
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวพุ่งสูงขึ้นทันที โดยน้ำมันดิบ Brent ขยับขึ้น 0.9% อยู่ที่ 72.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสาดอาวุธใส่กันอย่างตึงเครียดต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ แม้จะมีกระแสข่าวลือเรื่องนัดเจรจาหยุดยิงด่วนที่กรุงโดฮา ทว่าในความเป็นจริง ทั้งสองฝ่ายกลับเปิดฉากโจมตีโต้ตอบกันอย่างดุเดือด โดยสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดถล่ม ขณะที่กองทัพพิทักษ์ปฏิบัติวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ก็สวนกลับด้วยโดรนถล่มฐานทัพเรือสหรัฐฯ ในบาห์เรนและคูเวต จนสถานการณ์สุ่มเสี่ยงจะบานปลายไปทั้งภูมิภาค
สงครามที่กลับมาปะทุรอบนี้ส่งผลให้การเดินเรือผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซูเปอร์ไฮเวย์พลังงานที่หล่อเลี้ยงโลกอยู่ถึง 1 ใน 5 ทรุดฮวบลงอย่างน่าใจหาย จากที่เคยมีเรือแล่นผ่านวันละกว่า 70 ลำ ล่าสุดเหลือเพียง 48 ลำตลอดทั้งสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เรือบรรทุกน้ำมันและสินค้าอีกกว่า 400 ลำต้องจอดติดค้างกลางทะเลอย่างเป็นอัมพาต ท่ามกลางการประกาศกร้าวของเตหะรานที่ขู่จะล็อกโควตาให้ผ่านได้ไม่เกิน 15 ลำต่อวัน บีบให้เรือบางส่วนต้องยอมเสี่ยงเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือหนีไปเลียบชายฝั่งโอมานแทน
ความตึงเครียดในน่านน้ำฮอร์มุซยิ่งถูกราดน้ำมันเข้ากองไฟ เมื่อมี "ร่างเอกสารลับชั่วคราว" หลุดรอดออกมา เผยให้เห็นเงื่อนไขที่รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ยอมผ่อนปรนให้อิหร่านอย่างมหาศาล ทั้งปล่อยให้ขายน้ำมันเสรีทันทีและอัดฉีดเงินฟื้นฟูประเทศอีกกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์เพื่อแลกกับการหยุดยิง
วิเคราะห์ทั่วโลกพากันกุมขมับและมองว่า เกมนี้ทรัมป์กำลังเดินหมากพลาดครั้งใหญ่ในลักษณะ "ยื่นอ้อยเข้าปากช้าง" เพราะนอกจากจะหยุดยั้งอิหร่านไม่ได้แล้ว ยังกลายเป็นการเปิดทางให้กรุงเตหะรานกำความได้เปรียบ และเข้าควบคุม "ขุมทรัพย์ฮอร์มุซ" ไว้ในมืออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
สิ่งที่ทำให้เหล่านักวิเคราะห์มองว่าดีลนี้เหมือน "ยื่นอ้อยเข้าปากช้าง" คือการที่สหรัฐฯ ยอมแจกผลประโยชน์ทอดแรกให้อิหร่านทันที โดยยอมออกข้อยกเว้น ให้ขยายและขายน้ำมันดิบได้อย่างเสรีตั้งแต่วันแรกที่เริ่มกระบวนการเจรจา 60 วัน ซึ่งถือเป็นการริบอาวุธและจุดต่อรองสำคัญของอเมริกาไปเองดื้อ ๆ ต่างจากดีลนิวเคลียร์ปี 2015 ที่อิหร่านต้องยอมลดระดับนิวเคลียร์จนจบข้อตกลงก่อน ถึงจะได้รับการล้างคว่ำบาตร
นอกจากจะได้ขายน้ำมันหาเงินเข้าประเทศได้อย่างเสรีแล้ว ร่างข้อตกลงนี้ยังระบุว่า สหรัฐฯ จะต้องจัดหาเม็ดเงินมหาศาลอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์ (หรือกว่า 10 ล้านล้านบาท) เพื่อนำมาใช้ในการฟื้นฟูประเทศอิหร่านหลังสงคราม ซึ่งทางรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ แย้มว่าเม็ดเงินก้อนโตนี้จะดึงมาจากกลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียที่ต้องยอมควักกระเป๋ามาลงทุนให้แทน
