
ในขณะที่สถานการณ์ระหว่างจีน และไต้หวันกำลังตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางแรงกดดันทางทหาร และการเมืองจากจีน มีชายคนหนึ่งในไต้หวันเดินสวนกระแสสังคม เขาคือ ‘จาง อันเล่อ’ ผู้มีฉายาว่า ‘หมาป่าขาว’ ซึ่งเป็นผู้นำทางการเมืองในปัจจุบัน โดยมีจุดยืนว่า “ไต้หวันควรกลับไปรวมชาติกับจีน”
แต่สำหรับรัฐบาลไต้หวัน ภารกิจของเขาอาจไม่ได้เป็นเพียงความเห็นต่างทางการเมืองอีกต่อไป เพราะล่าสุด รัฐบาลไทเปกำลังเดินหน้าขอให้ศาลสั่งยุบพรรคของเขา โดยกล่าวหาว่าเป็นเครือข่ายที่จีนใช้ขยายอิทธิพล และบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยของไต้หวัน
Spotlight จะพาไปทำความรู้จักกับ “หมาป่าขาว” แห่งไต้หวัน และหาเหตุผลทำไมชายที่ต้องการให้ไต้หวันรวมชาติกับจีน ถึงกลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามองมากที่สุดในเกมความมั่นคงนี้
‘จาง อันเล่อ’ เป็นผู้ก่อตั้ง “พรรคส่งเสริมการรรวมชาติจีน” หรือ “Chinese Unification Prootion Party (CUPP)” พรรคการเมืองขนาดเล็กที่มีจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนให้ไต้หวันกลับไปรวมชาติกับขีน ซึ่งเป็นจุดยืนที่สวนางกับสังคมไต้หวันในปัจจุบันอย่างแรง
ผลสำรวจคนไต้หวันตลอดหลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ต้องการรักษาสถานะปัจจุบันของไต้หวันไว้ นั่นคือ การปกครองตนเอง โดยไม่ต้องการตกอยู่ภายใต้การควบคุมของจีน และในขณะเดียวกัน ไต้หวันก็ไม่ได้ต้องการการประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ เพราะมันอาจกลายเป็นการทำสงครามกับจีนอย่างเต็มรูปแบบได้
แต่จางมองต่างออกไป เขาบอกว่า ‘ไล่-ชิงเต๋อ’ ประธานาธิบดีไต้หวันกำลังผลักดันแนวคิดเอกราชไต้หวัน และเป็นฝ่ายที่ยุให้เกิดสงคราม จางจึงเสนอไอเดียที่ฟังดูง่าย แต่เต็มด้วยเดิมพันทางการเมือง เขาเสนอว่า “ถ้าไม่ดื้อจะเป็นเอกราช ก็ไม่จำเป็นต้องมีสงคราม” พร้อมข้อความเรียกร้องให้ทหารไต้หวัน “ลุกขึ้นสู้ในแนวหน้า อย่าเป็นเหยื่อกระสุนปืน” พร้อมยืนยันว่า “ชาวไต้หวันไม่ควรต้องตายในสงครามเพราะความขัดแย้งทางการเมือง” สำหรับจาง นี่คือการเรียกร้องสันติภาพ
แต่สำหรับฝ่ายที่ต่อต้านเขา ข้อความนั้นเป็นข้อความที่อันตรายมาก
‘ไล่ จงเฉียง’ ทนายความ และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนของไต้หวัน มองว่าคำพูดของจางไม่ได้เป็นเพียงการต่อต้านสงคราม แต่เป็นการส่งสารทางการเมืองที่อาจทำให้ประชาชน และกองทัพลดความจงรักภักดีต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งประชาธิปไตย
กล่าวคือ ในขณะที่จางบอกว่าตัวเองกำลังป้องกันไม่ให้ชาวไต้หวันกลายเป็น “เหยื่อกระสุนปืน” ฝ่ายตรงข้ามกลับมองว่า สิ่งที่เขากำลังทำคือ “การลดทอนความพร้อมในการต่อต้านจีน” หากวันหนึ่งเกิดสงครามขึ้นจริง
และนี่คือจุดที่เรื่องของพรรคเล็ก ๆ พรรคหนึ่ง เริ่มกลายเป็นประเด็นด้านความมั่นคงแห่งชาติ
กระทรวงมหาดไทยของไต้หวันได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้สั่งยุบพรรค CUPP โดยบอกว่าพรรคนี้เป็นภัยต่อการอยู่ของสาธารณรัฐจีน และระเบียบรัฐธรรมนูญแบบเสรีประชาธิปไตย
ข้อกล่าวหาของรัฐบาลไต้หวันมีทั้งการรับคำสั่งจากปักกิ่งเพื่อทำปฏิบัติการขยายอิทธิพลในระดับรากหญ้า การสรรหาหรือชักชวนบุคลากรทางทหารให้ทำงานเป็นสายลับให้จีน การรับเงินทุนจากจีนเพื่อแทรกแซงการเลือกตั้ง ไปจนถึงการละเมิดกฎหมายความมั่นคง
ข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยเผยว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งพรรค มีสมาชิกอย่างน้อย 11 คนที่ถูกสอบสวนหรือดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ กฎหมายต่อต้านการแทรกซึม และกฎหมายการเลือกตั้ง ขณะที่สมาชิกคนอื่น ๆ ยังเคยมีชื่อเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม
