Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เกิดอะไรกับการบินไทย น้ำเริ่มลด แต่ปัญหายังไม่ลด เพราะการเมืองหรือไม่?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เกิดอะไรกับการบินไทย น้ำเริ่มลด แต่ปัญหายังไม่ลด เพราะการเมืองหรือไม่?

29 ก.ย. 69
14:52 น.
แชร์

ฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 ทำให้น้ำท่วมหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กระทบต่อการเดินทางสัญจรของประชาชน รวมถึงการเดินทางเข้า-ออกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผลกระทบจึงเกิดกับการปฏิบัติงานภายในสนามบิน เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการภาคพื้นของ ‘การบินไทย’ บางส่วนไม่สามารถเดินทางเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้

ผลกระทบที่ตามมากลายเป็นโดมิโน เที่ยวบินจำนวนมากเริ่มล่าช้า ผู้โดยสารต้องรอรับสัมภาระนานกว่าปกติ และเกิดสัมภาระตกค้างที่สนามบิน โดยเฉพาะที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิซึ่งปรากฏภาพกระเป๋าเดินทางกองแน่นบริเวณสายพานลำเลียง และมีมากเสียจนต้องนำออกมาวางเรียงรายไว้บริเวณชั้น 2 ของอาคารผู้โดยสารเพื่อรอให้ผู้โดยสารมารับคืน โดยชนวนปัญหานี้เริ่มส่งสัญญาณวิกฤตตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน

สิ่งที่ทำให้สังคมตั้งคำถาม คือ แม้ในวันที่ 28 กันยายน ระดับน้ำจะเริ่มลดลง และถนนหลายสายเริ่มกลับมาใช้งานได้แล้ว แต่ปัญหากระเป๋าตกค้างและเที่ยวบินล่าช้าของการบินไทยกลับยังไม่ได้ลดลง และยังคงยืดเยื้อเรื้อรังมาจนถึงวันที่ 29 กันยายน

โดยการบินไทยยอมรับว่าในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เที่ยวบินดีเลย์เกือบ 100% และจนถึงวันที่ 29 กันยายน พนักงานยังคงออกมาปฏิบัติงานได้เพียงประมาณ 50% ของกำลังคนที่ต้องใช้เท่านั้น และมีกระเป๋าเดินทางตกค้างอยู่ที่สนามบินรวมประมาณ 5,600 ใบ

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้สังคมตั้งคำถามอย่างหนักว่า เกิดอะไรขึ้นกับการบินไทยกันแน่ ? เป็นวิกฤตที่เกิดจากผลกระทบจากน้ำท่วม หรือมีประเด็นการเมืองภายในและเกมอำนาจซ่อนอยู่เบื้องหลัง ?

สภาพปัญหาและการจัดการหน้างาน

ปัญหาสัมภาระสะสมเริ่มปรากฏชัดเจนเมื่อวันที่ 26 กันยายน จากนั้น ในวันที่ 27 กันยายน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ออกมาชี้แจงว่า สาเหตุสำคัญมาจากสถานการณ์น้ำท่วมที่กระทบต่อการเดินทางของเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการภาคพื้น (GHA) ของการบินไทย ทำให้กำลังพนักงานไม่เพียงพอต่อการให้บริการ ขณะเดียวกัน รถลำเลียงสัมภาระ (cart) ของการบินไทยบางส่วนยังเกิดการขัดข้อง ส่งผลให้ห่วงโซ่การขนถ่ายและลำเลียงสัมภาระติดขัดไปทั้งระบบ ซึ่งหลังพบปัญหา สุวรรณภูมิได้เร่งประสานการบินไทยให้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ เร่งซ่อมแซมรถลำเลียง และจัดหาอุปกรณ์มาทดแทน

ทางด้านการบินไทยได้ชี้แจงเมื่อวันที่ 27 กันยายนว่า ได้เร่งประสานความร่วมมือกับกระทรวงคมนาคม กองทัพอากาศ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนกำลังคน สถานที่ อุปกรณ์ และทรัพยากรที่จำเป็น พร้อมปรับแผนการปฏิบัติการและการให้บริการให้เหมาะสมกับสถานการณ์หน้างาน

