Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เคสแอร์ฯ การบินไทย ราคาที่ต้องจ่าย เมื่อไทยเป็น ‘ฮับทางผ่าน’ ยาเสพติด
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เคสแอร์ฯ การบินไทย ราคาที่ต้องจ่าย เมื่อไทยเป็น ‘ฮับทางผ่าน’ ยาเสพติด

30 มิ.ย. 69
16:01 น.
แชร์

เหตุการณ์ช็อกวงการบินเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา กรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงชาวไทยวัย 26 ปี ของสายการบินไทย ถูกเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์พรมแดนออสเตรเลีย (ABF) จับกุมพร้อมเฮโรอีนน้ำหนักรวมกว่า 1 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 11.5 ล้านบาท ซุกซ่อนในซับในกระเป๋าถือ 12 ใบ ณ ท่าอากาศยานเมลเบิร์น กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

แม้ฝั่งซีอีโอของการบินไทยจะสั่งตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงและเตรียมสั่งให้ออกทันทีเพื่อตัดตอนว่าเป็น “พฤติกรรมผิดส่วนบุคคล” รวมถึงมีข้อมูลออกมาว่า เธอเป็นเหยื่อของขบวนการค้ายา ซึ่งทำหน้าที่ ‘รับหิ้ว’ เท่านั้น แต่นี่ไม่ใช่คดีลักลอบขนยาเสพติดธรรมดา เพราะเมื่อผู้กระทำผิดคือบุคลากรสายการบินที่ผ่านระบบคัดกรองความปลอดภัยและได้รับสิทธิ์ผ่านช่องทางพิเศษ มันจึงกลายเป็นการเจาะทะลวงระบบรักษาความปลอดภัยทางการบินอย่างร้ายแรง

คดีอื้อฉาวนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่สะเทือนไปถึงภาพลักษณ์ระดับชาติ และเป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตว่า ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติได้ยกระดับกลวิธีอย่างแยบยล โดยใช้ข้อได้เปรียบทางคมนาคมของประเทศไทยเป็นสะพานเชื่อม และนี่คือ "ราคาที่ต้องจ่าย" อันมหาศาลในวันที่ไทยตกเป็นศูนย์กลางทางผ่านหลักของยาเสพติดโลก

Spotlight ชวนอ่านว่าทำไมไทยถึงเป็น ‘ฮับทางผ่าน’ การลักลอบค้ายาเสพติดที่สมบูรณ์แบบ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับไทย ที่เสียหายมากกว่าภาพลักษณ์มีอะไรบ้าง?

เมื่อไทยกลายเป็น ‘ฮับทางผ่าน’ ที่สมบูรณ์แบบ

หากมองในมิติทางภูมิศาสตร์ ประเทศไทยตั้งอยู่ติดกับภูมิภาค “สามเหลี่ยมทองคำ” โดยเฉพาะพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งรายงานล่าสุดจากสหประชาชาติ (UNODC) ระบุชัดเจนว่า กำลังการผลิตและลักลอบค้ายาเสพติดสังเคราะห์และเฮโรอีนในพื้นที่ดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากความขัดแย้งภายในประเทศเมียนมาบีบให้กลุ่มติดอาวุธและเครือข่ายใต้ดินจำเป็นต้องเร่งผลิตยาเสพติดเพื่อหาอุปทานและรายได้มาหล่อเลี้ยงกองกำลัง

เมื่อมีการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ประเทศไทยจึงกลายเป็นเป้าหมายแรกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขบวนการค้ายาข้ามชาติเลือกใช้ไทยเป็น “ศูนย์กลางทางผ่านหลัก” (Primary Transit Hub) ไม่ใช่เพราะเราเป็นแหล่งผลิต แต่เป็นเพราะเรามีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดและดีที่สุดในภูมิภาค ทั้งระบบถนนขนส่ง โลจิสติกส์ไปรษณีย์ที่รวดเร็ว และสนามบินนานาชาติที่เชื่อมต่อเที่ยวบินตรงข้ามทวีปได้เกือบทุกมุมโลก

ข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจเหล่านี้กลายเป็นช่องโหว่ชั้นดีให้สิ่งผิดกฎหมายไหลทะลักเข้ามา ยาเสพติดจำนวนมหาศาลจะถูกลำเลียงข้ามชายแดนไทยเพื่อนำมา “เปลี่ยนตัวตน” ปะปนไปกับระบบขนส่งที่หนาแน่นเพื่อพรางสายตาเจ้าหน้าที่ ก่อนจะกระจายออกสู่ตลาดปลายทางที่มีกำลังซื้อสูงและมีส่วนต่างกำไรมหาศาลอย่างออสเตรเลีย เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น ซึ่งหากระบบคัดกรองต้นทางของไทยยังตามไม่ทันกลวิธีที่เปลี่ยนไป ประเทศเราก็จะยังคงติดกับดักการเป็นทางผ่านที่สมบูรณ์แบบของอาชญากรรมโลกอย่างไม่มีทางเลือก

สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ "ความยืดหยุ่น" ของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ นักวิเคราะห์ของ UNODC ระบุว่า เมื่อใดก็ตามที่เจ้าหน้าที่ไทยเริ่มกดดันหรือตั้งด่านสกัดเข้มงวดในเส้นทางเดิม เครือข่ายเหล่านี้จะทำการ "แตกแขนง" เส้นทางลำเลียงใหม่ ๆ ทันที เช่น การใช้เส้นทางอ้อมจากเมียนมาตัดเข้าลาวและกัมพูชา ก่อนจะวกกลับเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานหรือท่าเรือในประเทศไทยเพื่อส่งออก หรือแม้กระทั่งการหันไปใช้เส้นทางขนส่งทางทะเลผ่านน่านน้ำแถบมาเลเซียและฟิลิปปินส์ โดยมีไทยเป็นจุดประสานงานทางการเงินและเทคโนโลยีใต้ดิน

นอกจากนี้ สถิติการจับกุมสารเมทแอมเฟตามีนในภูมิภาคที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 236 ตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 24) รวมถึงการยึดยาบ้าได้มากกว่า 1,000 ล้านเม็ดในไทยนั้น นักความมั่นคงระดับสากลต่างมองตรงกันว่า ตัวเลขมหาศาลเหล่านี้เป็นเพียงแค่ "ปริมาณส่วนน้อยที่ติดตาข่าย" เท่านั้น แต่อีกหลายเท่าตัวที่หลุดรอดสายตาเจ้าหน้าที่ไปได้ กำลังไหลไปเปลี่ยนสภาพเป็นเงินหมุนเวียนในตลาดมืด ซึ่งผลกำไรเหล่านั้นก็ถูกนำกลับมาซื้อเทคโนโลยีขั้นสูง นำมาจ่ายสินบน หรือแม้กระทั่งใช้ "ซื้อตัวคนใน" เพื่อสร้างเส้นทางวีไอพี (VIP) ในการขนส่งครั้งต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

"ราคาที่ต้องจ่าย" ด้านภาพลักษณ์สากลและความมั่นคงการบิน

ราคาจ่ายงวดแรกที่เห็นเด่นชัดที่สุดตกเป็นของ “การบินไทย” ในฐานะสายการบินแห่งชาติที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นคิวต่อไป แม้ทางผู้บริหารจะรีบตัดตอนว่าเป็นความผิดส่วนบุคคล แต่ในมุมมองระดับสากล คดีนี้ได้ทำลายระบบคัดกรองความปลอดภัยขององค์กรลงอย่างสิ้นเชิง เพราะมันคือภัยคุกคามรูปแบบที่รับมือยากที่สุด นั่นคือ "ภัยคุกคามจากคนใน"

การที่พนักงานต้อนรับผู้ได้รับความไว้วางใจให้ผ่านช่องทางพิเศษ สามารถซุกซ่อนเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 1 กิโลกรัมผ่านด่านขาออกไปได้ ย่อมสร้างคำถามตัวโตให้กับนานาชาติต่อมาตรฐานการตรวจค้นต้นทางของไทย

ผลกระทบนี้ไม่ได้จบลงแค่ในรั้วสนามบินสุวรรณภูมิ แต่มันจะกลายเป็น "ลูกโซ่ลามสะท้อน" (Butterfly Effect) ไปถึงคนไทยทุกคนที่เดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศปลายทางที่เข้มงวดด้านความมั่นคงและยาเสพติดอย่างออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ กองกำลังพิทักษ์พรมแดนออสเตรเลีย (ABF) มีแนวโน้มที่จะยกระดับการเพ่งเล็ง ทั้งเที่ยวบิน ลูกเรือ รวมถึงผู้โดยสารทั่วไปที่เดินทางมาจากประเทศไทยทั้งหมดในอนาคต

สิ่งที่คนไทยจะต้องจ่ายในอนาคต คือการเผชิญกับมาตรการสุ่มตรวจ (Random Screening) ที่ถี่ขึ้น หนาหูหนาตาขึ้น และขั้นตอนการตรวจค้นที่ละเอียดจนเสียเวลามากขึ้นที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองปลายทาง ภาพลักษณ์พาสปอร์ตไทยที่เคยพยายามผลักดันเพื่อความสะดวกในการเดินทาง อาจต้องมัวหมองและถูกตั้งแง่ว่าเป็นประเทศต้นทางของยาเสพติดข้ามชาติอีกครั้ง เพียงเพราะช่องโหว่และการเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนของคนไม่กี่คน


แชร์
เคสแอร์ฯ การบินไทย ราคาที่ต้องจ่าย เมื่อไทยเป็น ‘ฮับทางผ่าน’ ยาเสพติด