
การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ดูเหมือนว่าจะเป็นไปด้วยดี เมื่อล่าสุด สหรัฐฯ ประกาศยกเว้นคว่ำบาตรอิหร่านชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้อิหร่านขายน้ำมันไปยังสหรัฐฯ ได้
ตลาดตอบรับข่าวนี้ด้วยการที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงทันที แต่คำถามต่อไปก็คือ การที่สหรัฐฯ ยอมยกเว้นคว่ำบาตรอิหร่านชั่วคราว เกิดจากการเจรจา “ใกล้จบ” จริงหรือ? หรือเป็นเพราะตลาดพลังงานกำลังกดดันรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกคำยกเว้นมาตรการคว่ำบาตร (Sanctions Waiver) เป็นเวลา 60 วันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (22 มิถุนายน 2569) เปิดทางให้สามารถผลิต ขนส่ง และจำหน่ายน้ำมันของอิหร่านเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสัญญาณเชิงบวกจากคณะผู้ไกล่เกลี่ยและรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจ ดี แวนซ์ เกี่ยวกับการเจรจาระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลอิหร่านที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์ระหว่างสองประเทศ
การยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรครั้งนี้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ระบุไว้ในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระยะเวลา 60 วัน ซึ่งอิหร่านและสหรัฐฯ ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา
ขณะที่ตลาดน้ำมันตอบรับข่าวดังกล่าวด้วยการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงมากกว่า 3.5% มาอยู่ที่ 77.7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ร่วงลงต่ำกว่า 74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม
สาเหตุที่น้ำมันปรับตัวลดลงเพราะตลาดมองว่า การที่สหรัฐฯ ผ่อนคลายข้อจำกัดต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน จะทำให้น้ำมันเข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น ส่งผลให้ความกังวลเรื่องอุปทานตึงตัวลดลง และกดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงทันที
นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และมีความคืบหน้าในหลายประเด็นที่กำหนดไว้ในบันทึกความเข้าใจ
ส่วนรองประธานาธิบดีแวนซ์เปิดเผยว่า เราได้วางรากฐานที่ดีมากสำหรับการบรรลุข้อตกลงฉบับสุดท้ายที่ประสบความสำเร็จ และคำขู่ผ่านโซเชียลมีเดียที่ว่าจะถอนตัวจากการเจรจา ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ท้ายที่สุดการเจรจาก็ยังดำเนินต่อไป และสหรัฐฯ กับอิหร่านสามารถสร้างความคืบหน้าได้อย่างมาก
เขาโพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า อิหร่านให้คำมั่นว่าจะรับประกันเสรีภาพและความเปิดกว้างในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมทั้งอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เข้าปฏิบัติหน้าที่ภายในประเทศ
“ภายใต้กรอบข้อตกลงดังกล่าว กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกใบอนุญาตทั่วไปชั่วคราวเป็นเวลา 60 วัน เพื่ออนุญาตให้มีการผลิต ขนส่ง และจำหน่ายน้ำมันของอิหร่าน”
ใบอนุญาตดังกล่าวจะมีผลจนถึงวันที่ 21 สิงหาคม ครอบคลุมน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่มีแหล่งกำเนิดจากอิหร่าน โดยอนุญาตให้นำเข้าน้ำมันอิหร่านเข้าสู่สหรัฐฯ ได้ แต่ไม่ครอบคลุมธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ คิวบา หรือพื้นที่ของยูเครนที่อยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซียซึ่งยังคงถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร
จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการเริ่มต้นตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่ระบุว่าการหารือกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) อาจเริ่มขึ้นได้เร็วที่สุดในวันจันทร์
ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ระบุว่า หนึ่งในเหตุผลสำคัญของการโจมตีอิหร่านคือความจำเป็นในการป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และเรียกร้องให้อิหร่านเปิดให้มีการตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์จากนานาชาติอีกครั้ง
ขณะที่อิหร่านปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่ได้มีเป้าหมายพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์ของประเทศมีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้งานด้านพลเรือนเท่านั้น
ด้านนายเอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวทางการ IRNA ว่า อิหร่านไม่ได้เจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของตน และไม่ได้ยอมรับข้อผูกพันใหม่ใด ๆ ในการหารือเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ผ่าน Truth Social ในเวลาต่อมาว่า
"ทุกฝ่ายตระหนักดีว่า อิหร่านจะยินยอมให้มีการตรวจสอบอาวุธครั้งใหญ่ เพื่อรับประกัน 'ความโปร่งใสทางนิวเคลียร์' ในระยะยาว"