
รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ หลังมองว่างบประมาณรายจ่ายประจำของประเทศอยู่ในระดับสูง โดยราว 70% เป็นรายจ่ายประจำ ขณะที่ภาครัฐยังมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่ต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ทำให้การบริหารค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรมีความสำคัญมากขึ้น
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 จึงเห็นชอบมาตรการปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) โดยตั้งเป้าลดกรอบอัตราตำแหน่งจากปีงบประมาณ 2569 ลงอย่างน้อย 15% ภายในปีงบประมาณ 2575 เพื่อควบคุมภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร และทำให้โครงสร้างกำลังคนสอดคล้องกับบทบาทและภารกิจของภาครัฐมากขึ้น
มาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งการตรึงอัตรากำลัง การลดขนาดกำลังคน และการปรับโครงสร้างส่วนราชการ โดยให้หน่วยงานภาครัฐบริหารกำลังคนที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการปรับรูปแบบการจ้างงาน ลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ และนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้สนับสนุนการทำงาน เพื่อให้การลดขนาดกำลังคนไม่กระทบต่อประสิทธิภาพและการให้บริการประชาชน โดยมี 6 มาตรการสำคัญ ดังนี้
1. ชะลอการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่
ให้ชะลอการขอจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยส่วนราชการต้องตรึงอัตรากำลังที่มีอยู่ บริหารตำแหน่งเดิม และบรรจุเฉพาะอัตราว่างที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขันหรือคัดเลือกที่ประกาศขึ้นบัญชีไว้แล้ว หรืออยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อควบคุมไม่ให้กรอบอัตรากำลังเพิ่มขึ้น
2. ยุบกรอบอัตราข้าราชการที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ
ให้ คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) พิจารณายุบกรอบอัตราข้าราชการประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีที่มีการประกาศรับสมัครไว้แล้ว และรายงานผลให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569
3. ยุบตำแหน่งที่ว่างจากการเกษียณและไม่ทดแทนด้วยพนักงานราชการ
ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ยุบตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไปที่ว่างจากการเกษียณในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งเดิมเคยทดแทนด้วยพนักงานราชการตามสัดส่วนที่กำหนด และไม่ให้ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ โดยให้ดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ 2571-2575
ยกเว้นสายงานแพทย์และทันตแพทย์ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องรองรับนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษา และผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ
4. ยุบตำแหน่งสายงานสนับสนุน 11 สายงานเมื่อเกษียณ
ให้ทยอยยุบตำแหน่งสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานแบบข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป รวม 11 สายงาน ได้แก่
ทั้งนี้ ให้ส่วนราชการพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทน ควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว
5. ทบทวนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างส่วนราชการ
ให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และดำเนินการตามมาตรการโครงสร้างของส่วนราชการ โดยต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน
6. จัดทำมาตรการเพิ่มเติมด้านกำลังคนและงบประมาณ
ให้สำนักงาน ก.พ. จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการเพิ่มเติม เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น และให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป