
เจน หลี่อวี่ วิศวกรวัย 32 ปีจากมณฑลกว่างซี ซึ่งเดินทางมาเยือนมาเลเซียเป็นครั้งแรกพร้อมคณะท่องเที่ยวของบริษัท หลังเริ่มต้นทริปที่สิงคโปร์
หลี่อวี่เผยว่า เดิมทีเธอไม่เคยรู้จักเมืองปุตราจายา เมืองหลวงฝ่ายบริหารของมาเลเซียมาก่อน แต่หลังเห็นภาพมัสยิดปุตรา (Putra Mosque) ที่มีโดมสีชมพูและสถาปัตยกรรมโดดเด่นบน Weibo และ Douyin ก็ทำให้ตัดสินใจเพิ่มเมืองแห่งนี้ไว้เป็นจุดหมายแรกของการเดินทาง
นักท่องเที่ยวอย่างหลี่อวี่ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของแคมเปญ Visit Malaysia 2026 ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียหวังใช้กระแสรีวิวบนโซเชียลมีเดียจีนสร้างจุดหมายท่องเที่ยวใหม่ นอกเหนือจากกรุงกัวลาลัมเปอร์
ขณะนี้ มาเลเซียเดินหน้ารุกตลาดนักท่องเที่ยวจีนอย่างเต็มกำลัง โดยตั้งเป้าต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีน 7 ล้านคนในปี 2026 ผ่านมาตรการยกเว้นวีซ่า การเพิ่มเที่ยวบินเชื่อมเมืองรองของจีน และการทำตลาดผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลยอดนิยมของจีน เช่น Douyin, Weibo และ RedNote
ข้อมูลจาก Tourism Malaysia ระบุว่า ในปี 2025 มาเลเซียต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน 4.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดอยู่ที่ 42.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11%
เฉพาะในไตรมาสแรกของปี 2026 นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาเลเซียแล้ว 1.41 ล้านคน เพิ่มขึ้นอีก 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ไทย ซึ่งเคยเป็นจุดหมายอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มสูญเสียความนิยม โดยสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวของไทยได้ปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวจีนในปี 2026 จาก 9 ล้านคน เหลือ 7 ล้านคน เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยจากคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงค่าท่องเที่ยวที่ปรับตัวสูงขึ้น
ขณะที่เวียดนาม ซึ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติทำสถิติสูงสุด 21.2 ล้านคนในปี 2025 และมีนักท่องเที่ยวจีนเป็นตลาดหลัก ก้าวขึ้นเป็นประเทศที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนมากที่สุดในภูมิภาคเมื่อปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม มาเลเซียยังคงเป็นหนึ่งในมหาอำนาจด้านการท่องเที่ยวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2025 เพิ่มขึ้นเป็น 110,600 ล้านริงกิต (ราว 26,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จาก 95,300 ล้านริงกิต ในปีก่อนหน้า ติดอันดับ 1 ใน 3 ประเทศที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดของภูมิภาค
นอกจากมาตรการฟรีวีซ่าและการทำตลาดผ่านโซเชียลมีเดียแล้ว มาเลเซียยังอาศัยจุดแข็งด้านวัฒนธรรมและอาหาร เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีน ภายใต้แนวคิด "คุ้นเคยแต่แตกต่าง" (Familiar yet foreign)
แกรี โบเวอร์แมน นักวิเคราะห์ตลาดท่องเที่ยวเอเชีย กล่าวว่า สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนคือโครงสร้างประชากรที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของมาเลเซีย ซึ่งประกอบด้วยชาวมลายู ชาวจีน และชาวอินเดีย
เขาระบุว่า นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่สนใจเรียนรู้ประเทศที่มีรากฐานวัฒนธรรมจีนอย่างเข้มแข็ง แต่สามารถผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมมลายูและอินเดียได้อย่างกลมกลืน ซึ่งถือเป็นลักษณะที่พบได้ไม่บ่อยในเอเชีย
ด้าน แซม หวง ศาสตราจารย์ด้านการท่องเที่ยวจากมหาวิทยาลัย Edith Cowan ประเทศออสเตรเลีย มองว่า มาเลเซียมีความได้เปรียบจากการที่ประชากรราว 22% เป็นชาวเชื้อสายจีน และสามารถสื่อสารภาษาจีนกลางได้อย่างแพร่หลาย ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนรู้สึกคุ้นเคยและเดินทางได้สะดวกกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
ขณะเดียวกัน กระแสรีวิวจากผู้ใช้งานจริงบนโซเชียลมีเดียจีนยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจเดินทาง โดยโบเวอร์แมนระบุว่า มาเลเซียได้รับความนิยมบนแพลตฟอร์มจีนจากภาพลักษณ์ของประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง
อย่างไรก็ตาม การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจีนก็เริ่มก่อให้เกิดผลกระทบในบางพื้นที่ เช่น ร้านอาหารและร้านค้าหลายแห่งเริ่มเพิ่มเมนูและป้ายภาษาจีน ย่านมรดกทางวัฒนธรรมมีนักท่องเที่ยวหนาแน่นขึ้น และมีความกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
ตัวอย่างเช่น ในปี 2018 นักท่องเที่ยวชาวจีน 2 คนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังถูกบันทึกภาพขณะเต้นในลักษณะไม่เหมาะสมบริเวณหน้ามัสยิด Kota Kinabalu City Mosque จนทางการต้องสั่งห้ามเข้าพื้นที่เป็นการชั่วคราว
นักวิชาการยังเตือนว่า หากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นมากเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหา โอเวอร์ทัวริซึม (Overtourism) ในหลายพื้นที่
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียจะสร้างความคาดหวังที่สูงเกินจริง หากประสบการณ์จริงไม่ตรงกับภาพที่เห็นบนโลกออนไลน์ นักท่องเที่ยวอาจเกิดความผิดหวังและส่งต่อรีวิวเชิงลบ ซึ่งอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของจุดหมายปลายทางในระยะยาว