
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ราคาทองคำสามารถปิดตลาดในแดนบวกได้เกือบ 70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยพื้นฐานใหม่ที่เข้ามาในจังหวะเดียวกันคือ การปรับขึ้นภาษีการค้าต่อแคนาดาสูงถึง 50% ของโดนัลด์ ทรัมป์ และในครั้งนี้อาจสร้างความกังวล “สงครามการค้า” ระลอกใหม่ เนื่องจากเป็นการเปิดใช้งาน Section 338 ของ Tariff Act of 1930 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงสุด 50% ตามที่กฎหมายภาษีศุลกากรดังกล่าวได้บัญญัติเอาไว้
หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ทำการลงนามแล้ว อัตราภาษีครั้งใหม่จะมีผลบังคับใช้ในอีก 30 วัน ซึ่งจะอยู่ในช่วงวันที่ 19 สิงหาคม โดยใน White House Fact Sheet ระบุว่าจะจัดเก็บภาษีครอบคลุมสินค้าตั้งแต่หมวด ไวน์, ไม้ฮอกกี้ ไปจนถึงปูนซีเมนต์ และไม่ยกเว้นแม้แต่สินค้าที่อยู่ในข้อตกลงการค้า USMCA (United States-Mexico-Canada Agreement) แต่จะยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้ Section 232 ของ Trade Expansion Act of 1962 รวมถึงสินค้าเฉพาะบางชนิด เช่น พลังงาน และแร่ธาตุสำคัญ (Critical minerals)
ความกังวลระลอกนี้ ไม่ได้มีแค่เพียง Section 338 ที่ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรก แต่ยังมีกฎหมายตัวอื่นที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐ มีคำสั่งยกเลิกมาตรการภาษีเดิมตามกฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และถูกแทนที่แบบไร้รอยต่อด้วย Section 122 ของ Trade Act of 1974 โดยในวันที่ 24 กรกฎาคม จะเป็นวันหมดอายุการใช้งาน 150 วันของ Section 122 จึงต้องรอจับตาว่ามีการขยายเวลาหรือไม่ ซึ่งจะต้องผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส
หรืออีกหนึ่งวิธีต่อเวลาการขึ้นภาษีที่มีความเป็นไปได้สูงสุด คือการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Section 301 ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ซึ่งผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้เตรียมการล่วงหน้าเอาไว้แล้ว โดยได้ไต่สวนในประเด็นปัญหาแรงงานบังคับ (Forced Labor) และกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ใน 16 ประเทศ เพื่อให้เข้าเงื่อนไขในการเปิดใช้งานกฎหมายดังกล่าว ซึ่งล่าสุดปิดรับ Public Comments และจัด Public Hearing ไปเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 6 และ 7 กรกฎาคม ตามลำดับ
ดังนั้น สถานการณ์ตอนนี้คือ โดนัลด์ ทรัมป์ แทบจะใช้ทุกช่องทางที่เป็นไปได้เพื่อปรับขึ้นภาษีศุลกากรต่อประเทศทั่วโลก และการเพิ่มเข้ามาของ Section 338 ของ Tariff Act of 1930 จะเพิ่มแรงดึงดูดให้นักลงทุนวิ่งกลับเข้าหาทองคำอีกครั้งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของ WGC (World Gold Council) ที่ระบุว่าในช่วงที่สหรัฐใช้กฎหมาย IEEPA เพื่อประกาศขึ้นภาษี “Reciprocal Tariffs” ราคาทองคำตอบสนองในเชิงบวกในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่า 3% ในขณะที่สินทรัพย์การลงทุนหลายตัวต้องประสบกับการ Drawdown เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐที่ปรับตัวลดลงกว่า 18%

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท YLG Bullion And Futures จำกัด