
ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตวัตถุดิบครั้งสำคัญ เมื่อผลผลิตมันสำปะหลังฤดูการผลิตปี 2569/70 มีแนวโน้มลดลงเหลือเพียง 18.757 ล้านตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แม้พื้นที่เพาะปลูกจะเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตต่อไร่ของเกษตรกรกลับลดลง เนื่องจากหลายปัจจัย
แนวโน้มดังกล่าวทำให้ 4 สมาคมมันสำปะหลังไทยออกมาเตือนว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “วิกฤตการขาดแคลนวัตถุดิบขั้นรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์”
ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังหรือโรงงานที่รับซื้อหัวมันสดเท่านั้น เพราะมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบที่ถูกนำไปแปรรูปและต่อยอดในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่อาหาร อาหารสัตว์ พลังงานชีวภาพ ไปจนถึงยา เครื่องสำอาง กระดาษ และเคมีภัณฑ์ เมื่อวัตถุดิบต้นทางหายไปจากระบบ ผลกระทบจึงมีแนวโน้มไหลต่อไปตามห่วงโซ่ ตั้งแต่รายได้ของเกษตรกร การเดินเครื่องของโรงงานแปรรูป ต้นทุนของผู้ประกอบการปลายน้ำ ไปจนถึงรายได้จากการส่งออก และความสามารถของไทยในการรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ของโลก
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 4 สมาคมมันสำปะหลังไทย ประกอบด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ออกมาแถลงสถานการณ์อุตสาหกรรม พร้อมเตือนว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “วิกฤตการขาดแคลนวัตถุดิบขั้นรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์”
ผลสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ฤดูการผลิตปี 2569/70 พบว่า ผลผลิตมันสำปะหลังมีแนวโน้มอยู่ที่ประมาณ 18.757 ล้านตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ลดลงจากฤดูการผลิตก่อนหน้า แม้พื้นที่เพาะปลูกจะเพิ่มขึ้น 2.29% แต่ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่กลับลดลง
4 สมาคมระบุว่า ขณะที่ผลผลิตลดลง ความต้องการใช้หัวมันสดภายในประเทศยังอยู่ในระดับ 37-45 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบอย่างรุนแรง โดยโรงงานจำนวนมากสามารถเดินเครื่องผลิตได้เพียง 20-30% ของกำลังการผลิต ขณะที่ผู้ประกอบการลานมันในหลายพื้นที่ต้องปิดกิจการหรือหยุดดำเนินงานชั่วคราว เนื่องจากไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบได้เพียงพอ
ด้านมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 4 สมาคมเปิดเผยว่า มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากระดับสูงสุด 155,498 ล้านบาทในปี 2565 และคาดว่าจะลดลงเหลือต่ำกว่า 70,000 ล้านบาทในปี 2569 ส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจไปแล้วกว่า 85,000 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องเร่งกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับสาเหตุของปัญหา 4 สมาคมระบุว่า มาจากการขาดแคลนท่อนพันธุ์คุณภาพดีสำหรับการเพาะปลูก ประกอบกับการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง หรือ cassava mosaic disease (CMD) โรคพุ่มแจ้ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเพาะปลูกและการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตของเกษตรกร
จากสถานการณ์ดังกล่าว 4 สมาคมมันสำปะหลังไทยเสนอข้อเรียกร้องเร่งด่วนต่อรัฐบาล 4 ด้าน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและฟื้นฟูอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง ดังนี้
ผู้แทนทั้ง 4 สมาคมย้ำว่า วิกฤตโรคใบด่างมันสำปะหลังครั้งนี้ นอกจากส่งผลกระทบเฉพาะต่อเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังเท่านั้นที่ได้ผลผลิตน้อยลงแล้ว ยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหาร พลังงานชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก จึงจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร เพื่อรักษาศักยภาพและความเป็นผู้นำของประเทศไทยในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของโลก
