
ฟุตบอลโลก 2026 มหกรรมลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกครั้งนี้กำลังกลายเป็น "ยาขม" หม้อใหญ่ของบรรดานายทุนและสถานีโทรทัศน์ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย จากเดิมที่ FIFA จุดพลุฉลองขยายโควตารอบแบ่งกลุ่มเป็น 48 ทีม เพื่อเปิดทางให้ฝั่งเอเชียได้ลืมตาอ้าปากและโกยเรตติ้ง ทว่าสถานการณ์หน้างานกลับพังทลายไม่เป็นท่า
เมื่อทัพตัวแทนจากสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) โชว์ฟอร์มสะดุดขาตัวเอง แม้จะได้สิทธิ์เข้ามาแข่งเยอะขึ้นถึง 9 ทีม แต่เอาเข้าจริง กลับเล่นแพ้และตกรอบแรกไปถึง 7 ทีม เหลือรอดไปรอบต่อไปแค่ 2 ทีมเท่านั้น คือญี่ปุ่นและออสเตรเลีย
รายงานระบุว่า พอทีมใหญ่ๆ ขวัญใจคนเอเชียอย่างเกาหลีใต้หรือซาอุดีอาระเบียตกรอบไปอย่างรวดเร็ว มันไม่ได้ทำให้แฟนบอลเสียใจอย่างเดียว แต่ส่งผลกระทบต่อเรื่องเงินๆ ทองๆ มหาศาล เพราะเมื่อทีมชาติตัวเองตกรอบ คนเอเชียก็หมดอารมณ์ดูบอล ส่งผลให้เรตติ้งคนดูทีวีลดฮวบ
สอดคล้องกับรายงานของ Bloomberg Intelligence ที่ระบุว่า สินค้าและแบรนด์ต่างๆ ที่ยอมทุ่มเงินก้อนโตมาซื้อโฆษณาในฟุตบอลโลก จะได้กำไรหรือขาดทุน ขึ้นอยู่กับว่าทีมชาตินั้นๆ แข่งชนะและอยู่ในทัวร์นาเมนต์ได้นานแค่ไหน ซึ่งการที่ทีมเอเชียพากันตกรอบตั้งแต่ไก่โห่แบบนี้ เท่ากับเป็นการตัดโอกาสของบรรดาสปอนเซอร์ และทำให้ตลาดฟุตบอลโลกในฝั่งเอเชียเงียบเหงาทันที
บริษัทวิจัย Caretta Research ระบุว่า การที่ทีมเอเชียตกรอบระนาวทำเอาค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ในเอเชียปั่นป่วนหนัก โดยเฉพาะจีนที่สถานี CCTV ดัดหลัง FIFA ด้วยการขอลดราคาค่าลิขสิทธิ์ลงอย่างน่าตกใจ จากที่เคยตั้งเป้าไว้สูงถึง 250–300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สุดท้ายจีนปิดดีลได้ในราคาหั่นแหลกเหลือเพียง 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,100 ล้านบาท) เพราะมองว่าดึงดันจ่ายแพงไปก็ไม่คุ้มทุนในยามที่กระแสบอลโลกฝั่งเอเชียไม่ปังเหมือนก่อน
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในประเทศเกาหลีใต้ก็ตึงเครียดไม่แพ้กัน โดยมีรายงานว่าสถานีโทรทัศน์ JTBC ที่ควักเงินก้อนโตไปสูงถึง 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อลิขสิทธิ์มาฉาย กำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะขาดทุนอย่างหนักจากยอดเงินค่าโฆษณา เพราะหลังจากที่ทัพนักเตะเกาหลีใต้พลิกล็อกตกรอบแรกไปอย่างรวดเร็ว ยอดผู้ชมหรือเรตติ้งในประเทศก็มีแนวโน้มดิ่งเหวจนแบรนด์สินค้าต่างๆ ไม่อยากควักเงินมาลงโฆษณาด้วยในรอบลึกๆ
ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ซึ่งสำนักข่าวในประเทศรายงานว่า บริษัท แจสมีน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) เพิ่งจะทุ่มเงินปิดดีลนาทีสุดท้ายไปในราคา 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2,500 ล้านบาท สำหรับควบปี 2026 และ 2030) การที่ทัวร์นาเมนต์นี้ไม่มีทีมตัวแทนจากเอเชียเหลืออยู่ให้คนไทยตามเชียร์มากพอ จึงกลายเป็นโจทย์หินของสถานีที่จะไปวิ่งหาผู้สนับสนุนหรือสปอนเซอร์รายใหญ่เข้ามาช่วยแชร์ค่าใช้จ่ายเพื่อถอนทุนคืนในรอบต่อๆ ไป
นอกจากนี้ รายงานข่าวยังระบุเสริมว่า ในภาพรวมของภูมิภาคเอเชีย ดีลการซื้อขายลิขสิทธิ์กับสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ลดฮวบลงจากเดิมที่เคยมีถึง 60 ดีล เหลือเพียงแค่ 24 ดีลเท่านั้น ซึ่งการที่คอบอลในเอเชียพากันปิดหน้าจอหนีเพราะทีมชาติตัวเองตกรอบ ยิ่งตอกย้ำว่าเงินหมุนเวียนในตลาดโฆษณาของเอเชียช่วงฟุตบอลโลกหนนี้กำลังเข้าสู่ภาวะฝืดเคืองอย่างหนัก และทำให้ความคุ้มค่าในการลงทุนของแต่ละประเทศติดลบกันระนาว
รายงานพิเศษ "Will Corporations Score Big?" ของ Bloomberg Intelligence ระบุว่า สินค้าและแบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ ทั่วโลกมักจะใช้ช่วงเวลาฟุตบอลโลกในการออกสินค้าคอลเลกชันพิเศษและทุ่มงบการตลาดในพื้นที่เพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่สำหรับแบรนด์ดังในเอเชียที่เป็นสปอนเซอร์หลักระดับโลกอย่าง Hyundai-Kia ของเกาหลีใต้ หรือ Aramco ของซาอุดีอาระเบีย กลับต้องสูญเสียโอกาสทองนี้ไปอย่างน่าเสียดาย หลังจากที่ทีมชาติของตัวเองทำผลงานย่ำแย่และกอดคอกันตกรอบแรกไปอย่างรวดเร็ว
Bloomberg Intelligence ชี้ว่า มูลค่าทางการค้าและความคุ้มค่าในการลงทุนของแบรนด์ต่างๆ จะเติบโตขึ้นตามระยะเวลาที่ทีมชาตินั้นๆ สามารถยืนหยัดแข่งขันอยู่ในทัวร์นาเมนต์ได้นานขึ้น การที่ขุนพลนักเตะเอเชียพากันตกรอบตั้งแต่ไก่โห่ จึงกลายเป็นเหมือนการ "ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม" ดับฝันแคมเปญการตลาดที่แบรนด์เหล่านี้เตรียมไว้โปรโมตในประเทศบ้านเกิดไปโดยปริยาย เพราะเมื่อทีมแพ้ แฟนบอลก็หมดอารมณ์ร่วมและไม่คิดจะจับจ่ายใช้สอย ซื้อของที่ระลึก หรือออกไปสังสรรค์นอกบ้านอีกต่อไป
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ จึงกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่แสดงให้เห็นว่า ตลาดเอเชียกำลังเข้าสู่ยุคที่ต้องคิดหนักเรื่องความคุ้มค่าในการดึงดันซื้อลิขสิทธิ์ราคาแพง และสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากศักยภาพและฟอร์มการเล่นในสนามของทัพนักเตะเอเชียยังไม่ "ปัง" พอที่จะตรึงคนดูเอาไว้ได้ มูลค่าการตลาดและเม็ดเงินหมุนเวียนในภูมิภาคหมื่นล้านบาทก็สามารถพังทลายลงได้ในพริบตา