
เราอาจจะเคยคุ้นชินกับคำว่า Co-Working Space พื้นที่เปิดสำหรับแชร์ที่นั่งทำงานของคนเมือง แต่วันนี้ Spotlight จะพาย่ำย่านไปเปิดหูเปิดตากับคอนเซปต์ที่เก๋กว่านั้นอย่าง ‘Co-Flowers Space’ โมเดลธุรกิจสุดสร้างสรรค์ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนภาพจำของ "ปากคลองตลาด" จากอดีตแหล่งค้าส่งดอกไม้ที่แสนวุ่นวาย สู่การอัพเกรดเป็นคอมมูนิตี้สเปซสุดชิค แหล่งรวมตัวแห่งใหม่ของคนรักงานศิลปะ ดอกไม้ และสายทำคอนเทนต์
ร่วมเจาะลึกเบื้องหลังไอเดียการรีโนเวทย่านผ่านบทสัมภาษณ์ของ คุณบอล เจ้าของร้าน Cupid Bloom และ Co-Flowers Space ทายาทธุรกิจค้าส่งดอกไม้รุ่นที่ 2 ที่จะมาเล่าให้เราฟังแบบหมดเปลือกว่า อะไรคือ Pain Point สำคัญที่ทำให้ย่านค้าส่งดั้งเดิมซบเซาลง และทำไมพ่อค้าแม่ขายยุคนี้ ถึงต้องลุกขึ้นมา "อัพเกรด" ตัวเอง เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ทำมาหากินให้กลายเป็น ‘สถานีฮีลใจ’ ของคนเมือง
หากย้อนกลับไปในอดีต ปากคลองตลาดคือศูนย์รวมการค้าส่งที่คึกคักและวุ่นวายตลอด 24 ชั่วโมง โดยธุรกิจของคุณบอลเริ่มต้นมาจากจุดนั้น “เดิมที ธุรกิจที่ทำจะเป็นเหมือนร้านขายดอกไม้ทั่วไปเลยครับ ทำมาตั้งแต่รุ่นคุณแม่แล้ว จะเป็นร้านขายส่ง”
คุณบอลเล่าว่า คุณแม่ขายส่งอยู่ในพื้นที่แห่งนี้มานานกว่า 14 ปี คอยป้อนสินค้าให้กับลูกค้ากลุ่มใหญ่ ๆ ทั้งขายให้พ่อค้าแม่ขายในต่างจังหวัด คนจัดงานแต่งงาน งานศพ และงานหลากหลายที่ต้องใช้ดอกไม้ตกแต่ง”
แต่แล้วจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ก็มาถึงเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน “ในยุคหนึ่งเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา มีการจัดระเบียบปากคลองตลาดให้เกิดความเรียบร้อย” ยุคปฏิรูปจัดระเบียบทางเท้าทำให้หน้าตาของย่านเปลี่ยนไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีการค้าขายแบบดั้งเดิมอย่างเลี่ยงไม่ได้ คุณบอลและผู้ค้าดั้งเดิมในย่านปากคลองตลาด ยืนยันถึงความคึกคักที่เปลี่ยนไป เมื่อจัดระเบียบแล้วคนมาเดินน้อยลง บวกกับการสื่อสารและการขนส่งที่สะดวกขึ้น ลูกค้าก็ไม่ต้องมาเดินหาซื้อเอง ผู้คนที่มาเดินจับจ่ายจึงบางตาลงอย่างเห็นได้ชัด
วันนี้ภาพจำของปากคลองตลาดเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตึกแถวเก่าดั้งเดิมถูกรีโนเวทเป็นคาเฟ่ดอกไม้สุดชิคที่ด้านล่างขายดอกไม้สด ส่วนด้านบนเสิร์ฟกาแฟหอมกรุ่น พร้อมรองรับนิทรรศการศิลปะชุมชน บวกกับกระแสยอดฮิตของวัยรุ่น Gen Z ที่แห่มาซื้อดอกไม้ไปเป็นพร็อพถ่ายรูปเช็กอินที่สะพานพุทธ สะท้อนให้เห็นชัดเจนเลยว่า คนกลุ่มใหม่ไม่ได้มาเพื่อซื้อส่ง แต่มาเพื่อท่องเที่ยวและเยียวยาจิตใจ
ในมุมของคุณบอล จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้ามาของรถไฟฟ้า MRT สถานีสนามไชย ที่ทลายข้อจำกัดการเดินทาง ประกอบกับทำเลที่เชื่อมต่อไปยังย่านไลฟ์สไตล์สุดฮิปอย่างเยาวราชและทรงวาด ยิ่งไปกว่านั้น ย่านนี้ยังได้รับการผลักดันจาก กทม. และมหาวิทยาลัยศิลปากร ให้กลายเป็น “ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy District)” ที่หยิบเอาต้นทุนวัฒนธรรมดั้งเดิมมาปัดฝุ่นใหม่ให้มีชีวิตชีวา
กระแสความนิยมที่เปลี่ยนไปและไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่นี่เอง ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจครั้งสำคัญให้คุณบอลเริ่มมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และกล้าที่จะทรานส์ฟอร์มร้านค้าส่งดอกไม้รุ่นคุณแม่ ให้กลายเป็นพื้นที่เปิดรับกลุ่มคนที่อยากมานั่งจัดดอกไม้ เสพงานศิลปะ และจิบกาแฟฮีลใจแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในย่านนี้
