
ในวันที่โดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิงกำลังพบปะพูดคุยกันที่ทำเนียบขาว อีกหนึ่งภาพที่ได้รับความสนใจกลับไม่ได้เกิดขึ้นในห้องเจรจา แต่เกิดขึ้นที่ ‘พิพิธภัณฑ์’ และ ‘สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง’
เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ พาเผิง ลี่หยวน ภริยาของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเยี่ยมชมงานศิลป์ที่พิพิธภัณฑ์ Smithsonian National Museum of Asian Art ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
ทั้งสองแยกออกมาทำกิจกรรมร่วมกัน ขณะที่ทรัมป์ และสีกำลังหารือกันเป็นการส่วนตัว ก่อนที่ผู้นำทั้งสองประเทศจะร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา
ภาพที่เกิดขึ้นดูแตกต่างจากการเจรจาระดับผู้นำแบบเดิมโดยสิ้นเชิง ไม่มีโต๊ะเจรจา ไม่มีการแถลงนโยบาย และไม่มีประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ตรงหน้า แต่มีงานศิลปะ เครื่องลายคราม นักเรียน และบทเพลงจีน
เมลาเนีย ทรัมป์ และเผิง ลี่หยวน ทั้งสองเป็นภริยาของผู้นำจากสองประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และการพบกันครั้งนี้ถือเป็นการพบกันต่อหน้าสาธารณชนครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปีของทั้งคู่
ครั้งล่าสุดที่ทั้งสองพบกันต่อหน้าสาธารณะคือ ในปี 2017 ระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่งของโดนัลด์ ทรัมป์ในสมัยแรก
ทั้งคู่เคยดื่มชาที่พระราชวังต้องห้าม และเยี่ยมโรงเรียนที่มีการแสดงเพลง และการเต้นรำของนักเรียน
แต่บทบาทของทั้งสองคนแตกต่างกัน สำนักข่าวต่างประเทศระบุว่าเผิง ลี่หยวน มีบทบาทต่อสาธารณะมากกว่าภริยาผู้นำจีนรุ่นก่อน ๆ ในขณะเดียวกัน เมลาเนีย ทรัมป์กลับมีภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างปรากฏตัวในพื้นที่สาธารณะน้อยกว่า และมักทำงานอยู่เบื้องหลังมากกว่า
ดังนั้น การกลับมาพบกันอีกครั้งของทั้งคู่จึงไม่ได้ถูกจับตามองเพียงเรื่องกิจกรรมที่ทำร่วมกัน แต่ยังรวมถึงสิ่งที่ทั้งคู่เลือกนำเสนอผ่านการพบปะครั้งนี้ด้วย
กิจกรรมหลักคือ การเยี่ยมชมงานศิลป์ที่พิพิธภัณฑ์ Smithsonian National Museum of Asian Art ซึ่งเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ
เมลาเนีย และเผิงได้รับการต้อนรับจากผู้บริหารพิพิธภัณฑ์ ก่อนเดินชมคอลเลกชันต่าง ๆ โดยหนึ่งในจุดสำคัญคือ ‘Peacock Room’ ห้องที่สร้างโดย James McNeill Whistler ศิลปินชาวอเมริกัน ในช่วงปี 1876–1877
ห้องดังกล่าวมีองค์ประกอบด้านศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากเครื่องเคลือบจีน และการออกแบบของญี่ปุ่น จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ศิลปะอเมริกัน และขนบทางศิลปะเอเชียมาบรรจบกัน
จากนั้นทั้งสองยังชมแจกันเครื่องลายครามจีนในยุคจักรพรรดิเฉียนหลงซึ่งผลิตขึ้นที่เมืองจิ่งเต๋อเจิ้นในสมัยราชวงศ์ชิง ก่อนปิดท้ายด้วยการแสดงจากคณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนของ Hope Chinese School ซึ่งร้องเพลงจีน “Jasmine Flower” และ “Songs & Smiles” ให้ทั้งสองสตรีรับชม
ภาพของเด็ก ๆ ที่ร้องเพลงจีนต่อหน้าภริยาผู้นำสหรัฐฯ และจีน กลายเป็นฉากปิดท้ายของการเยี่ยมชมที่เชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม และคนรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน
ดังนั้น การเลือกสถานที่แห่งนี้จึงทำให้กิจกรรมของเมลาเนีย และเผิงเชื่อมโยงเข้ากับประเด็น “การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม” โดยตรง
นี่คือส่วนที่ทำให้เหตุการณ์นี้น่าสนใจมากกว่าการพบปะระหว่างภริยาผู้นำทั่วไป เพราะการพบกันของเมลาเนีย และเผิงถูกจับตามองในฐานะส่วนหนึ่งของภาพทางการทูตระหว่างสองประเทศ โดย Yun Sun จาก Stimson Center เผยว่าทุกปฏิสัมพันธ์ระหว่างสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งทั้งสองถูกจับตามองเพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับสถานะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของพวกเธอ
นั่นหมายความว่า แม้ทั้งสองคนจะไม่ได้เป็นผู้เจรจาประเด็นการค้า ความมั่นคง หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยตรง แต่การพบปะของพวกเธอก็สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมทางการทูตได้
และสิ่งที่น่าสนใจคือ “วัฒนธรรม” กลายเป็นภาษากลางของการพบกันครั้งนี้ ซึ่งแทนที่จะพูดถึงประเด็นขัดแย้ง ทั้งสองเดินชมงานศิลปะที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมตะวันตก และเอเชีย ชมเครื่องลายครามจีน และรับชมเด็ก ๆ ร้องเพลงจีน
ทางทำเนียบข่าวเองก้ได้อธิบายการเยี่ยมชมครั้งนี้ว่าเป็นการพบกันผ่านแนวคิดเรื่องงานศิลปะ วัฒนธรรม และคนรุ่นต่อไป โดยมองว่าพิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่ที่สะท้อนการแลกเปลี่ยนทางศิลปะ และวัฒนธรรมระหว่างผู้คนต่างรุ่น และต่างวัฒนธรรม
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ในรูปแบบการเจรจา แต่เป็นการสร้าง “พื้นที่ร่วม” ผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรม
ในขณะที่การเจรจาระหว่างผู้นำเป็นเรื่องของผลประโยชน์ และนโยบาย กิจกรรมของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งทั้งสองกลับอยู่ในพื้นที่ที่เบากว่า นั่นคือศิลปะ วัฒนธรรม และเยาวชน หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็น “soft power”
โดยทั้งเมลาเนีย และเผิงเป็นบุคคลที่มีภาพลักษณ์เชื่อมโยงกับทั้งสไตล์ และการทูต รายละเอียดเล็ก ๆ จึงมีความหมายในตัวเอง อย่างเช่นการที่เมลาเนียสวมชุดจาก Alexander McQueen ขณะที่เผิงสวมชุดสไตล์กี่เพ้าที่มีปกแบบดั้งเดิม และดอกไม้สีเงิน ซึ่งการแต่งกายของทั้งคู่ก็เป็นอีกสิ่งที่ถูกจับตามองจากแวดวงแฟชั่น
ในขณะเดียวกัน การแสดงของเด็กนักเรียนจาก Hope Chinese School ทำให้กิจกรรมไม่ได้จบอยู่แค่การพบกันของบุคคลระดับสูง แต่มี “คนรุ่นใหม่” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของภาพด้วย
นี่ทำให้ภาพของการพบกันครั้งนี้ถูกวางไว้ในกรอบที่กว้างกว่าการทูตระดับรัฐบาล นั่นคือการเชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และมรดกทางศิลปะของ 2 ประเทศ
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า การทูตระหว่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องประชุมของผู้นำ
ขณะที่ทรัมป์ และสีกำลังหารือกันในระดับผู้นำ เมลาเนีย และเผิงกำลังสร้างอีกหนึ่งภาพของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศผ่านศิลปะ และวัฒนธรรม
แน่นอนว่า การพบกันเพียงครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าความแตกต่างระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจะหายไป หรือสามารถใช้แทนการเจรจาระหว่างรัฐบาลได้
แต่ภาพที่เกิดขึ้นก็มีความสำคัญในอีกระดับหนึ่ง เพราะในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ทุกสัญญาณจากการเยือนครั้งนี้สามารถถูกตีความได้ ตั้งแต่สถานที่ที่เลือกไปเยือน ผู้คนที่พบ ไปจนถึงกิจกรรมที่นำเสนอ
และครั้งนี้ สิ่งที่ถูกนำมาอยู่ตรงกลางไม่ใช่ตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือข้อตกลงทางการเมือง แต่เป็นงานศิลปะ เครื่องลายครามจีน และเสียงร้องของเด็ก ๆ จากการเดินชม Peacock Room ไปจนถึงเสียงเพลง “Jasmine Flower”
การพบกันของเมลาเนีย ทรัมป์ และเผิง ลี่หยวน จึงเป็นอีกหนึ่งภาพที่สะท้อนว่า ในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ การทูตไม่ได้มีเพียงภาษาของการเมืองเท่านั้น บางครั้ง ศิลปะ วัฒนธรรม และคนรุ่นใหม่ก็ถูกนำมาใช้เป็นอีกภาษาหนึ่งในการสื่อสารระหว่างประเทศ