แต่จางปฏิเสธว่าพรรคของเขาไม่ได้เป็นองค์กรอาชญากรรม และยืนยันว่าหากสมาชิกคนใดทำผิด ก็จะถูกขับออกจากพรรค
อย่างไรก็ตาม เมื่อโดนถามตรง ๆ ว่า “คุณทำงานให้กับกรมงานแนวร่วมเอกภาพ หรือ United Front Work Department ของจีนหรือไม่?” จางกลับไม่ได้ให้คำตอบอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่เขายอมรับคือ เขาสนับสนุนงานของหน่วยงานดังกล่าวอย่างเต็มที่ โดยให้เหตุผลว่า
“ทุกอย่างที่ทำก็เพื่อสันติภาพและความสุขของประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน”
ในทางการเมือง พรรค CUPP แทบไม่มีอำนาจอะไรในระดับชาติ แถมพรรคนี้ยังไม่มี สส. ในสภานิติบัญญัติเลย และมีสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งเพียง 2 คน ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้นำชุมชนในนครนิวไทเป และเทศมณฑลเหมียวลี่ แต่สิ่งที่ทำให้รัฐบาลกังวลอาจไม่ใช่จำนวน สส. เพราะอิทธิพลทางการเมืองไม่ได้จำเป็นต้องทำงานผ่านรัฐสภาเสมอไป
ก่อนให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศ จางพึ่งพบกับครอบครัวของหญิงสาวที่เชื่อว่าอาจถูกหลอกเข้าไปอยู่ในเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ จางอ้างว่า “ผมเคยช่วยเหลือชาวไต้หวันที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เดินทางกลับบ้าน รวมถึงช่วยคนบางส่วนเจรจาเรื่องหนี้สินกับเจ้าหนี้นอกระบบ”
แม้ข้ออ้างพวกนี้จะไม่สามารถตรวจสอบได้จริงจัง แต่สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นการทำให้ตัวเองไม่ใช่แค่ “นักการเมือง” แต่กลายเป็นคนที่ประชาชนสามารถหันมาพึ่งพาได้ และในโลกของการเมือง อิทธิพลในระดับท้องถิ่นบางครั้งอาจมีพลังกว่าจำนวนที่นั่งในรัฐสภา
เรื่องราวของจางยิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อย้อนกลับไปดูประวัติของเขา สมาชิกพรรค CUPP หลายคนเคยถูกสอบสวนว่ามีความเชื่อมโยงกับ “แก๊งไผ่เขียว” หรือ “Bamboo Union” หนึ่งในองค์กรอาชญากรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของไต้หวัน และจางเองก็ยอมรับว่าเคยเป็นสมาชิกระดับสูงของแก๊งในวัยหนุ่ม แม้จะยืนยันว่าออกจากวงการมาตั้งแต่ปี 1968
ต่อมาในช่วงปี 1980 และ 1990 เขาถูกจำคุกในเรือนจำของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ 10 ปี จากคดียาเสพติด
และหลังพ้นโทษ เขาถูกเนรเทศให้กลับมาไต้หวัน ก่อนจะย้ายไปอยู่ในจีนในช่วงที่ไต้หวันกำลังกวาดล้างองค์กรอาชญากรรม
เขากลับมาไต้หวันอีกทีในปี 2013 จางถูกจับกุมทันทีที่สนามบินจากข้อหาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายป้องกัน และปราบปรามองค์กรอาชญากรรม แต่ท้ายที่สุด อัยการได้ยกฟ้องข้อกล่าวหาทั้งหมด
จากนั้น จางก็เริ่มสร้างตัวเองใหม่ “จากอดีตชายที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับโลกใต้ดิน สู่การเป็นผู้สนับสนุนการรวมชาติจีนอย่างเปิดเผย และกลายเป็นตัวหลักของพรรค CUPP”
รัฐบาลจีนกล่าวหาว่าไต้หวันกำลังใช้กฎหมายเพื่อกำจัดฝ่ายที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างออกไป ‘เฉิน บินหัว’ โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนเผยว่า “การสนับสนุนการรวมชาติ และการต่อต้านเอกราชไต้หวันเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม และเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของชนชาติจีน”
แต่สำหรับไต้หวัน นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “เห็นต่างทางการเมือง” รัฐบาลกังวลว่าภายใต้คำพูดเรื่องสันติภาพ และการรวมชาติ อาจมีปฏิบัติการขยายอิทธิพลจากจีนซ่อนอยู่ และคำถามสำคัญคือ
ถ้าศาลสั่งยุบพรรค CUPP จริง จะสามารถหยุดอิทธิพลของจีนได้หรือไม่?
