
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายถึงความกังวลภาคอุตสาหกรรมและการผลิตของไทยว่า เรื่องนี้ควรจะเป็นฐานสําคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ แต่กลับถูกทิ้งขว้างจากเพราะรัฐบาลชุดนี้ การที่รัฐบาลเคยประกาศว่า จะพาประเทศไทยเป็นประเทศร่ํารวย รายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า ซึ่งดูเหมือนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงทีมงาน จะยังไม่ได้คิดรายละเอียดการนําไปสู่เป้าหมาย ว่าจะต้องทําให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวปีละเท่าไหร่ ซึ่งคําตอบคือ จีดีพีไทยต้องโตปีละ 5.8%
นายวีระยุทธ กล่าวว่า รัฐบาลอนุทิน ทีมเศรษฐกิจชุดเดิม เพิ่มเติมคือที่ปรึกษาบางคน แต่ยังไม่เคยทําได้ถึงครึ่งหนึ่งกับเป้าหมายที่ตัวเองได้ประกาศไว้เลย รัฐบาลจะมาคิดในกรอบคนละครึ่งไม่ได้ ถ้าคิดว่าขอทําแค่ 40% แล้วให้ธนาคารโลกมาเติมให้อีก 60% มันไม่ได้ นี่คือกรอบสากล ไม่ใช่เกมการเมืองในประเทศ ต้องคิดใหม่ มิฉะนั้นจะกลายเป็นการพูดลอยๆ พูดเรื่อยเปื่อย ตั้งเป้าให้ไกลๆเอาไว้ แต่ขาดเจตจํานงและความรับผิดชอบในการทําให้เกิดขึ้นจริง
นายวีระยุทธ กล่าวอีกว่า แม้ตนจะเห็นด้วยว่า เป้าหมายการทําให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูง เป็นเป้าหมายที่ดีต่อประเทศ แต่ถ้ารัฐบาลยังทํานโยบายแบบนี้ ก็ยากจริงๆ ที่จะไปถึงฝั่งฝัน
“รัฐบาลภูมิใจไทยทํานโยบายแบบ FOMO หรือ Fear of Missing Out กลัวตกกระแส กลัวตกเทรนด์ แล้วจัดงบประมาณแบบติดแกรม หน้าใหญ่ใช้เงินซื้อรถ แต่ไม่สร้างอุตสาหกรรมในประเทศ ชอบว่าแต่เจนซี รัฐบาลนี่แหละตัวดีเลย“ นายวีระยุทธ กล่าว
นายวีระยุทธ ยังเปรียบเทียบเศรษฐกิจของประเทศไทยกับประเทศเกาหลีใต้ว่า ใครเกิดทันปี พ.ศ.2510 นับว่าโชคดี เพราะเป็นปีสุดท้ายที่คนไทยยังรวยกว่าคนเกาหลีใต้โดยเฉลี่ย โชคร้ายคือหลังจากนั้น เกาหลีใต้แซงไทยไปไม่เห็นฝุ่น ขณะที่ไทยเราติดกับดักรายได้ปานกลางมากกว่าครึ่งทศวรรษหรือ 50 ปี เพราะเขาไม่หยุดพัฒนาตัวเอง โดยเกิดจากการผลักดันและกดดันจากตัวรัฐบาลเกาหลีใต้เอง เพื่อทําให้บริษัทในประเทศตัวเองเก่งขึ้น เพื่อแข่งกับโลก ต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ได้วิ่งตามกระแส ทําตัวตนให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ
ตรงข้ามกับรัฐบาลไทย ซึ่งทํานโยบายด้วยแรงขับ แบบ FOMO กลัวตกเทรนด์ กลัวตกกระแส อะไรที่ชื่อใหม่ เราต้องวิ่งตามเขาให้ทัน กลัวตกขบวน ยอมลดแลกแจกแถมทุกอย่าง เพื่อให้ขบวนรถเทคโนโลยีวิ่งผ่านหน้าบ้านเรา แล้วสุดท้ายเราได้ขึ้นที่ไหนบ้าง เราเคยจริงจังกับอะไรบ้าง สุดท้ายได้ขึ้นไปกําหนดทิศทางของขบวนรถไฟไหนบ้าง กลัวตกกระแสจนไม่กล้าเข้าไปต่อรองอะไรเลย ทิ้งของเก่ากระโจนไปหาของใหม่
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ในทศวรรษ 2520 เราเคยมีแบรนด์ยี่ห้ออิเล็กทรอนิกส์ขอ
Advertisement