
หลังจากที่ได้มีการทำข้อตกลง MoU ไปไม่นาน เมื่อวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาโจมตีตอบโต้กันอีกครั้ง ซึ่งเหตุมาจากปัญหาเดิม คือ การแย่งชิงอำนาจครอบครองช่องแคบเศรฐกิจที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี นั่นคือ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’
วันนี้ Spotlight จะมาสรุปให้ฟังว่าเหตุใดถึงได้มีการโจมตีอีกรอบ และใครโจมตีจุดไหนกันบ้าง?
ช่องแคบฮอร์มุซ คือไพ่สำคัญที่สุดของอิหร่านในการเจรจากับสหรัฐฯ และอิสราเอล อย่างที่เรารู้กันดีว่า การปิดช่องแคบนี้ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานโลก ซึ่งแม้แต่ประเทศไทยเองก็กระทบหนักในด้านของค่าน้ำมัน และค่าครองชีพที่สูงลิ่ว ทำให้ทั้งโลกหันไปสร้างแรงกดดันให้ทรัมป์เร่งยุติสงคราม ซึ่งตอนแรกหลังทำข้อตกลง MOU ทุกอย่างดูราบรื่น และทุกคนต่างมีความหวังว่าสงครามจะยุติลงจริง ๆ สักที แต่หลังจากที่กำลังจะเจรจาครั้งสุดท้าย ทั้งคู่กลับตกลงเรื่องช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ เพราะทางอิหร่านพยายามจะจัดตั้งหน่วยงานบริหารช่องแคบ และเก็บค่าผ่านทาง แต่สหรัฐฯ และประเทศที่แถวอ่าวอาหรับปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
ตามข้อตกลง MOU มาตรา 5 อิหร่านตกลงที่จะอำนวยความสะดวกให้เรือพาณิชย์สัญจรผ่านได้อย่างปลอดภัย ‘โดยไม่คิดค่าผ่านทางเป็นเวลา 60 วัน’ แต่ข้อตกลงไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า จะเกิดอะไรขึ้นหลังครบกำหนด 60 วัน ซึ่งเหล่านักวิเคราะห์มองว่า อิหร่านไม่มีทางยอมเสียไพ่ใบนี้เป็นอันขาด เพราะหากทางอิหร่านยอมเสียการควบคุมช่องแคบไป อำนาจของอิหร่านบนโต๊ะเจรจาจะอ่อนแอลงอย่างมาก
กองบัญชาการสหรัฐฯ เผยว่า การเริ่มต้นโจมตีเกิดขึ้นในช่วงค่ำของวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายที่ผ่านมา โดยเครื่องบินรบของสหรัฐฯ ได้โจมตีคลังเก็บขีปนาวุธ โดรน และสถานีเรดาร์ตามแนวชายฝั่งตอนใต้ของอิหร่าน การโจมตีครั้งนี้เป็นการตอบโต้เหตุการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายนเมื่อเรือพาณิชย์ ‘Ever Lovely’ ที่ติดธงสิงคโปร์ถูกโจมตีนอกชายฝั่งโอมาน ทางสหรัฐฯ กล่าวหาว่า อิหร่านเป็นคนโจมตี แต่ทางอิหร่านเองก็ไม่ได้ออกมายอมรับ หรือปฏิเสธข้อกล่าวหานี้
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยว่า การโจมตีเรือพาณิชย์นี้ เป็นการละเมิดข้อตหลงหยุดยิงอย่างไร้สติ ในขณะเดียวกันกองกำลังสหรัฐฯ ยังสามารถสกัดกั้นโดรนได้อีก 3 ลำที่ถูกปล่อยมาในการโจมตีครั้งนั้น กองทัพสหรัฐฯ เผยว่า อิหร่านกำลังทำลายเสรีภาพในการเดินเรือที่พึ่งจะกลับมาฟื้นตัวหลังทำข้อตกลง ซึ่งสหรัฐฯ จะเดินหน้าคุ้มครองเรือพาณิชย์ต่อไป
ทางอิหร่านเผยว่า กระสุนของสหรัฐฯ ตกบริเวณท่าเรือชีริกทางตอนใต้ แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายต่ออุปกรณ์ หรือการทำงานของท่าเรือใด ๆ
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านเผยว่า ทางอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพทหารสหรัฐฯ ในภูมิภาค และเตือนว่าหากถูกรุกรานซ้ำ การตอบโต้จะรุนแรงยิ่งกว่านี้ ในขณะเดียวกัน เมื่อวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ประเทศบาห์เรนได้ออกแถลงการณ์ประณามการใช้โดรนโจมตีดินแดนบาห์เรนโดยอิหร่านว่าเป็นการละเมิดอธิปไตย และทำลายความพยายามลดความตึงเครียด
นอกจากนี้ หน่วยงานการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักรยังรายงานว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีด้วยวัตถุไม่ทราบชนิด แต่ลูกเรือทุกคนปลอดภัยดี และหลังจากที่โอมานได้ประกาศเส้นทางเดินเรือใหม่ใกล้ชายฝั่งของตน หน่วยงานการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักรออกมาเตือนเรื่องความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ โดยยืนยันว่า มีเพียงเส้นทางที่อิหร่านอนุมัติเท่านั้นที่สามารถเดินเรือได้อย่างปลอดภัย
ทางฝั่งรัฐบาลอิหร่านได้ประณามการโจมตีของสหรัฐฯ ว่าละเมิดมาตรา 1 ของ MoU ที่กำหนดให้ยุติความเป็นปรปักษ์ในทุกแนวรบ ในขณะเดียวกัน ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดอิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าละเมิดมาตรา 5 ที่ระบุเรื่องการฟื้นฟูความปลอดภัยให้เรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ
ทริตา พาร์ซี ผู้เชี่ยวชาญจาก Quincy Institute เผยว่า การโจมตีล่าสุดทำให้ MoU ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก นอกจากนี้ ข้อตกลงระหว่างอิสราเอล และเลบานอนที่ดูเหมือนจะยอมให้อิสราเอลยึดครองบางส่วนของเลบานอนได้นั้น ก็ขัดแย้งกับ MoU ด้วย
แม้คนกลางจะพยายามเปิดช่องทางการสื่อสารใหม่เพื่อเจรจาการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งการปะทะกันได้
เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความเตือนว่า หากทั้งสองฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกันเรื่องการบังคับใช้ MoU ก็ควรใช้วิธีโทรคุยกัน แต่หากเลือกใช้ความรุนแรงก็จะถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรงเช่นกัน
เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า MoU มีความเปราะบางมาก และพร้อมที่จะพังทได้ทุกเมื่อ แม้ทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้ต้องการให้บานปลายไปสู่การทำสงครามอย่างเต็มรูปแบบ แต่ทั้งคู่ก็ต่างต้องการแสดงให้เห็นว่า ‘ตนเองคือผู้ถืออำนาจควบคุมช่องแคบ’ ซึ่งนี่เป็นการสร้างความตึงเครียดที่อาจลุกลามอย่างหนักจนควบคุมไม่ได้ในอนาคต