Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ทองหลุด$4,000 เสี่ยงดิ่งต่อหรือมีสิทธิเด้งกลับ? ปัจจัยอะไรยังพยุงตลาด?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ทองหลุด$4,000 เสี่ยงดิ่งต่อหรือมีสิทธิเด้งกลับ? ปัจจัยอะไรยังพยุงตลาด?

25 มิ.ย. 69
13:44 น.
แชร์

ราคาทองคำปรับตัวลงแรง หลังร่วงต่ำกว่าระดับ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เมื่อคืนวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา และยังอ่อนตัวต่อเนื่องในวันนี้ นับเป็นการหลุดระดับสำคัญทางจิตวิทยาที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทองคำไม่เคยเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568

สำหรับราคาทองคำในประเทศ ณ เวลา 13.20 น. มีการปรับราคาแล้ว 21 ครั้ง โดยราคาทองคำแท่งรับซื้ออยู่ที่บาทละ 62,850.00 บาท และขายออกบาทละ 63,050.00 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้ออยู่ที่บาทละ 61,595.08 บาท และขายออกบาทละ 63,850.00 บาท ขณะที่ราคาทองคำสปอตเคลื่อนไหวอยู่ที่ 3,983.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์

การปรับตัวลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังทองคำผ่านช่วงขาขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยราคาทองคำทำผลตอบแทนเป็นบวกในระดับเลขสองหลักต่อเนื่องทุกปี และปรับขึ้นมากกว่า 1 เท่าตัว จากแรงซื้อของธนาคารกลาง กองทุน และนักลงทุนรายย่อย ก่อนจะขึ้นไปทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใกล้ระดับ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ภาพของตลาดทองคำเริ่มเปลี่ยนไปในเดือนมิถุนายนนี้ หลังราคาปรับตัวลงมากกว่า 20% จากจุดสูงสุดเดิม ซึ่งตามนิยามทางเทคนิคถือว่าเข้าสู่ภาวะ “ตลาดหมี” หรือ Bear Market อย่างเป็นทางการ สัญญาณดังกล่าวทำให้นักลงทุนต้องกลับมาประเมินทิศทางของทองคำอย่างจริงจังอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ทองคำถูกมองเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่โดดเด่นที่สุดของตลาด

แรงกดดันต่อราคาทองคำมาจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ แนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ และทั่วโลกอาจอยู่ในระดับสูงนานขึ้น รวมถึงสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลายลง ปัจจัยเหล่านี้ลดแรงหนุนต่อสินทรัพย์ปลอดภัย และกดดันให้ราคาทองคำย่อตัวลงจากระดับสูงก่อนหน้า

แม้การปรับฐานของทองคำจะเป็นสิ่งที่ตลาดบางส่วนคาดการณ์ไว้แล้ว หลังราคาปรับขึ้นมาแรงและทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่ทิศทางในระยะข้างหน้ายังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญยังมีมุมมองแตกต่างกัน ตั้งแต่กรณีที่ราคาปรับลงลึก กรณีที่เคลื่อนไหวในกรอบ ไปจนถึงกรณีที่ทองคำสามารถกลับเข้าสู่ขาขึ้นรอบใหม่ได้อีกครั้ง

ฉากทัศน์ขาลง ราคาทองคำอาจร่วงสู่ 3,500 ดอลลาร์

ในฝั่งที่ประเมินราคาทองคำเชิงลบ Gareth Soloway จาก VerifiedInvesting.com ให้สัมภาษณ์เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า ราคาทองคำยังมีแนวโน้มอ่อนตัวลง โดยอาจปรับตัวลงไปทดสอบระดับ 4,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ก่อน และหลังจากนั้นยังมีโอกาสปรับลงต่อได้อีก

Soloway อธิบายว่า หากพิจารณาจากมุมมองทางเทคนิค ราคาทองคำมีแนวโน้มลงไปทดสอบบริเวณ 4,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากนั้นอาจเกิดแรงดีดกลับระยะสั้น ก่อนจะอ่อนตัวลงต่อไปยังบริเวณ 3,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