หากมองโครงสร้างของอุตสาหกรรม จะเห็นว่ามันสำปะหลังมีภาคการแปรรูปขนาดใหญ่รองรับอยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่การแปรรูปขั้นต้นไปจนถึงการผลิตแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งผลิตภัณฑ์จากแต่ละขั้นจะถูกนำไปใช้ต่อในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน
มันสำปะหลังที่เข้าสู่กระบวนการแปรรูปในไทยสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังตากแห้ง และผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลัง โดยในกลุ่มแรกมีผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น มันเส้น มันอัดเม็ด ลานตากมัน มันสำปะหลังแผ่น และมันสำปะหลังบดสำหรับอาหารสัตว์ ขณะที่กลุ่มแป้งเริ่มจากแป้งมันสำปะหลังดิบ ซึ่งสามารถนำไปผลิตต่อเป็นแป้งมันสำปะหลังดัดแปรได้
ข้อมูลของวิจัยกรุงศรีเมื่อปี 2568 ระบุว่า ไทยมีโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังรวม 1,157 โรงงาน ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งเพาะปลูกเพื่อความสะดวกและประหยัดต้นทุนการขนส่ง ในจำนวนนี้เป็นโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังขั้นต้นกว่า 969 โรงงาน ครอบคลุมการผลิตมันเส้น มันอัดเม็ด ลานตากมัน มันสำปะหลังแผ่น และมันสำปะหลังบดเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ ขณะที่โรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังดิบและแป้งมันสำปะหลังดัดแปรมีรวมอีก 188 โรงงาน
ในห่วงโซ่นี้ ผลิตภัณฑ์แปรรูปแต่ละประเภทจะถูกส่งต่อไปยังอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน ตั้งแต่อาหารและอาหารสัตว์ ไปจนถึงเอทานอล แอลกอฮอล์ กระดาษ สิ่งทอ ยา เครื่องสำอาง และเคมีภัณฑ์ ทำให้การขาดแคลนหัวมันสดมีโอกาสส่งผลต่อเนื่องไปยังธุรกิจปลายทางที่ใช้ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ
นอกจากนี้ ห่วงโซ่อุตสาหกรรมของไทยยังไม่ได้พึ่งพาผลผลิตในประเทศทั้งหมด โดยข้อมูลปี 2567 ระบุว่า วัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมาจากผลผลิตในประเทศ 68.8% ขณะที่มีการนำเข้า 21.5% และเป็นสต็อกของปีก่อนอีก 9.7% โดยการนำเข้าส่วนใหญ่ก็มาจากประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV
ในปีดังกล่าว ไทยนำเข้ามันเส้นประมาณ 3.1 ล้านตัน และหัวมันสดประมาณ 1.4 ล้านตัน รวมกันคิดเป็น 99.5% ของปริมาณการนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทั้งหมด สะท้อนว่าการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยเติมวัตถุดิบเข้าสู่ระบบ แต่ก็หมายความว่า หากผลผลิตในประเทศลดลงต่อเนื่อง ความต้องการวัตถุดิบจากต่างประเทศก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ความสำคัญของมันสำปะหลังต่อเศรษฐกิจเห็นได้จากการที่วัตถุดิบชนิดนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้กว้างถึง 4 ด้าน หรือ 4F ได้แก่ Food (อาหารสำหรับมนุษย์) Feed (อาหารสัตว์) Fuel (วัตถุดิบสำหรับผลิตเอทานอลเพื่อใช้เป็นพลังงานชีวภาพ) และ Factory (การใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม)
ในด้าน Food และ Feed มันสำปะหลังสามารถเข้าสู่กระบวนการผลิตในรูปของแป้งและผลิตภัณฑ์แปรรูป โดยแป้งมันสำปะหลังถูกใช้ทั้งเพื่อการบริโภคโดยตรงและเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร ขณะที่มันเส้นและผลิตภัณฑ์แปรรูปขั้นต้นถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์
ด้าน Fuel มันสำปะหลังสามารถนำไปผลิตเอทานอลเพื่อใช้เป็นพลังงานชีวภาพ ขณะที่กากมันสำปะหลังและของเสียจากโรงงานสามารถนำไปผลิตไฟฟ้าชีวมวลได้ ทั้งเพื่อใช้ในโรงงานเองและจำหน่ายเชิงพาณิชย์
ส่วนด้าน Factory ครอบคลุมอุตสาหกรรมปลายน้ำอีกหลายประเภท ตั้งแต่แอลกอฮอล์ กรดมะนาว กระดาษ เครื่องนุ่งห่ม ยา เครื่องสำอาง และเคมีภัณฑ์
