Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
แอปฯคุยงานสะท้อนนิสัยชาติ ไทยใช้ Line เพราะทุกคนต้องตอบ? ชาติอื่นล่ะ?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

แอปฯคุยงานสะท้อนนิสัยชาติ ไทยใช้ Line เพราะทุกคนต้องตอบ? ชาติอื่นล่ะ?

1 ก.ค. 69
11:37 น.
แชร์

หลายคนอาจคุ้นเคยกับภาพการแจ้งงานผ่าน LINE ไม่ว่าจะเป็นข้อความจากหัวหน้า การประชุมด่วน หรือไฟล์งานที่ส่งเข้ามาตั้งแต่เช้าจนถึงดึก สำหรับคนไทย LINE ไม่ได้เป็นเพียงแอปพลิเคชันสำหรับคุยกับครอบครัวหรือเพื่อน แต่กลายเป็น "สำนักงานบนมือถือ" ของใครหลายคนไปแล้ว

แต่หากมองออกไปนอกประเทศไทย จะพบว่า ผู้คนในแต่ละประเทศกลับเลือกใช้แอปพลิเคชันคนละแบบในการทำงาน บางประเทศใช้ WhatsApp เป็นศูนย์กลางของธุรกิจ ขณะที่บางประเทศกลับใช้ Snapchat ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นแอปสำหรับวัยรุ่น

ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะฟังก์ชันของแอปฯ เพียงอย่างเดียว หากยังสะท้อนวัฒนธรรม วิธีคิด และรูปแบบการทำงานของผู้คนในแต่ละสังคมอีกด้วย Spotlight ชวนค้นหาคำตอบว่าทำไม? 

คนไทยใช้ LINE เพราะทุกคนมี และทุกคนต้องตอบ

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ LINE ได้รับความนิยมสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีผู้ใช้งานมากกว่า 56 ล้านคน ทำให้แทบทุกคนมีแอปนี้ติดโทรศัพท์อยู่แล้ว เมื่อทุกคนใช้งานอยู่ก่อน การนำ LINE มาใช้ทำงานจึงเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ

ข้อดีคือความสะดวก สามารถสร้างกลุ่ม สนทนา โทร ส่งไฟล์ รูปภาพ หรือเอกสารได้ในแอปเดียว อีกทั้งการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ยังช่วยให้การประสานงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ในอีกมุมหนึ่ง พฤติกรรมนี้ยังสะท้อนวัฒนธรรมการทำงานของคนไทยที่ให้ความสำคัญกับ "การประสานงาน" และ "ความเกรงใจ" การอ่านข้อความแล้วไม่ตอบ หรือการตอบช้า มักถูกมองว่าไม่ให้ความร่วมมือ ทำให้หลายคนรู้สึกว่าต้องพร้อมรับข้อความและตอบกลับอยู่เสมอ แม้จะพ้นเวลางานไปแล้วก็ตาม 

อย่างไรก็ตาม ความสะดวกดังกล่าวก็มาพร้อมกับผลข้างเคียง เพราะเมื่อเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวอยู่ในแอปเดียวกัน หลายคนจึงหลีกเลี่ยงการถูกติดต่อหลังเลิกงานได้ยาก จนเกิดคำถามเรื่อง Work-Life Balance มากขึ้นเรื่อย ๆ และปัญหาคนไทยแยกเรื่องงานไม่ออกกับชีวิตส่วนตัว

คนนอร์เวย์ใช้ Snapchat แค่บอกว่า "ตอนนี้กำลังทำอะไร"

ในอีกฟากหนึ่งของโลก ชาวนอร์เวย์กลับใช้ Snapchat เป็นเครื่องมือสื่อสารเรื่องงานแบบไม่เป็นทางการ

แม้ทั่วโลกจะมองว่า Snapchat เป็นแพลตฟอร์มของวัยรุ่น แต่ในนอร์เวย์ ผู้ใช้งานกว่า 60% มีอายุ 25 ปีขึ้นไป และเปิดแอปเฉลี่ยถึง 40 ครั้งต่อวัน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

หลายองค์กรสร้างกลุ่ม Snapchat ที่มีทั้งเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าไว้สำหรับอัปเดตงาน ส่งรูป หรือเช็กความคืบหน้าของโครงการ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ชาวนอร์เวย์ไม่ได้คาดหวังให้ผู้รับตอบกลับทันที การส่งข้อความผ่าน Snapchat จึงมีลักษณะคล้ายการบอกว่า "ตอนนี้ฉันกำลังทำอะไรอยู่" มากกว่าการสั่งงานหรือเร่งรัดคำตอบ

ลักษณะการใช้งานเช่นนี้สะท้อนวัฒนธรรมของชาวนอร์เวย์ที่ให้ความสำคัญกับ "ความไว้ใจ" มากกว่าการควบคุม ผู้บังคับบัญชาไม่จำเป็นต้องติดตามลูกน้องตลอดเวลา ขณะที่ลูกน้องก็ไม่รู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการตอบข้อความทุกนาที สอดคล้องกับสังคมที่มีโครงสร้างองค์กรแบบแบน (Flat Organization) และให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง 

คนอินเดียใช้ WhatsApp เป็นศูนย์กลางของการทำธุรกิจ

ขณะที่ในอินเดีย WhatsApp มีบทบาทมากกว่าการเป็นแอปแชตทั่วไป แต่กลายเป็นเครื่องมือหลักในการทำธุรกิจ

ตั้งแต่การคุยกับลูกค้า ประสานงานกับซัพพลายเออร์ ไปจนถึงการติดตามงานภายในองค์กร ล้วนเกิดขึ้นผ่าน WhatsApp โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

บริษัทจำนวนมากยังใช้ WhatsApp Business และ WhatsApp Business API เพื่อยืนยันคำสั่งซื้อ แจ้งนัดหมาย และให้บริการลูกค้า ขณะที่องค์กรด้านเทคโนโลยีบางแห่งแม้จะอนุญาตให้ใช้ WhatsApp สื่อสารเรื่องงาน แต่ก็มีข้อกำหนดไม่ให้ส่งข้อมูลลับผ่านแอปพลิเคชัน

การใช้งานที่เข้มข้นเช่นนี้สะท้อนวัฒนธรรมการทำงานของอินเดียที่เปิดรับการติดต่อสื่อสารอยู่ตลอดเวลา และให้ความสำคัญกับความรวดเร็วในการตอบสนอง

นักวิเคราะห์มองว่า สิ่งนี้สอดคล้องกับสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยผู้ประกอบการและธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก การติดต่อผ่านแชตจึงไม่ใช่แค่การพูดคุย แต่เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางธุรกิจ ทุกข้อความอาจนำไปสู่การซื้อขายหรือการปิดดีล ทำให้ผู้คนคุ้นเคยกับการตอบกลับอย่างรวดเร็วและพร้อมสื่อสารแทบตลอดเวลา


แอปเดียวกัน แต่แต่ละประเทศกลับใช้ไม่เหมือนกัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะเป็นแอปเดียวกัน แต่ผู้คนในแต่ละประเทศกลับใช้งานต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ในยุโรป WhatsApp ใช้เพื่อพูดคุยกับครอบครัว แต่ในอินเดียกลับกลายเป็นแพลตฟอร์มทำธุรกิจ ขณะที่ในสหรัฐฯ ผู้คนจำนวนมากยังคงเลือกใช้การส่งข้อความหากันมากกว่า

ส่วน LINE ที่คนไทยใช้เป็นเครื่องมือทำงานนั้น ในญี่ปุ่นกลับถูกใช้ทั้งในชีวิตประจำวัน การติดตามแบรนด์ ไปจนถึงบริการภาครัฐ ขณะที่ในไต้หวัน LINE พัฒนาไปสู่แพลตฟอร์มข่าว การค้า และบริการออนไลน์

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า สิ่งที่กำหนดรูปแบบการใช้งานแอปพลิเคชัน อาจไม่ใช่ตัวแอปเอง แต่เป็นวัฒนธรรมของผู้คนในแต่ละประเทศ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว แอปพลิเคชันที่ผู้คนเลือกใช้ ไม่ได้สะท้อนแค่เทคโนโลยีที่ได้รับความนิยม แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของวัฒนธรรม วิธีคิด และรูปแบบการทำงานของสังคมนั้น ๆ ด้วย

https://www.niemanlab.org/2014/08/how-a-norwegian-public-radio-station-is-using-snapchat-to-connect-young-listeners-with-news/?utm_source=chatgpt.com

https://assets.ctfassets.net/inb32lme5009/2z8NW49tiJf6WnzKvAKpkt/dc9f56d444e16317aa80e5ec0bfc7ac8/NO_-_How_We_Snap_in_Norway_Infograph.pdf?utm_source=chatgpt.com

https://arxiv.org/abs/2404.16124

https://www.reuters.com/business/whatsapps-pick-indian-fintech-founder-signals-scale-payment-ambitions-2026-06-25/?utm_source=chatgpt.com

แชร์
แอปฯคุยงานสะท้อนนิสัยชาติ ไทยใช้ Line เพราะทุกคนต้องตอบ? ชาติอื่นล่ะ?