อย่างไรก็ตาม เขายังมองว่าตลาดมีความเสี่ยงที่จะเผชิญแรงเทขายรุนแรง หรือ “washout” ในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งอาจกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลงลึกกว่านั้น และกลับลงไปใกล้ระดับ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

ขณะเดียวกัน Chris Temple จาก National Investor มองในทิศทางใกล้เคียงกันว่า ยังมีปัจจัยพื้นฐานหลายประการที่อาจกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลงไปถึงระดับ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ได้เช่นกัน โดยปัจจัยสำคัญที่สุดในมุมมองของเขาคือ เฟดยังไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป

ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ทองคำจึงยังเผชิญแรงกดดันจากทั้งดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงและเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า ซึ่งเป็นปัจจัยที่ลดความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม มุมมองขาลงของผู้เชี่ยวชาญกลุ่มนี้ไม่ได้หมายความว่า พวกเขามองว่ารอบขาขึ้นระยะยาวของทองคำสิ้นสุดลงแล้วทั้งหมด แต่เป็นการประเมินว่าราคาทองคำอาจต้องปรับฐานลึกกว่านี้ก่อน จึงจะมีโอกาสฟื้นตัวในระยะถัดไป โดยเฉพาะในช่วงที่เฟดยังไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ และแรงกดดันจากเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางราคาทองคำ

ฉากทัศน์ทรงตัว: ราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบระหว่างรอปัจจัยใหม่

แม้ Soloway และ Temple จะประเมินว่าทองคำยังมีความเสี่ยงปรับฐานต่อ แต่ทั้งสองไม่ได้มองว่ารอบขาขึ้นระยะยาวของทองคำสิ้นสุดลงแล้ว ตรงกันข้าม พวกเขายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำในระยะยาว และเห็นโอกาสที่ราคาจะกลับมาปรับตัวสูงขึ้นได้อีกครั้งหลังผ่านช่วงปรับฐาน

Soloway ย้ำว่า หากราคาทองคำอ่อนตัวลงไปถึงระดับ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เขาจะเข้าซื้อเพื่อถือสถานะระยะยาว

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ประเมินว่าราคาทองคำจะปรับตัวลงรุนแรง แต่เห็นว่าตลาดอาจเข้าสู่ช่วงพักฐาน โดยราคามีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ หรือออกด้านข้าง ในระยะถัดไป หลังจากปรับขึ้นมาแรงในช่วงก่อนหน้า

Ronald-Peter Stoeferle จาก Incrementum และผู้เขียนรายงาน “In Gold We Trust” ให้สัมภาษณ์เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมว่า ในเวลานี้ทองคำยังขาดปัจจัยกระตุ้นระยะสั้น โดยตลาดกำลังเผชิญแรงต้านหลายด้าน ทั้งปัจจัยฤดูกาลที่อ่อนแอ และภาวะความเชื่อมั่นเชิงลบ โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเหมืองทองคำและหุ้นเหมืองเงิน

Stoeferle ระบุว่า เขาไม่คาดว่าราคาทองคำและเงินจะเคลื่อนไหวมากนักในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และมองว่าอาจต้องรอจนหลังการแข่งขันฟุตบอลโลกสิ้นสุดลง จึงจะเริ่มเห็นแรงหนุนฝั่งขาขึ้นกลับมามากขึ้น อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า ความเชื่อมโยงดังกล่าวเป็นเพียง “correlation” หรือความสัมพันธ์เชิงสถิติ ไม่ใช่ “causation” หรือความเป็นเหตุเป็นผลโดยตรง

ดังนั้น ฉากทัศน์ที่ราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบ ไม่ได้หมายความว่าตลาดทองคำหมดแรงในระยะยาว แต่สะท้อนภาวะที่ราคายังขาดปัจจัยกระตุ้นใหม่ในระยะสั้น ขณะเดียวกันตลาดยังต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยฤดูกาล ความเชื่อมั่นเชิงลบ และการพักฐานเพิ่มเติม ก่อนจะกลับมาหาทิศทางที่ชัดเจนอีกครั้ง