ผลกระทบจากภาวะวัตถุดิบตึงตัวสะท้อนให้เห็นผ่านผลประกอบการของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแล้ว โดย บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) หรือ TWPC รายงานผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 ว่า โดย บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) หรือ TWPC รายงานผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 ว่า บริษัทเผชิญกับราคาหัวมันสำปะหลังที่อยู่ในระดับสูง อันเป็นผลต่อเนื่องจากภาวะภัยแล้งและการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส 2
อย่างไรก็ตาม TWPC ยังสามารถรักษาการเติบโตของผลประกอบการไว้ได้ โดยมีรายได้จากการขาย 4,762 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 139 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% ทั้งนี้ บริษัทระบุว่า การบริหารความเสี่ยง การบริหารค่าใช้จ่ายและต้นทุนทางการเงิน รวมถึงการปรับพอร์ตไปสู่ธุรกิจอาหารและแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม ช่วยจำกัดผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
สำหรับแนวทางรับมือของ TWPC คือ การกระจายแหล่งจัดหาหัวมันสำปะหลังในหลายประเทศ ควบคู่กับการบริหารสินค้าคงคลังและการจัดหาวัตถุดิบเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอุปทานและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างพอร์ตไปสู่ธุรกิจอาหารและแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม หรือ Specialty Ingredients (HVA) ซึ่งมีสัดส่วนกำไรขั้นต้นรวมกัน 79.5% ของกลุ่มบริษัทในไตรมาส 2/2569
ในภาพใหญ่ โครงสร้างอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยพึ่งพาตลาดต่างประเทศในสัดส่วนสูง โดยข้อมูลของวิจัยกรุงศรีนะบุว่า ในปี 2567 ผลผลิตมันสำปะหลัง 68.1% ถูกใช้ในการผลิตเพื่อส่งออก ส่วนที่เหลือจึงนำไปใช้เพื่อบริโภคและเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องภายในประเทศ
ไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก มีส่วนแบ่งประมาณ 25% ของปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทั่วโลก โดยตลาดส่งออกหลักอยู่ในเอเชีย โดยเฉพาะจีนซึ่งมีสัดส่วนถึง 64% ของปริมาณส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทั้งหมดของไทย รองลงมาเป็นญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ไต้หวัน และมาเลเซีย
หากแยกตามผลิตภัณฑ์ มันเส้นคิดเป็น 31% ของปริมาณส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยในปี 2567 และพึ่งพาตลาดจีนอย่างมาก โดย 99.9% ของปริมาณส่งออกมันเส้นถูกส่งไปจีน เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ เอทานอล อาหารสัตว์ และกรดมะนาว ขณะที่แป้งมันสำปะหลังดิบมีสัดส่วน 49.6% ของการส่งออก และแป้งมันสำปะหลังดัดแปรอีก 16.4%
สำหรับแป้งมันสำปะหลังดิบ ตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ จีน อินโดนีเซีย ไต้หวัน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ โดยความต้องการขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อาหาร กระดาษ เครื่องดื่ม และสิ่งทอ ส่วนแป้งมันสำปะหลังดัดแปรซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง มีตลาดสำคัญอย่างญี่ปุ่น จีน อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ และถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอาง
ด้วยโครงสร้างที่ไทยส่งออกในสัดส่วนสูง ปัญหาวัตถุดิบจึงมีความหมายมากกว่าการขาดแคลนสำหรับผู้ประกอบการในประเทศ เพราะหากผลผลิตไม่เพียงพอที่จะรองรับการแปรรูปและการส่งออก ปริมาณผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่เข้าสู่ตลาดโลกก็มีแนวโน้มลดลง ขณะเดียวกันก็กระทบต่อความสามารถของไทยในการรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกรายใหญ่ในตลาดโลกด้วย