
นับตั้งแต่สงครามตะวันออกกลางเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ราคาทองคำก็ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว สาเหตุไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะตามปกติแล้ว “สงคราม” มักจะเป็นปัจจัยที่หนุนราคาทอง เนื่องจากนักลงทุนมักแห่ซื้อทองเพื่อหลบความเสี่ยง
แต่จนถึงปัจจุบัน ราคาทองกลับผันผวนกว่าที่เราคิด ไม่ต่างจากสงครามอิหร่านที่ยังไม่แน่ชัดว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะเกิดขึ้นเมื่อใด โดยล่าสุด ผู้อำนวยการ IAEA ระบุว่า การเข้าตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ทางการอิหร่านย้ำว่า จะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ IAEA เข้าตรวจสอบได้ ก็ต่อเมื่อการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ เสร็จสิ้นและได้ข้อยุติเป็นทางการแล้วเท่านั้น ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าคือ “เมื่อไหร่”
เมื่อสถานการณ์สงครามยังไม่สงบ แต่ล่าสุด ทองคำกลับร่วงหนัก โดยราคาทองคำโลกหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปแล้ว และร่วงแตะจุดต่ำสุดในรอบกว่า 7 เดือน
Spotlight ชวนหาคำตอบว่า ในเมื่อสงครามก็ยังไม่จบ แล้วทำไมราคาทองกลับร่วงลงขนาดนี้?
หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาทองก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อเวลามีสงครามเกิดขึ้น นักลงทุนจะเกิดความกังวล จนหันไปขายหุ้น เอาเงินมาซื้อทองแทน เนื่องจากทองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ดังนั้น ถ้ามีแค่สงคราม ราคาทองคำก็ควรจะขึ้น
แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ กลับมีผลกระทบบางอย่าง เพราะอิหร่านขัดขวางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และดันอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เมื่อเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง นักลงทุนจึงมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่เคยคาดหวัง และอาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง หรือแม้แต่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
โดยปกติแล้ว ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นถือเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยหรือเงินปันผล ต่างจากพันธบัตรหรือเงินฝากที่ให้ผลตอบแทน เมื่อดอกเบี้ยสูง นักลงทุนจำนวนหนึ่งจึงเลือกย้ายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้มากกว่า ทำให้ความต้องการถือครองทองคำลดลง
อีกทั้งสงครามยังทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ซึ่งยิ่งกดดันราคาทองคำ เนื่องจากทองคำซื้อขายกันในสกุลเงินดอลลาร์ โดยทั่วไปเมื่อดอลลาร์แข็งค่า ราคาทองคำมักจะอ่อนตัวลง
คอลลิน พลูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Noble Gold Investments กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตลาดเชื่อว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำและสินทรัพย์ต่าง ๆ ปรับตัวขึ้น แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป เพราะความเสี่ยงที่เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อราคาทองคำ
ทั้งนี้ ก่อนสงครามอิหร่านจะปะทุ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยเรียกร้องให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จากภาวะเงินเฟ้อที่ยังร้อนแรง ทำให้ตลาดเชื่อว่าแนวโน้มดังกล่าวอาจไม่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้
นักวิเคราะห์มองว่า ในระยะสั้นราคาทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่มีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินแบบ "สายเหยี่ยว" หรือคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้ราคาทองคำมีโอกาสอ่อนตัวลงได้อีก
นอกจากนี้ ปัจจัยที่เคยหนุนให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นก่อนหน้านี้ก็เริ่มอ่อนแรงลง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางหลายประเทศที่ชะลอตัวลงในไตรมาสแรกของปี 2026 รวมถึงเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่กองทุน ETF ทองคำก็ลดลงเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากยังเชื่อว่า ทองคำควรมีสัดส่วนอยู่ในพอร์ตการลงทุนระยะยาว เพราะยังทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงได้ดี
ทอม แบนซ์ จาก T. Rowe Price กล่าวว่า แม้ในระยะสั้นบทบาทของทองคำในการป้องกันความเสี่ยงจะลดลง แต่ทองคำยังมีความสำคัญในการปกป้องพอร์ตการลงทุนจากความเสี่ยงหลายด้าน เช่น เงินเฟ้อที่อาจกลับมาสูงกว่าคาด ปัญหาฐานะการคลังของรัฐบาล ความไม่แน่นอนของค่าเงินสกุลหลัก และวิกฤตความเชื่อมั่นในระบบการเงิน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ยังคงมีอยู่
ด้านทอม สตีเวนสัน ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนของ Fidelity International แนะนำว่า นักลงทุนควรถือทองคำประมาณ 5-10% ของพอร์ตการลงทุน ซึ่งใกล้เคียงกับสัดส่วนเงินสดที่ควรถือไว้ เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและเป็นกันชนให้กับพอร์ตการลงทุนที่มีหุ้นและพันธบัตรเป็นสินทรัพย์หลัก
https://www.cnbc.com/2026/06/23/gold-silver-rate-hike-fears.html
https://finance.yahoo.com/markets/commodities/articles/why-gold-price-fallen-141344881.html?guccounter=1&guce_referrer=aHR0cHM6Ly93d3cuZ29vZ2xlLmNvbS8&guce_referrer_sig=AQAAAFUmzcp-ddsfLVC26IBYgUmEDCiYNoRmUCL5y54UR91EavSc51_-R6sCsgbrW3tExvdQZHUXyuGBt89Q8WAsri_Idma8H2p4BHp9ZqQx5UHucwSr-uGqEi3yNEkxbbyQLI-hcREMFnjVDf4YlJ_Uv0nb0-BBHfmYJC1OzCfnN_m2