บางธนาคารใหญ่ยังมองบวกต่อทองคำ

นอกจากมุมมองของผู้เล่นและผู้เชี่ยวชาญในตลาดทองคำแล้ว ท่าทีของธนาคารขนาดใหญ่ก็เป็นอีกปัจจัยที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังราคาทองคำปรับตัวลงต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และความคาดหวังต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด กลับมาเป็นตัวแปรสำคัญต่อราคาทองคำอีกครั้ง

เมื่อต้นเดือนนี้ Goldman Sachs ปรับลดคาดการณ์ราคาทองคำสิ้นปี 2569 จากเดิม 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เหลือ 4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยธนาคารระบุว่า การปรับลดคาดการณ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเฟดจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ ซึ่งอาจทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่กองทุน ETF ทองคำอยู่ในระดับที่น้อยลง

Lina Thomas และ Daan Struyven นักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ระบุว่า มุมมองต่อราคาทองคำยังคงเป็นบวกในเชิงโครงสร้าง แต่มีความระมัดระวังมากขึ้นในเชิงกลยุทธ์ กล่าวคือ ทองคำยังมีความเสี่ยงขาลงในระยะสั้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นในระยะกลาง หากปัจจัยแวดล้อมกลับมาเอื้อต่อสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง

ในกรณีที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2569 นักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs มองว่า ราคาทองคำอาจปรับตัวลงสู่ระดับ 4,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ภายในสิ้นปี สะท้อนว่าทิศทางดอกเบี้ยยังเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถกดดันราคาทองคำได้โดยตรง

ด้าน Deutsche Bank ก็เพิ่งปรับลดมุมมองต่อราคาทองคำเช่นกัน โดยคาดว่าราคาทองคำจะอยู่ที่ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในไตรมาส 4 ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ การปรับลดคาดการณ์ของทั้ง Goldman Sachs และ Deutsche Bank สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังที่เพิ่มขึ้นต่อทิศทางราคาทองคำในระยะใกล้ โดยเฉพาะภายใต้สมมติฐานที่เฟดยังไม่รีบปรับลดอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม ธนาคารขนาดใหญ่อื่น ๆ ยังประเมินราคาทองคำไว้ในระดับสูงกว่า โดย Wells Fargo & Co. ยังคงมุมมองเดิมจากเดือนมีนาคมที่ 6,100-6,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ JPMorgan Chase & Co. ยังยืนตามมุมมองเดือนมิถุนายนที่ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ราคาทองคำกำลังเผชิญแรงกดดันจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า ความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังอยู่ในระดับสูง และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ลดลง แต่มุมมองของตลาดยังไม่ได้เคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด

ฝ่ายหนึ่งมองว่าทองคำอาจปรับฐานลึกลงไปถึง 3,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ อีกฝ่ายมองว่าราคาอาจเคลื่อนไหวในกรอบเพื่อรอปัจจัยกระตุ้นใหม่ ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่บางแห่งยังเห็นโอกาสที่ทองคำจะกลับมาปรับตัวขึ้นแรงในระยะถัดไป

สิ่งสำคัญคือ แม้แต่ธนาคารที่ปรับลดคาดการณ์ราคาทองคำลง ก็ยังประเมินว่าราคาทองคำในระยะข้างหน้าอาจอยู่สูงกว่าระดับปัจจุบัน หลังราคาหลุดต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทำให้ช่วงฤดูร้อนนี้กลายเป็นจุดทดสอบสำคัญของตลาดทองคำว่า การปรับฐานครั้งนี้เป็นเพียงการพักตัวหลังราคาทำสถิติสูงสุด หรือเป็นจุดเริ่มต้นของแรงกดดันรอบใหม่ที่อาจรุนแรงกว่าเดิม

อ้างอิง: Investing News, Mint

แชร์
ทองหลุด$4,000 เสี่ยงดิ่งต่อหรือมีสิทธิเด้งกลับ? ปัจจัยอะไรยังพยุงตลาด?