และต่อมาในวันที่ 28 กันยายน การบินไทยได้รายงานความคืบหน้าว่า ได้เพิ่มบุคลากรเข้ามาเสริมอย่างต่อเนื่องตลอด 2 วันที่ผ่านมาเพื่อขยายขีดความสามารถในการให้บริการ โดยสัมภาระที่ตกค้างและผู้โดยสารได้ลงทะเบียนไว้แล้ว จะทยอยนำส่งให้ถึงมือผู้โดยสารภายในช่วงบ่ายของวันดังกล่าว

น้ำเริ่มลด แต่ปัญหาของการบินไทยยังไม่ลด

แม้ในวันที่ 28 กันยายน ระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มลดลงและถนนหลายสายสัญจรได้ตามปกติ แต่ปัญหาสัมภาระตกค้างและเที่ยวบินล่าช้าของการบินไทยกลับยังหนักหน่วง จนนำไปสู่การยกเลิกเที่ยวบินในบางเส้นทาง

ในคืนวันที่ 28 กันยายน การบินไทยได้แจ้งยกเลิกเที่ยวบินบางเส้นทางในวันที่ 29-30 กันยายน โดยในวันที่ 29 กันยายน มีเที่ยวบินประกาศยกเลิก ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพฯ-อุดรธานี, กรุงเทพฯ-นิวเดลี, กรุงเทพฯ-สิงคโปร์, กรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์ และกรุงเทพฯ-แฟรงก์เฟิร์ต ส่วนวันที่ 30 กันยายน มีเที่ยวบินประกาศยกเลิกในเส้นทางกรุงเทพฯ-มิวนิก และกรุงเทพฯ-บรัสเซลส์ โดยระบุสาเหตุว่าเกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

ต่อมาในเวลาประมาณ 01.20 น. ของวันที่ 29 กันยายน การบินไทยได้ออกประกาศความคืบหน้าอีกครั้ง โดยระบุว่ากำลังระดมบุคลากรและทรัพยากรเพิ่มเติมเพื่อเร่งคัดแยก ลำเลียง และนำส่งสัมภาระให้แก่ผู้โดยสารโดยเร็วที่สุด โดยนายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ขออภัยผู้โดยสาร พร้อมยืนยันว่า กำลังเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่และจะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดจนกว่าจะเสร็จสิ้น

ทั้งนี้ ข้อมูลของการบินไทย ณ เวลานั้นระบุว่า ยังมีสัมภาระจาก 52 เที่ยวบินของวันที่ 26-27 กันยายน อยู่ระหว่างทยอยนำส่ง ขณะที่การปฏิบัติการในวันที่ 28 กันยายน มีเที่ยวบินล่าช้าสะสมถึง 34 เที่ยวบิน

และจนกระทั่งช่วงเช้าวันที่ 29 กันยายน ภาพความวุ่นวายก็ยังคงปรากฏให้เห็นทั้งในพื้นที่สนามบินและในตารางการบิน

สังคมวิจารณ์การจัดการแย่-เงื่อนงำการเมืององค์กร

อีกด้านหนึ่ง เสียงสะท้อนจากผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบได้หลั่งไหลออกมาบนโลกออนไลน์ โดยมีการตั้งคำถามถึงระบบการอำนวยความสะดวกและการทำงานของเจ้าหน้าที่การบินไทย ขณะที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีหน่วยงานภายนอกเข้ามาให้ความช่วยเหลือ กลับแทบไม่เห็นเจ้าหน้าที่ของการบินไทยเองเข้ามาปฏิบัติหน้าที่หรือประสานงานเท่าที่ควร

ไม่เพียงแค่ผู้ประสบเหตุหน้างานเท่านั้น แต่ประชาชนทั่วไปที่ติดตามข่าวสารต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ว่า การบริหารจัดการในภาวะวิกฤต (crisis management) ครั้งนี้ล้มเหลวและแย่ ไม่สมกับการเป็นองค์กรแถวหน้าของประเทศและสายการบินแห่งชาติ

นอกจากนี้ ยังเกิดกระแสตั้งคำถามถึงประเด็น ‘การเมืองภายในองค์กร’ ว่า ความรวนของระบบปฏิบัติการหน้างานอาจมีตื้นลึกหนาบางมากกว่าเรื่องฟ้าฝน

กรณ์ชี้น้ำท่วมแค่เปลือก ต้นตอปัญหา คือ ผลประโยชน์และธรรมาภิบาล

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อสังเกตเชิงวิเคราะห์ผ่านเฟซบุ๊กไว้น่าสนใจ โดยชี้ว่า น้ำท่วมไม่ใช่ต้นเหตุที่แท้จริง แต่เป็นเพียงตัวเปลือยให้เห็นปัญหาที่หมักหมมมานาน โดยได้ตั้งข้อสังเกต ดังนี้

ข้อสังเกตที่ 1
ท่วมเหมือนกัน แต่เจ็บไม่เท่ากัน
ผู้บริหาร AOT ยืนยันเองว่าปัญหาเกิดเฉพาะเที่ยวบินที่ใช้บริการภาคพื้นของการบินไทย ผู้ให้บริการรายอื่นไม่มีปัญหา และที่ดอนเมืองซึ่งการบินไทยไม่ได้ให้บริการภาคพื้นก็ไม่ได้รับผลกระทบ น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้กระทบคนทำงานแทบทุกบริษัท คำถามคือ ทำไมรายหนึ่งรับมือได้ อีกรายรับมือไม่ได้ ?

ข้อสังเกตที่ 2
สัญญา 35 ปี ที่ไม่มีค่าปรับ
AOT เปิดเผยว่าสัญญาภาคพื้นของการบินไทยทำไว้ราว 20 ปีก่อน อายุ 35 ปี ไปจนถึงประมาณปี 2578 และไม่มีเงื่อนไขค่าปรับหรือบทลงโทษกรณีบริการล่าช้า

มีรายงานว่าสายการบินอื่นที่ว่าจ้างการบินไทยลำเลียงกระเป๋ากลับได้รับผลกระทบน้อย เป็นเพราะสัญญากับเขามีค่าปรับกรณีลำเลียงล่าช้าหรือไม่ ?

ข้อสังเกตที่ 3
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก AOT บอกว่านี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่เกิดปัญหากระเป๋าล่าช้าลักษณะนี้ ครั้งแรกคือช่วงโควิด และพยายามขอแก้สัญญาเพื่อใส่บทลงโทษมาตลอด แต่ทำไม่ได้ เพราะต้องผ่าน ครม. และต้องได้ความยินยอมจากคู่สัญญา ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีคู่สัญญาคนไหนอยากเซ็นให้ตัวเองโดนปรับ

ข้อสังเกตที่ 4
ผู้โดยสารถูกทิ้งไว้กับความไม่รู้
ผู้โดยสารรายงานว่า ระหว่างรอไม่มีใครให้ข้อมูลว่ากระเป๋าอยู่ไหน จะได้รับเมื่อไร QR code ที่ให้สแกนใช้งานไม่ได้ เบอร์โทรที่ให้ไว้โทรไม่ติด

“ปัญหาหน้างานอาจเกิดจากเหตุสุดวิสัยได้ แต่การสื่อสารเป็นสิ่งที่เตรียมไว้ล่วงหน้าได้ และไม่ต้องใช้คนยกกระเป๋าแม้แต่คนเดียว

“ที่สำคัญ จนถึงวันนี้ผมยังไม่เห็นการเสนอชดเชยใด ๆ ให้ผู้โดยสารที่ต้องรอกระเป๋าหลายชั่วโมงหรือหลายวัน นอกจากการยกเว้นค่าเปลี่ยนตั๋วและคืนเงินสำหรับเที่ยวบินที่ยกเลิก ทั้งที่ตามอนุสัญญามอนทรีออลซึ่งไทยเป็นภาคี ผู้โดยสารมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากกระเป๋าล่าช้าได้อยู่แล้ว แต่มีกี่คนที่รู้ ?”

ข้อสังเกตที่ 5
ทางออกที่ถูกเสนอ ก็ต้องถูกตรวจสอบเช่นกัน
ทางออกที่ AOT เสนอคือผู้ให้บริการรายที่ 3 คือ AOTGA ซึ่ง ครม. เพิ่งอนุมัติเมื่อ 9 กันยายน เป็นสองสัญญา (ภาคพื้นและคลังสินค้า) อายุ 25 ปี มูลค่ารวมราว 6.7 หมื่นล้านบาท และกำลังจะลงนาม

