ถูกส่งต่อมายังการทำธุรกิจในด้านอื่น ๆ อย่างไร
เรื่องราวของ Yamazaki เริ่มต้นขึ้นในปี 1948 เมื่อโทจูโร อีจิมะ (Tojuro Iijima) ก่อตั้งธุรกิจขึ้นในญี่ปุ่น ก่อนจะพัฒนากลายเป็น Yamazaki Baking Co., Ltd. จากจุดเริ่มต้นที่ผลิตขนมปัง บริษัทค่อย ๆ ขยายธุรกิจและนำเทคโนโลยีการผลิตจากยุโรปและอเมริกาเหนือเข้ามาพัฒนาอุตสาหกรรมเบเกอรี่ในญี่ปุ่น
ตลอดระยะเวลาเกือบ 80 ปี Yamazaki ขยายผลิตภัณฑ์จากขนมปังไปสู่ขนมปังหวาน ขนมญี่ปุ่น ขนมตะวันตก บิสกิต แครกเกอร์ เซมเบ้ ไปจนถึงอาหารประเภทข้าว เครื่องเคียง แยม ของหวาน และอาหารปรุงสำเร็จ ขณะเดียวกันธุรกิจของกลุ่ม Yamazaki ยังครอบคลุมทั้งการผลิต การจัดจำหน่าย และร้านค้าปลีก
การเติบโตของ Yamazaki เกิดขึ้นควบคู่กับการสร้างระบบการผลิตและกระจายสินค้าที่ครอบคลุมทั่วญี่ปุ่น ซึ่งต่อมากลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้บริษัทสามารถนำโครงสร้างทางธุรกิจนี้มาใช้ในภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้
ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโตในญี่ปุ่น Yamazaki ได้ขยายธุรกิจออกไปยังต่างประเทศ โดยมีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในตลาดสำคัญ ควบคู่กับยุโรปและสหรัฐอเมริกา การขยายธุรกิจต่างประเทศของ Yamazaki มีทั้งรูปแบบการผลิต การจำหน่าย และการพัฒนาธุรกิจที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละตลาด
สำหรับประเทศไทย Yamazaki เข้ามาดำเนินธุรกิจ โดยจัดตั้ง บริษัท ไทยยามาซากิ จำกัด ในปี 1984 (พ.ศ. 2527)
ปัจจุบัน Yamazaki Baking Group แบ่งธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจอาหาร ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจอื่น ๆ โดยธุรกิจอาหารเป็นรายได้หลักของกลุ่ม ในปี 2025 ธุรกิจอาหารทำรายได้ประมาณ 1.216 ล้านล้านเยน คิดเป็น 92.7% จากยอดขายรวม 1.311 ล้านล้านเยน ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกมีรายได้ประมาณ 79,790 ล้านเยน และธุรกิจอื่น ๆ อีกประมาณ 15,699 ล้านเยน
โครงสร้างของกลุ่มบริษัท Yamazaki มีขนาดใหญ่ โดย ณ สิ้นปี 2025 มีบริษัทที่นำมารวมในงบการเงิน 40 บริษัท และบริษัทร่วมอีก 2 บริษัท ทำให้ธุรกิจของ Yamazaki ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตอาหาร เบเกอรี่และขนม ไปจนถึงค้าปลีก โลจิสติกส์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหาร
ปรัชญาหรือริเน็นที่ Yamazaki ยึดถือในการดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่เริ่มต้น คือ “良品廉価・顧客本位” ซึ่งหมายถึง สินค้าคุณภาพดีในราคาเข้าถึงง่าย และยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง
ในด้านคุณภาพสินค้า Yamazaki ระบุว่า บริษัทควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยและสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การกระจายสินค้า ไปจนถึงการขาย พร้อมพัฒนาระบบด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยของอาหารอย่างต่อเนื่อง
