
วิกฤตการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อระบบโลจิสติกส์และเสถียรภาพพลังงานโลกอย่างรุนแรงอีกครั้ง เมื่อข้อมูลการเดินเรือล่าสุดชี้ว่า เรือพาณิชย์จำนวนมากปฏิเสธที่จะเสี่ยงภัยแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ควบคุมการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว ราว 1 ใน 5 ของอุปทานทั่วโลก
เหตุการณ์เรือสินค้าแห่กลับลำกะทันหันในพื้นที่จริงครั้งนี้ เกิดขึ้นสวนทางกับฉากหน้าทางการเมืองที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามส่งสัญญาณ "พักรบชั่วคราว" ในช่วงพิธีไว้อาลัยของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี สะท้อนชัดว่า ภาคธุรกิจยังคงหวาดผวาและขาดความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ที่พร้อมปะทุได้ตลอดเวลา
ข้อมูลจาก MarineTraffic ชี้ว่า เกิดความปั่นป่วนขึ้นในเส้นทางเดินเรือสำคัญ โดยพบว่ามีเรือพาณิชย์อย่างน้อย 8 ลำที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยใช้วิธีแล่นเลียบชายฝั่งประเทศโอมาน ได้ตัดสินใจกลับลำอย่างกะทันหัน ในจำนวนนี้รวมถึงเรือขนส่งยานพาหนะ 2 ลำ เรือบรรทุกสารเคมี เรือขนส่งผลิตภัณฑ์น้ำมัน และเรือบรรทุกสินค้าแห้งแบบเทกอง อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าเรืออีก 3 ลำได้ยอมเสี่ยงเปลี่ยนเส้นทางกลับเข้าไปใกล้ฝั่งอิหร่านเพื่อเดินทางต่อ
พฤติกรรมการหลีกเลี่ยงเส้นทางปกติของกลุ่มเรือพาณิชย์นี้ กำลังกลายเป็นประเด็นท้าทายทางเศรษฐกิจและการเมือง เนื่องจากรัฐบาลเตหะรานยังคงยืนกรานว่า เรือทุกลำต้องได้รับอนุญาตจากอิหร่านก่อนจึงจะผ่านได้ การที่เรือแห่ไปใช้เส้นทางฝั่งโอมานเพื่อความปลอดภัย จึงเป็นการลดทอนอำนาจต่อรองเหนือเขตน่านน้ำยุทธศาสตร์ของอิหร่านโดยตรง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศของอิหร่านเองที่บอบช้ำอย่างหนักจากมาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันรอบด้าน
ความตื่นตระหนกของภาคการเดินเรือเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่มวลชนนับล้านหลั่งไหลเข้าสู่กรุงเตหะรานเพื่อร่วมพิธีศพของ คาเมเนอี ซึ่งเสียชีวิตจากการโจมตีร่วมของสหรัฐฯ-อิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยผู้ร่วมงานต่างแสดงความโกรธแค้นและเรียกร้องการล้างแค้น ท่ามกลางความลึกลับรอบตัวผู้นำคนใหม่ โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายที่รอดชีวิต ซึ่งขณะนี้ ยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ ด้านกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสโจมตี
แม้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศให้เวลาอิหร่าน "พักหนึ่งสัปดาห์" และยืนยันว่าไม่มีฝ่ายใดลงมือก่อเหตุในช่วงพิธีศพเพื่อเปิดทางให้กระบวนการเจรจาดำเนินต่อไปได้ แต่บรรยากาศในพื้นที่จริงกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด เนื่องจากอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีในเลบานอนและฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ประธานาธิบดีเอร์โดอันแห่งตุรกีออกโรงกล่าวหาว่าอิสราเอลกำลังจงใจบ่อนทำลายข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
ความขัดแย้งในแนวทางการควบคุมสงครามนำไปสู่รอยร้าวระหว่าง ทรัมป์ และ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล โดยล่าสุดทรัมป์เปิดเผยว่าได้ต่อสายตรงพูดคุยและนัดหมายร่วมประชุมกันที่กรุงวอชิงตันในเร็ว ๆ นี้ พร้อมส่งสัญญาณเตือนอย่างแข็งกร้าวว่าเนแทนยาฮู "รู้ดีว่าใครเป็นเจ้านาย"
วิกฤตการณ์ระหว่างประเทศครั้งนี้ยังได้กลายเป็นฉากหลังที่สร้างความยุ่งยากใจให้กับชาวอเมริกัน ในขณะที่ประเทศกำลังเฉลิมฉลองครบรอบวันเกิดปีที่ 250 ซึ่งงานแถลงสุนทรพจน์ฉลองวันชาติของทรัมป์ ณ เนชันนัล มอลล์ ต้องถูกเลื่อนเวลาออกไปเนื่องจากปัญหาพายุฝนและคลื่นความร้อน
แม้รัฐบาลจะพยายามจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ แต่ประชาชนจำนวนมากกลับเข้าร่วมพร้อมความรู้สึกที่ปะปนกัน เนื่องจากต้องแบกรับภาระค่าครองชีพและปัญหาราคาสินค้าที่พุ่งสูง ซึ่งเป็นผลพวงโดยตรงจากงบประมาณทางการทหารและความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย ๆ