กรณ์แสดงความเห็นว่า เห็นอีกว่า การแข่งขันเป็นเรื่องดี แต่ก็ยังคงมีคำถามว่า สัญญาฉบับใหม่นี้มีการกำหนด KPI และบทลงโทษปรับที่ชัดเจนหรือไม่ รวมถึงจะสามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนก่อนการลงนามได้หรือไม่ และที่สำคัญ เมื่อ AOT มีสถานะเป็นทั้งผู้ให้อนุญาต คู่สัญญา และผู้ถือหุ้นใน AOTGA ถึง 49% ใครจะเป็นผู้ทำหน้าที่ลงโทษ หากผู้ให้บริการรายใหม่บริการไม่ดี

“ถ้าเราแก้ปัญหาสัญญาที่ไม่มีบทลงโทษ ด้วยการเพิ่มผู้เล่นที่ก็ไม่มีบทลงโทษที่เข้มพอ เราก็แค่ย้ายปัญหา ไม่ได้แก้ปัญหา”

“สิ่งที่ผมอยากเห็น
เปิดเผยสัญญาภาคพื้นทุกฉบับที่สุวรรณภูมิ โดยเฉพาะเงื่อนไขมาตรฐานบริการ
สัญญาใหม่ทุกฉบับ รวมถึง AOTGA และการต่ออายุสัญญาของ BFS ที่เพิ่งหมดอายุเมื่อ 27 กันยายน ต้องมี KPI เวลาส่งกระเป๋า และค่าปรับที่มีผลจริง
ผู้ให้บริการทุกรายต้องมีแผนรับมือภัยพิบัติที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ขอทหารเมื่อเกิดเรื่อง
ต้องมีมาตรฐานการสื่อสารกับผู้โดยสารในภาวะวิกฤต ช่องทางติดตามกระเป๋าต้องใช้งานได้จริง และต้องแจ้งสิทธิการชดเชยให้ผู้โดยสารทราบโดยไม่ต้องร้องขอ

“ประสบการณ์สาธารณภัยแต่ละครั้งทำให้เห็นทุกครั้งว่าเรายังขาดความเป็นมืออาชีพ โดยเฉพาะรัฐและรัฐวิสาหกิจ และต้นตอของหลายปัญหาคือเรื่องผลประโยชน์และการขาดธรรมาภิบาลที่ดี”

รมว.ท่องเที่ยวฯ ตำหนิการบินไทย กระทบภาพลักษณ์ประเทศ

ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่สร้างความเดือดร้อนหน้างาน แต่ส่งผลกระทบต่อตัวเลขและภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย จนภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเริ่มไม่ทน โดยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ตำหนิผู้บริหารการบินไทยในการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อช่วงเช้าวันที่ 29 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาตำหนิผู้บริหารการบินไทยว่า ไม่มีความพยายามในการแก้ปัญหาซึ่งกระทบภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศ พร้อมกล่าวถึงปัญหาว่า การบินไทยนำเจ้าหน้าที่ของการบินไทยไปให้บริการสายการบินอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ ส่งผลให้การบินไทยเป็นสายการบินที่บริหารจัดการแย่ที่สุดในสถานการณ์นี้ และปัญหาสัมภาระยังส่งต่อไปถึงเที่ยวบินอื่น เมื่อกระเป๋าที่ตกค้างไม่สามารถนำออกจากเครื่องได้ เครื่องบินก็ไม่สามารถทำการบินต่อ และสัมภาระของผู้โดยสารขาออกก็ไม่สามารถลำเลียงขึ้นเครื่องได้

“ผู้บริหารจะต้องทำงานเชิงรุกมากกว่านี้”

นอกจากนั้น นายสุรศักดิ์ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้สายการบินไทยเป็นสายการบินเอกชน แม้ว่ากระทรวงการคลังจะถือหุ้นใหญ่ แต่เมื่อเกิดปัญหานี้จึงมองว่าน่าจะนำกลับมาเป็นของรัฐ พร้อมมองว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังควรเรียกประชุมบอร์ดการบินไทย ในการพิจารณาผลกระทบ

“การบินไทยกำลังจะกลับมาได้ดี แต่เจอเหตุการณ์นี้ก็ต้องเสียชื่ออีกครั้ง” รมว.ท่องเที่ยวฯ กล่าว

การบินไทยยันไม่มีการเมือง ชี้แจงคอขวดอยู่ที่ ‘แรงงานทักษะ’