การเข้ามาของ MRT และกระแสความนิยมที่คนชอบไปเดินเล่นแถวสะพานพุทธ ดึงดูดให้กลุ่มคนซื้อหน้าใหม่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาด แต่คนกลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการซื้อดอกไม้ทีละมาก ๆ เหมือนแต่ก่อน ทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง "ผู้ค้าส่ง" กับ "ความต้องการของคนรุ่นใหม่" ซึ่งคุณบอลสังเกตเห็น Pain Point นี้ได้อย่างชัดเจน
“ลูกค้าเวลาเข้ามาที่ร้านเรา เขามาถามราคาที่เป็นกำใหญ่ ๆ เขาก็เหมือนตัดสินใจยาก เขาลังเล เหมือนคุณมีงบ 500 บาท คุณมาซื้อดอกไม้กำหนึ่ง คุณได้แค่ 2-3 อย่าง กำนึงคุณใช้ไม่หมดอยู่ ลูกค้ามองหาอะไรที่มันเล็กลง ๆ”
จากความลังเลของลูกค้าที่มีงบจำกัด แต่อยากได้ความหลากหลายและอยากได้พร็อพไปใช้ถ่ายรูป กลายมาเป็นไอเดียตั้งต้นของร้านแรกในชื่อ Cupid Bloom “ตลาดปากคลอง เขามีสะพานพุทธ คนก็เริ่มนิยมมาถ่ายรูป เราก็รู้สึกว่าบางทีลูกค้าไม่ได้ซื้อกลับบ้านอย่างเดียว เขาก็อยากจะทำไปถ่ายรูป เป็นพร็อพเป็นอะไร เราก็เลยเริ่มขายปลีก”
โดยคุณบอลฉีกกฎร้านค้าส่ง ด้วยการตัดขายดอกไม้สดแบบเป็นดอกๆ ในราคาต้นทุน “ราคาดอกไม้ปลีกก็คือเริ่มต้นที่ราคทุนเลย เริ่ม 10 บาท และขยับราคาตามต้นที่แต่ละชนิดของดอก เวลาคนมาจัดก็จะอยู่ที่ 200 - 500 บาทเฉลี่ย ๆ เริ่มต้นก็จะเห็นว่า 120-150 บาท ก็ได้ช่อสวย ๆ แล้ว”
เมื่อเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นร้านค้าปลีกดอกไม้ที่เปิดกว้างให้คนเลือกจัดช่อเองได้ฟรี ผลลัพธ์ที่ได้กลับสั่นสะเทือนกว่าที่คิด “เราก็เลยลองเปิดเป็นโต๊ะเล็กขึ้น ๆ มา ซื้อดอกไม้ที่เราขายปลีก เอามาจัดช่อเอง ปรากฏว่าผลตอบรับมันดีครับ”
จากโต๊ะเล็กๆ หลังร้านค้าส่งที่ผลตอบรับดีเกินคาด ถูกอัพเกรดและต่อยอดกลายเป็นคอมมูนิตี้สเปซติดแอร์ขนาดใหญ่ที่ตั้งใจดีไซน์มาเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมคนเมืองและคนทำคอนเทนต์ยุคนี้โดยเฉพาะ
“พอมาทำ Co Flowers Space ก็จะมีบริการขนมน้ำดื่มขาย มีอุปกรณ์ทำงานศิลปะ ไปจนถึงขาตั้งกล้องเอาไว้ให้คนมาทำคอนเท้นต์โดยเฉพาะ” โดยคุณบอลตั้งใจอยากให้ที่นี่ทำงานเหมือน Co-Working Space แต่เปลี่ยนมาเป็นพื้นที่สำหรับแชร์ความคิดสร้างสรรค์ผ่านหมู่มวลดอกไม้แทน
“เราอยู่ปากคลองตลาด ทำไมเราไม่ทำคอนเซปต์คล้าย ๆ Co-working Space บ้าง คุณจะซื้อดอกไม้จากที่ไหนก็ได้ ซื้อของเราก็ได้ แล้วเอามาจอยร่วมกัน ทำร่วมกัน”
ปัจจุบัน Co-Flowers Space กลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ที่มีพลังในโลกออนไลน์อย่างมาก คุณบอลเล่าปิดท้ายถึงโอกาสธุรกิจที่ไหลเข้ามาหลังจากยอมเปลี่ยนโมเดลร้านว่า “จากการมีพื้นที่ คนก็บอกต่อในโซเชียล มีกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เข้ามาก็คือติดต่อไปจัดดอกไม้ ขอเข้ามาเวิคชอปทำดอกไม้ เห็นว่าจากการปรับตัวก็ทำให้มีโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เข้ามา”
เรื่องราวของคุณบอล พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตลาดค้าส่งดั้งเดิมที่เคยเงียบเหงาจากการจัดระเบียบเมือง สามารถกลับมามีชีวิตชีวาและเปล่งประกายได้อีกครั้ง หากผู้ประกอบการกล้าที่จะสังเกต เข้าใจ และทรานส์ฟอร์มธุรกิจให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค ภาพสะท้อนที่เราเห็นวันนี้ ไม่ได้มีแค่ร้านของคุณบอลเท่านั้น แต่คาเฟ่สวยๆ แหล่งคอมมูนิตี้เก๋ ๆ เริ่มผุดขึ้นทั่วปากคลองตลาด ชี้ให้เห็นว่าที่นี่กำลังอัพเกรดตัวเองสู่การเป็น "พื้นที่ฮีลใจของคนเมือง" ไปเรียบร้อยแล้ว