‘ปู่เฉา หง’ นักรัฐศาสตร์ชาวไต้หวัน มองว่าการยุบพรรค CUPP อาจเป็นเพียงชัยชนะเพียงนิดเดียว เพราะการเมืองของจีนในไต้หวันไม่ได้พึ่งพาพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว
แม้ว่าพรรคจะถูกยุบ แต่ตัวบุคคล แหล่งเงินทุน และเครือข่ายความสัมพันธ์ในระดับท้องถิ่นก็ยังคงอยู่
ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้สามารถเปลี่ยนรูปแบบได้ตั้งแต่สมาคม องค์กรภาคประชาชน มูลนิธิ ไปจนถึงกลุ่มทางสังคม นั่นหมายความว่าการจัดการกับ “พรรค” อาจไม่ได้หมายความว่าจะสามารถจัดการกับ “ระบบเครือข่าย” ที่อยู่เบื้องหลังได้ทั้งหมด
นี่อาจเป็นความท้าทายสำคัญของไต้หวัน เพราะในสงครามยุคใหม่ การแข่งขันระหว่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามรบ ผ่านเรือรบ หรือขีปนาวุธเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นผ่านเงินทุน ข้อมูลข่าวสาร เครือข่ายทางสังคม และความเชื่อทางการเมืองของประชาชนด้วยเช่นกัน
สำหรับจาง เขามองว่าฮ่องกงคือเป็นต้นแบบของการรวมชาติกับจีนอย่างสันติ เขาเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายสามารถกลับมานั่งโต๊ะเจรจากันได้ แม้แต่เรื่องสำคัญอย่างชื่อประเทศ ธงชาติ หรือเพลงชาติ และท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเรียกว่า “สาธารณรัฐจีน” หรือ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” เขายืนยันว่าคนทั้งสองฝั่งต่างก็เป็นคนจีนเหมือนกัน
แต่ในสายตาของฝ่ายที่ต่อต้านจีนในไต้หวัน ฮ่องกงอาจไม่ใช่ “ต้นแบบ” แต่อาจเป็น “คำเตือน” เพราะหลังการประท้วงครั้งใหญ่ในปี 2019 ฮ่องกงเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ และจีนก็เพิ่มการควบคุมเมืองอย่างเข้มงวด
ดังนั้น สำหรับชาวไต้หวันจำนวนมาก คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “การรวมชาติกับจีนจะทำให้เกิดสงครามหรือไม่?” แต่คือ
“ถ้ารวมชาติกันจริง ๆ ไต้หวันจะยังสามารถรักษาประชาธิปไตย เสรีภาพ และวิถีชีวิตแบบเดิมเอาไว้ได้หรือไม่?”
และนี่คือเหตุผลที่ “หมาป่าขาว” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนักการเมืองคนหนึ่ง แต่กำลังสะท้อนสนามรบหนึ่งระหว่างจีนกับไต้หวัน สนามรบที่ไม่ได้ใช้กระสุน แต่ใช้ความเชื่อ เงินทุน ข้อมูลข่าวสาร และเครือข่ายทางสังคม