ส่วนการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง สะท้อนผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างไม่หยุดนิ่ง โดยในแต่ละปี Yamazaki พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่มากกว่า 1,000 รายการ เพื่อให้ทันกับความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
แนวคิดที่ Yamazaki ยึดถือในการทำธุรกิจยังครอบคลุมถึงบทบาทที่บริษัทมีต่อสังคม โดย Yamazaki ระบุถึงความตั้งใจที่จะทำหน้าที่ในฐานะ ‘พลเมืองของสังคม’ และสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนในพื้นที่ที่บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่
การที่ Yamazaki สามารถเข้าไปมีบทบาทในพื้นที่ประสบภัยได้ เป็นผลจากโครงระบบธุรกิจที่บริษัทพัฒนาขึ้นเพื่อส่งมอบขนมปังสดใหม่ให้ผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยมีทั้งฐานการผลิตและเครือข่ายกระจายสินค้าที่ครอบคลุมหลายพื้นที่ของญี่ปุ่น
ปัจจุบัน Yamazaki มีโรงงานผลิตในญี่ปุ่น 28 แห่ง จำหน่ายครอบคลุมทั้ง 47 จังหวัด ผ่านจุดจำหน่ายทั่วประเทศมากกว่า 100,000 แห่ง ซึ่งการจะส่งสินค้าให้ถึงผู้บริโภคในวงกว้างและยังคงความสดใหม่ไว้ได้ ต้องอาศัยระบบการผลิตและการขนส่งที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ขนาดของเครือข่ายการขนส่งขนาดใหญ่ของ Yamazaki สะท้อนออกมาในตัวเลขระยะทางการวิ่งของรถขนส่งซึ่งวิ่งรวมกันเป็นระยะทางประมาณ 300,000 กิโลเมตรต่อวัน หรือเทียบเท่าการเดินทางรอบโลกถึง 7.6 รอบต่อวัน
เมื่อเกิดภัยพิบัติ โครงข่ายที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งอาหารให้ผู้บริโภคในวันปกติ จึงสามารถปรับเปลี่ยนภารกิจเพื่อขนส่งอาหารเข้าไปยังพื้นที่ประสบภัยและผู้คนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือได้ ถึงแม้โรงงานในพื้นที่ประสบภัยจะได้รับผลกระทบจนไม่สามารถผลิตได้ตามปกติ Yamazaki ก็ยังสามารถอาศัยโรงงานในพื้นที่อื่น และระบบขนส่งที่มีอยู่ส่งขนมปังเข้าไปในพื้นที่ภัยพิบัติได้
Yamazaki ระบุอย่างชัดเจนว่า การจัดหาอาหารฉุกเฉินให้กับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติขนาดใหญ่คือ “ภารกิจทางสังคมของบริษัทอาหาร” โดยบริษัทดำเนินการควบคู่ไปกับการส่งสินค้าให้ร้านค้าคู่ค้า เพื่อให้ผู้ที่ต้องอพยพสามารถได้รับอาหารอย่างขนมปัง ข้าวปั้น และเครื่องดื่ม
ตัวอย่างบทบาทของ Yamazaki ในการจัดหาอาหารฉุกเฉินให้กับพื้นที่ภัยพิบัติที่ชัดเจนและหลายคนยังจำภาพได้ คือ เหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ทางตะวันออกของญี่ปุ่นในเดือนมีนาคม 2011 แม้โรงงานเซนไดของ Yamazaki ต้องหยุดการผลิต แต่ Yamazaki ก็ระดมกำลังจากทั้งกลุ่ม เพื่อจัดหาอาหารฉุกเฉิน ซึ่งในวันถัดจากวันเกิดเหตุ Yamazaki สามารถส่งมอบขนมปัง 600,000 ชิ้นไปยังจุดรวบรวมสิ่งของช่วยเหลือ ศูนย์พักพิง และหน่วยงานภาครัฐ
หลังจากนั้น เมื่อโรงงานเซนไดกลับมาดำเนินการผลิตได้ Yamazaki ก็ใช้รถขนส่งสินค้านำขนมปังไปยังศูนย์พักพิงโดยตรง กิจกรรมดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ซึ่งเป็นช่วงที่ศูนย์พักพิงทยอยปิดลง
