
จากกรณีการโจมตีคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับคำตอบที่ชัดเจนแล้ว เมื่อมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดที่ถือข้อมูลบุคลากรโดยตรง ยืนยันหนักแน่นว่า นพ.สรณ “พ้นสถานะ” พนักงานมหาวิทยาลัยไปแล้ว ก่อนเข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช. ไม่มีช่วงเวลาใดที่สถานะทั้งสองทับซ้อนกันแม้แต่วันเดียว
ผลตรวจสอบนี้เกิดขึ้นหลังสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สั่งให้มหาวิทยาลัยมหิดลไล่เรียงเอกสารและข้อมูลด้านการบริหารบุคคลทั้งหมด เพื่อตอบคำถามให้สิ้นกระแสความ ผลที่ได้คือคำยืนยันแบบไม่มีช่องว่างให้ตีความเป็นอื่นคือไม่พบข้อเท็จจริงใดที่สนับสนุนข้อกล่าวหาที่ว่า ศ.คลินิกสรณ มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยในช่วงเข้ารับตำแหน่ง
ที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน คือรายงานยังตอกย้ำด้วยว่า ตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. นพ.สรณ ไม่ได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนใดๆ ในฐานะพนักงานมหาวิทยาลัยเลยแม้แต่บาทเดียว ส่วนภาพที่หลายคนเห็นว่าท่านยังคงร่วมตรวจรักษาผู้ป่วย สอนหนังสือ และถ่ายทอดความรู้อยู่นั้น เป็นการทำหน้าที่ในฐานะ “แพทย์และอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ” ไม่ใช่ในฐานะพนักงานของมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด ถือเป็นคนละสถานะ คนละความหมายทางกฎหมายอย่างสิ้นเชิง
หากไล่ดูไทม์ไลน์การเข้าสู่ตำแหน่งของ ศ.คลินิกสรณ จะเห็นว่าทุกขั้นตอนเดินตามกรอบกฎหมายอย่างรัดกุม ไม่มีช่องโหว่ให้กล่าวหาได้ โดยก่อนเข้ารับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ได้ดำเนินการพ้นจากสถานะพนักงานมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ พร้อมยื่นหลักฐานต่อประธานวุฒิสภาตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ก่อนได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ตามลำดับ ไม่มีจุดใดที่ข้ามขั้นหรือลัดขั้นตอน
แม้กระนั้น เมื่อมีการร้องเรียนเรื่องคุณสมบัติเกิดขึ้น สำนักงานปลัด อว. ก็ไม่ได้นิ่งเฉย แต่สั่งให้มหาวิทยาลัยมหิดล ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ก่อนได้ข้อสรุปเดียวกันว่า ศ.คลินิกสรณ ไม่มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยในช่วงเวลาที่เข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช.
ประเด็น “สถานะพนักงานมหาวิทยาลัย” ถือเป็นหนึ่งในไม้เด็ดที่ถกหยิบยกขึ้นมาโจมตีคุณสมบัติของประธาน กสทช. มาตลอด แต่เมื่อหน่วยงานต้นสังกัดอย่างมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผู้ถือข้อมูลบุคลากรโดยตรง ออกมายืนยันข้อเท็จจริงอย่างหนักแน่นเช่นนี้ ก็นับเป็นข้อมูลชิ้นสำคัญที่จะมีน้ำหนักอย่างยิ่งต่อการพิจารณาคุณสมบัติของประธาน กสทช. ในระยะต่อจากนี้
Advertisement