ต่อมาในเวลา 11.30 น. วันที่ 29 กันยายน นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้เปิดแถลงข่าวชี้แจงถึงสถานการณ์และแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยได้กล่าวขอโทษผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นทางการ

นายชายชี้แจงถึงสาเหตุของปัญหาว่า ในวันที่ 26 กันยายน ฝ่ายบริหารได้มีการประชุมเพื่อเตรียมรับมือผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมไว้แล้ว โดยมีการจัดเตรียมบุคลากรตามที่คาดการณ์ไว้ แต่ปัญหาสำคัญเกิดจากพนักงานใน 2 ส่วน คือ กลุ่มแรงงานใช้แรงงานทั่วไป และกลุ่มแรงงานทักษะพิเศษเฉพาะทางที่ต้องคุมและ operate อุปกรณ์ ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้ส่วนใหญ่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่รอบสนามบินและอยู่ในตรอกซอกซอยที่เจอน้ำท่วมหนัก จึงไม่สามารถเดินทางออกมาปฏิบัติหน้าที่ได้ และจนถึงวันที่ 29 กันยายน พนักงานส่วนมากยังคงติดค้างอยู่ในซอยลึกที่ระดับน้ำยังไม่ลดลง

สำหรับแรงงานใช้แรงงานทั่วไปได้รับการสนับสนุนกำลังพลจากกองทัพอากาศและกระทรวงกลาโหมเข้ามาช่วยเสริม แต่หัวใจสำคัญของปัญหาอยู่ที่แรงงานทักษะ (skilled labor) ที่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตปฏิบัติงาน ซึ่งการบินไทยได้แก้ปัญหาโดยการนำรถทหารเข้าไปรับถึงบ้าน ทำให้มีพนักงานออกมาทำงานได้ระดับหนึ่ง แต่ส่วนหนึ่งยังไม่กล้าออกจากบ้านเนื่องจากเป็นห่วงทรัพย์สิน ทั้งนี้ แรงงานกลุ่มนี้ไม่สามารถนำบุคคลอื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทนได้ โดย ณ วันที่ 29 กันยายน มีแรงงานกลุ่มนี้เข้ามาทำงานได้เพียงประมาณ 50% เท่านั้น จึงกลายเป็นคอขวดที่ต้องเร่งแก้ไข

นอกเหนือจากนี้ยังเจอปัญหาในส่วนของคลังสินค้า (cargo) เนื่องจากผู้ประกอบการขนส่งยังไม่สามารถมารับคาร์โก้ออกไปได้ ทำให้สินค้าล้นคลังและติดค้างอยู่ที่อุปกรณ์ลากจูงคาร์โก้ ส่งผลให้อุปกรณ์ที่จะนำไปใช้ขนถ่ายคาร์โก้และสัมภาระลงจากเครื่องบินลำอื่นติดค้างตามไปด้วย ซึ่งการบินไทยกำลังเร่งประสานให้ลูกค้ารายอื่นมารับสินค้าออกไปเพื่อคืนพื้นที่คลัง

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการบินไทยยืนยันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการปฏิบัติการ (operation) หน้างาน ไม่ใช่ปัญหาเชิงนโยบาย และฝ่ายบริหารไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการเตรียมแผนสำรองไว้แล้ว แต่เนื่องจากความรุนแรงของเหตุการณ์รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ จากเดิมที่คาดว่าแรงงานจะมาทำงานได้ราว 80% แต่ความเป็นจริงเข้ามาได้ต่ำกว่านั้นมาก ซึ่งปกติการบินไทยต้องใช้แรงงานภาคพื้นวันละ 500 กว่าคน แต่ ณ ปัจจุบันมีเข้ามาทำงานเพียง 200 กว่าคนเท่านั้น และจุดที่เป็นคอขวดสำคัญคือตำแหน่ง Load Master ที่ประจำข้างเครื่อง ซึ่งปกติควรมี 45 คน แต่เหลือเพียง 20 คน จนต้องนำพนักงานหรือแม้กระทั่งผู้บริหารที่มีใบอนุญาตลงไปกำกับเองข้างเครื่อง แต่ก็ยังแก้ไขสถานการณ์ไม่ทัน จึงจำเป็นต้องลด capacity ลง