นอกจากการช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติในญี่ปุ่นแล้ว Yamazaki ยังมีภารกิจช่วยเหลือด้านอื่น ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยทำผ่าน Foundation for International Development/Relief หรือ FIDR ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1990 จากเงินทุนที่โทจูโร อิอิจิมะ ผู้ก่อตั้ง Yamazaki สนับสนุน ทั้งนี้ FIDR ดำเนินภารกิจกู้ภัยฉุกเฉินและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศหลายด้าน ทั้งการแพทย์ สุขอนามัย การศึกษา เกษตรกรรม โภชนาการ และการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกัมพูชา เวียดนาม และประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย
ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อเกิดภัยพิบัติ Yamazaki ให้การสนับสนุนด้านอาหารและความช่วยเหลือฉุกเฉินตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ อย่างเช่น เหตุแผ่นดินไหวและสึนามิในเกาะสุมาตราเมื่อปี 2004 แผ่นดินไหวในเนปาลปี 2015 และเหตุแผ่นดินไหวในตุรกีและซีเรียในปี 2023
อีกด้านหนึ่ง โทจูโร อีจิมะ ผู้ก่อตั้ง Yamazaki ได้จัดตั้ง Tojuro Iijima Foundation for Food Science and Technology ขึ้นเพื่อสนับสนุนทุนวิจัยทางวิทยาศาสตร์อาหารด้านข้าวและข้าวสาลี โดยได้สนับสนุนไปแล้วกว่า 3,000 โครงการ เป็นวงเงินกว่า 5,652 ล้านเยน
นอกจากนี้ Yamazaki ยังสนับสนุนโครงการระดมทุน ‘Yamazaki Love Loaf’ ซึ่งดำเนินงานร่วมกับ FIDR และ World Vision Japan โดยตั้งกล่องรับบริจาคในร้าน Yamazaki ราว 3,000 แห่ง ซึ่งเงินที่รวบรวมได้ถูกนำไปใช้ช่วยเหลือผู้คนในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทั้งในแอฟริกา มองโกเลีย กัมพูชา และเวียดนาม รวมถึงใช้ในภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ต่าง ๆ
อีกด้านหนึ่งที่ Yamazaki ให้ความสำคัญ เพื่อเน้นย้ำความตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้สังคมดีขึ้น คือ การทำธุรกิจด้วยความใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยนำเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ามาพิจารณาในกระบวนการทำธุรกิจ ตั้งแต่การผลิต การใช้พลังงาน การขนส่ง ไปจนถึงการจัดการของเสีย
Yamazaki พยายามลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ควบคุมของเสีย และนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน
ในด้านพลังงาน Yamazaki นำระบบผลิตพลังงานร่วมมาใช้ในโรงงาน รวมถึงระบบปรับอากาศแบบ heat pump และพลังงานแสงอาทิตย์ ขณะที่บางโรงงานเปลี่ยนจากน้ำมันเชื้อเพลิงหนักมาใช้ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์
ส่วนการขนส่ง Yamazaki ใช้ระบบจัดการเส้นทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่ง ลดจำนวนรถและระยะทาง รวมถึงนำรถไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ ขณะที่เศษขนมปังจากกระบวนการผลิตก็ถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ทั้งการทำเกล็ดขนมปัง ผลิตภัณฑ์อาหาร และอาหารสัตว์ ส่วนภาชนะพลาสติกที่ใช้ขนส่งขนมปังก็ถูกนำกลับมารีไซเคิลเป็นภาชนะใหม่
.
อ้างอิง : Yamazaki [1], Yamazaki [2], Yamazaki [3], Yamazaki [4], Yamazaki [5], Yamazaki [6], SoraNews24 via Japan Today