ไม่เพียงเท่านั้น ดีลลับชั่วคราวนี้ยังเปิดประตูให้อิหร่านได้รับการปล่อยอายัดทรัพย์สินที่เคยถูกแช่แข็งไว้ในต่างประเทศ และมีโรดแมปเตรียมยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดจากทั้งสหรัฐฯ และ UN ในอนาคต ส่งผลให้อิหร่านกลายเป็นฝ่ายรับทรัพย์เนื้อ ๆ ตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลงนามอย่างเป็นทางการในวันศุกร์นี้ที่สวิตเซอร์แลนด์ด้วยซ้ำ
จากเดิมที่เป็นน่านน้ำสากลเดินเรือเสรี อิหร่านอาศัยช่องว่างหลังประกาศหยุดยิง สถาปนาตัวเองเป็น "เสือนอนกิน" ด้วยการตั้งด่านเรียกเก็บค่าต๋งเรือสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์ (ราว 70 ล้านบาท) ต่อลำ แลกกับการเปิดทางให้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย ซึ่งคาดว่าจะทำเงินเข้ากระเป๋ากองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้มหาศาลถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
เตหะรานยังใช้วิธีควบคุมปริมาณเรืออย่างเข้มงวด โดยจำกัดให้เรือผ่านได้ไม่เกินวันละ 15 ลำเท่านั้น จากเดิมที่เคยสัญจรมากกว่า 130 ลำต่อวัน มาตรการนี้บีบให้เรือสินค้าทั่วโลกต้องยอมต่อคิวรอจนเป็นอัมพาต หรือไม่ก็ต้องยอมจ่ายเงินใต้โต๊ะก้อนโต ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงานทั่วโลกพุ่งกระฉูด เพราะระบบซัพพลายเชนถูกอิหร่านยึดเป็นตัวประกันเรียบร้อย
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่านี่คือโมเดลธุรกิจสงครามที่โหดเหี้ยมที่สุด เพราะตราบใดที่โครงสร้างพื้นฐานในช่องแคบยังซ่อมแซมไม่เสร็จ และทุ่นระเบิดยังถูกเคลียร์ออกไม่หมด อิหร่านก็ยังมีสิทธิ์ขาดในการผูกขาดทางน้ำนี้แต่เพียงผู้เดียว กลายเป็นเครื่องปั๊มเงินสดก้อนโตที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปขัดขวาง
นักวิเคราะห์จาก Eurasia Group ชี้ว่า อำนาจการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซในมืออิหร่านตอนนี้ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและการทหารเหนือกว่าโครงการนิวเคลียร์และกลุ่มตัวแทนทั้งหมดรวมกันเสียอีก มันกลายเป็นอาวุธชิ้นใหม่ที่ย้อนกลับมาทุบเศรษฐกิจอเมริกาจนหน้าหงาย และพิสูจน์ว่ายุทธศาสตร์ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่คิดว่าใช้แค่กำลังทางอากาศถล่มแล้วจะทำให้อิหร่านยอมสยบนั้น "ล้มเหลวไม่เป็นท่า"
ความผิดพลาดของทรัมป์ที่ไม่ยอมดึงพันธมิตรชาติอื่น ๆ มาร่วมสร้างกองเรือรบเพื่อกดดันเปิดช่องแคบตั้งแต่แรก ทำให้อเมริกาหมดทางสู้และต้องยอมตกลงในดีลที่เสียเปรียบนี้ ซึ่งร่างข้อตกลงชั่วคราวดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้อิหร่านรวยเละ แต่ยังถือเป็นฝันร้ายและตบหน้า เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลอย่างแรง เพราะเขาเป็นคนร่วมมือกับทรัมป์เปิดฉากสงครามนี้เองกับมือ
บทเรียนราคาแพงจากวิกฤตฮอร์มุซครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การเมืองโลกและกลไกพลังงานถูกเปลี่ยนมือเรียบร้อยแล้ว แม้ผู้เชี่ยวชาญจะเตือนว่าราคาน้ำมันอาจไม่มีวันกลับไปเท่าระดับก่อนสงครามได้อีกเลยในปี 2026 นี้ แต่สิ่งที่แน่นอนแล้วก็คือ ความพยายาม "สั่งสอน" อิหร่านของรัฐบาลสหรัฐฯ ในท้ายที่สุดกลับลงเอยด้วยการยื่นเค้กก้อนโตและขุมทรัพย์พลังงานโลกให้อิหร่านไปครองแบบเบ็ดเสร็จนั่นเอง