“ยืนยันว่าพนักงานไม่ได้มีเจตนาหยุดงานประท้วง แต่มาจากความจำเป็นส่วนตัว แรงงานอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กในตรอกซอกซอย ฝ่าน้ำออกมายาก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการบินไทยกล่าว พร้อมยืนยันว่า “ไม่มีการเมืองภายนอกหรือภายใน”

เร่งจัดการปัญหา สั่งลด Capacity รีเซ็ตระบบ

แนวทางในการแก้ไขปัญหาและกอบกู้สถานการณ์หลังจากนี้ นายชายอธิบายว่า ที่ผ่านมาในช่วงสองวัน เที่ยวบินดีเลย์เกือบ 100% บินตรงเวลาได้เพียงประมาณ 3% เท่านั้น ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่ากำลังการผลิต (capacity) ไม่สามารถยืนหยัดไหว จึงได้สั่งการตั้งแต่คืนวันที่ 28 กันยายน ให้ปรับลดกำลังการบิน ควบรวมเที่ยวบิน ยกเลิกบางเที่ยวบิน และโอนถ่ายผู้โดยสารไปสายการบินอื่น ส่วนงานหน้าลานจอดเครื่องบินที่ไม่สามารถทำได้ ให้จัดหาสายการบินอื่นมาช่วยแบ่งเบาภาระ จากเดิมที่การบินไทยเคยรับทำบริการภาคพื้นให้สายการบินอื่น แต่วันนี้ไม่สามารถรับไหว จึงต้องแบ่งงานไปให้ผู้ประกอบการรายอื่นรับช่วงต่อ

สำหรับคำถามว่าเหตุใดสายการบินอื่นจึงไม่ได้รับผลกระทบหนักเท่าการบินไทย ? ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการบินไทยอธิบายว่า เพราะการบินไทยใช้กรุงเทพฯ เป็นฐานการผลิตหลัก กิจกรรมทุกอย่างจึงกลับมารวมลงที่กรุงเทพฯ ทั้งหมด ต่างจากสายการบินอื่นที่มีฐานอยู่นอกประเทศ กิจกรรมที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ของสายการบินอื่นน้อยกว่าการบินไทยมาก เมื่อบินมาลงกรุงเทพฯ จึงสามารถบินออกไปได้รวดเร็วกว่า

ดังนั้น การบินไทยจึงต้องยอมรับความจริงด้วยการลด capacity ของตัวเองลงเพื่อประคองเที่ยวบินที่มีอยู่ให้รอดและตรงเวลามากขึ้น โดยจากเดิมที่มีเที่ยวบินออกจากกรุงเทพฯ ประมาณ 110 กว่าเที่ยวบินต่อวัน วันนี้ได้ปรับลดลงไปประมาณ 30 กว่าเที่ยวบิน หรือลดลงราว 30-40% เพื่อปรับปรุงระบบให้ operation สามารถกลับมาเดินหน้าได้

ส่วนกระเป๋าสัมภาระที่ตกค้าง ณ สนามบินสุวรรณภูมิ นายชายเปิดเผยว่ามีกระเป๋าตกค้างอยู่ประมาณ 5,600 ใบ การบินไทยกำลังเร่งคัดแยกออกมาจากสายพานมาไว้ด้านนอกเพื่อให้ผู้โดยสารติดต่อรับคืนได้ พร้อมทั้งตั้งระบบเซตซีโร โดยกระเป๋าจากเที่ยวบินใหม่ที่บินเข้ามาจะต้องจัดการให้ผู้โดยสารรับไปได้ทันที ห้ามนำมาปะปนกับกระเป๋าค้างเดิมเด็ดขาด

ด้านกำลังคน ได้สั่งการให้ฝ่ายบริหารเร่งติดตามตัวแรงงานทักษะที่มีใบอนุญาตเป็นรายคน โดยเสนอแรงจูงใจและค่าตอบแทนพิเศษ รวมถึงส่งทีมไปช่วยแก้ปัญหาทางบ้านเพื่อให้พนักงานสบายใจและออกมาทำงานได้

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการบินไทยบอกว่า จากการประชุมประเมินล่าสุด คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 72 ชั่วโมงในการเคลียร์สัมภาระที่ตกค้างในเทอร์มินัลทั้งหมดเพื่อจัดส่งออกไปให้ผู้โดยสาร

แชร์
เกิดอะไรกับการบินไทย น้ำเริ่มลด แต่ปัญหายังไม่ลด เพราะการเมืองหรือไม่?