
เวลาพูดถึง AI เรามักนึกถึง ChatGPT, Gemini หรือ Claude ในฐานะผู้ช่วยทำงาน แต่สำหรับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ AI กลับมีความหมายมากกว่านั้น มันช่วยจัดการโรงแรม ขับเคลื่อนการเดินทาง ลดต้นทุนแรงงาน และตัดสินใจแทนผู้ประกอบการได้
ทั้งหมดนี้กำลังผลักดันอุตสาหกรรมที่เรียกว่า TravelTech ให้ก้าวไปอีกขั้น จนเกิดแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า “Deep Tech” ซึ่งไม่ได้แข่งขันกันเพียงการสร้างแพลตฟอร์ม หรือแอปพลิเคชันอีกต่อไป แต่แข่งขันกันว่า "ใครใช้ AI แก้ปัญหาธุรกิจได้จริง"
วันนี้ Spotlight จะพาไปดูว่า สตาร์ทอัพเกาหลีใต้กำลังเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างเงินให้ธุรกิจได้อย่างไร?
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AI ได้เข้ามาบทบาทกับแทบทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก และประเทศไทยเองก็กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นกัน
หนึ่งในอุตสาหกรรมที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดที่สุดคือ “TravelTech” หรือเทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยว เพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของเอเชีย ทำให้ทั้งนักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการต่างมองหาเครื่องมือที่ช่วยให้การเดินทาง และการบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่ในขณะที่หลายประเทศยังแข่งขันกันพัฒนาแพลตฟอร์ม เกาหลีใต้กลับกำลังขยับไปอีกระดับ เพราะผู้ประกอบการไม่ได้ถามแล้วว่า “จะใช้ AI ยังไง?” แต่กำลังถามว่า “AI จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และแก้ปัญหาธุรกิจได้อย่างไร?”
และนี่คือการพัฒนาจาก TravelTech สู่ยุค Deep Tech
ยุคของ DeepTech คือยุคของการใช้ AI และ AIoT ในการช่วยเชื่อมโยงข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพ ช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ได้จริงให้กับธุรกิจ
นางสาวคิม ควัน-มี กรรมการบริหารของศูนย์ส่งเสริมผู้ประกอบการสตาร์ทอัพด้านการท่องเที่ยวเกาหลี (KTSC) มองว่า วิธีคิดของผู้ประกอบการในวันนี้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากการแค่ใช้ AI ในธุรกิจ สู่การเพิ่มรายได้จากการใช้ AI ในธุรกิจ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนทิศทางของประเทศเกาหลีใต้ เพราะรัฐบาลเตรียมเพิ่มงบวิจัย และพัฒนา (R&D) ด้านเทคโนโลยีขั้นสูงเป็น 35.3 ล้านล้านวอนในปี 2569 โดยจะครอบคลุมทั้ง AI หุ่นยนต์ ระบบขนส่งแห่งอนาคต และเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์
ในมุมของ KTSC บทบาทขององค์กรเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เพราะจากเดิมที่ช่วยพาสตาร์ทอัพเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ในปัจจุบันพัฒนาสู่การสร้างความร่วมมือเชิงธุรกิจ และผลักดันให้เทคโนโลยีถูกใช้งานจริง
สำหรับนักธุรกิจบางคน จุดเริ่มต้นของธุรกิจไม่ได้เกิดขึ้นในห้องประชุม แต่เกิดขึ้นระหว่างการเข้าพักโรงแรมในประเทศไทย
นายซอง บยอง-กวอน CEO ของ DOWHAT ผู้พัฒนา Digital Transformation Platform สำหรับโรงแรม เริ่มต้นมาจากการเผชิญปัญหาทั้งด้านกำแพงภาษา ระบบเช็กอินที่ซับซ้อน และการที่โรงแรมต้องใช้หลายระบบแยกกัน ทำให้ข้อมูลกระจัดกระจาย และเกิดความซ้ำซ้อน เขาจึงตั้งคำถามว่า "ทำไมโรงแรมยังต้องทำงานแบบนี้?" DOWHAT จึงพัฒนา Digital Transformation Platform ที่เชื่อมทุกกระบวนการไว้ในระบบเดียว ตั้งแต่การจองห้องพัก การเช็กอิน งานแม่บ้าน ไปจนถึงการบริการลูกค้า
เมื่อข้อมูลทั้งหมดเชื่อมต่อกัน บริษัทจึงต่อยอดสู่ “Aurora” แพลตฟอร์ม AI ที่เรียนรู้จากข้อมูลการดำเนินงานจริงของโรงแรม สามารถช่วยตอบคำถามลูกค้า คาดการณ์สถานการณ์ และสนับสนุนการตัดสินใจของผู้ประกอบการ
ในปี 2021 DOWHAT ให้บริการโรงแรมได้เพียง 3 แห่ง แต่ปัจจุบันให้บริการแล้ว 106 โรงแรม ครอบคลุมกว่า 37,000 ห้องพัก ซึ่งเติบโตถึง 22 เท่าในเวลาเพียง 4 ปี DOWHAT มองว่า ประเทศไทยคือหนึ่งในตลาดสำคัญที่อยากขยายธุรกิจเข้ามา เพราะมีโรงแรมจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงแรมอิสระ และโรงแรมขนาดกลาง ซึ่งต่างยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล
เวลาพูดถึง AI หลายคนมักนึกถึง Chatbot แต่สำหรับนายโจ มิน-ฮี CEO ของ Alicorn เขามองว่า AI ควรอยู่ "เบื้องหลัง" มากกว่าอยู่ "หน้าจอ"
แทนที่จะสร้าง AI มาคุยกับลูกค้า บริษัทเลือกสร้าง Operational AI ที่ช่วยดูแลการดำเนินงานของธุรกิจ ตั้งแต่ระบบเข้าออกอาคาร ระบบรักษาความปลอดภัย การชำระเงิน ไปจนถึงการบริหารอาคารทั้งหมดไว้บนแพลตฟอร์มเดียว
ข้อสำคัญคือ ระบบสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เดิมได้ทั้ง IoT และ Non-IoT โดยไม่จำเป็นต้องรื้อระบบทั้งหมด ทำให้ต้นทุนการติดตั้งลดลงอย่างมาก ซึ่งผลลัพธ์จากการใช้งานจริงสะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนแรงงานได้สูงสุด 96% การเพิ่มกำไรจากการดำเนินงานประมาณ 30%และการรักษาความพึงพอใจของลูกค้าไว้ที่ 98%
สำหรับ Alicorn AI ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแทนที่พนักงาน แต่เพื่อให้คนไม่ต้องเสียเวลากับงานซ้ำ ๆ และสามารถนำเวลานั้นไปสร้างคุณค่ากับงานที่สำคัญกว่า
หลายคนอาจคิดว่า ธุรกิจโรงแรมวัดกันที่อัตราการเข้าพัก แต่สำหรับนายยู ซัง ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาคของ Oh My Hotel & Co. นั่นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของสมการเท่านั้น เพราะสิ่งที่โรงแรมต้องแข่งขันจริง ๆ คือ การบริหารรายได้ต่างหาก
Oh My Hotel & Co. จึงพัฒนาแพลตฟอร์มที่ช่วยวิเคราะห์ราคาแบบ Dynamic Pricing พร้อมเชื่อมต่อช่องทางการขายกว่า 80 ช่องทางทั่วโลก ทำให้โรงแรมสามารถปรับราคา และบริหาร Inventory ได้แบบเรียลไทม์ โดยเป้าหมายไม่ใช่การขายห้องให้เต็มที่สุด แต่คือการสร้างรายได้จากทุกห้องให้สูงที่สุดจากการใช้งานจริง
ในปัจจุบัน โรงแรมสามารถเพิ่มรายได้มากกว่า 20% พร้อมลดการพึ่งพา Online Travel Agency (OTA) และเพิ่มสัดส่วนการจองตรงมากขึ้น นี่ถือเป็นเกมใหม่อีกอันหนึ่งในการใช้ AI เข้ามาบริหารธุรกิจ
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่นักท่องเที่ยวนิยมเช่ารถจักรยานยนต์มากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย แต่เบื้องหลังธุรกิจนี้ ต้องใช้การบริหารจัดการที่เยอะ และวุ่นวายหากยังทำงานแบบ Manual
นายพัค ชู-จิน CEO ของ Star Pickers มองเห็นช่องว่างธุรกิจ จึงพัฒนาแพลตฟอร์ม AIoT สำหรับธุรกิจเช่ายานพาหนะ ซึ่งเป็นระบบที่สามารถติดตามตำแหน่งรถแบบเรียลไทม์ แจ้งเตือนอุบัติเหตุ ป้องกันการโจรกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้านความปลอดภัย และเชื่อมต่อกับระบบ ERP สำหรับผู้ประกอบการ
แต่เป้าหมายของ Star Pickers ไม่ได้หยุดอยู่แค่ระบบบริหารรถ แต่ยังต้องการสร้างแพลตฟอร์มกลางที่ให้นักท่องเที่ยวสามารถค้นหา เปรียบเทียบราคา ทำการจอง และชำระเงินบริการเช่ายานพาหนะได้ในที่เดียว หรือพูดง่าย ๆ คือ การเป็น "Booking.com ของธุรกิจ Mobility Rental"
ในวันที่โรงแรมทุกแห่งมีเตียงนอน ห้องพัก และอาหารเช้าเหมือนกัน อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนเลือกเดินทางไปที่หนึ่งมากกว่าอีกที่หนึ่ง?
สำหรับนายจอง ชาง-ยุน CEO ของ DIVE IN Group คำตอบคือ "เรื่องราว" DIVE IN Group ทำงานร่วมกับศิลปิน เจ้าของลิขสิทธิ์ (IP) และแบรนด์ต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนโรงแรมให้กลายเป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์ แทนที่จะเป็นเพียงสถานที่พัก นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสงานศิลปะ นิทรรศการ กิจกรรมพิเศษ และสินค้าเฉพาะของโรงแรมนั้น
แนวคิดนี้ไม่ได้เพียงสร้างความแตกต่างให้โรงแรม แต่ยังเปิดแหล่งรายได้ใหม่จาก Merchandise นิทรรศการ งานอีเวนต์ และประสบการณ์ที่ต่อยอดจากคอนเทนต์ ซึ่งในมุมของ DIVE IN Group โรงแรมในอนาคตอาจไม่ได้แข่งขันกันที่จำนวนห้องพัก แต่อยู่ที่ว่า “ใครจะสามารถสร้างประสบการณ์ที่ผู้คนอยากเดินทางมาเพื่อสัมผัสได้มากกว่ากัน”
นี่คืออีก 1 บทเรียนที่สำคัญในปัจจุบัน เพราะเราทุกคนต่างเริ่มนำ AI เข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยที่กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ดังนั้นเราอาจไม่ได้ต้องการ AI ที่ฉลาดที่สุดในการทำงาน แต่เราต้องใช้ AI ใช้ฉลาดที่สุดต่างหากจึงจะเป็นผู้ชนะในยุคของ Deep Tech ได้