
“จากบ้านเข้ากรุง” เป็นเส้นทางชีวิตที่คนไทยจำนวนไม่น้อยคุ้นเคย โดยเฉพาะผู้ที่มีบ้านเกิดอยู่ต่างจังหวัด เพราะการย้ายเข้ากรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นเพียงการเลือกวิถีชีวิต แต่สำหรับหลายคนคือการเพิ่ม “โอกาสชีวิต” ให้กับตัวเอง
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่โอกาสจำนวนมากยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวง ขณะที่เมืองรองหลายแห่งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ได้รับการพัฒนาและนำมาใช้อย่างเต็มที่
การกระจุกตัวของโอกาสจึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ เพราะหากไทยต้องการก้าวสู่การเป็น “ประเทศรายได้สูง” ภายในปี 2580 คำถามสำคัญคือ ไทยจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในเมืองอื่นนอกเหนือจากกรุงเทพฯ ได้อย่างไร โดยไม่ลดทอนบทบาทของเมืองหลวง
รายงาน Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy ของธนาคารโลกระบุว่า ประมาณ 89% ของการเติบโตของ GDP ไทยในช่วงปี 2553-2563 มาจากเขตเมือง ตัวเลขนี้สะท้อนว่า “เมือง” คือเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม ระบบเมืองของไทยมีลักษณะกระจุกตัวสูง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ และมีขนาดเศรษฐกิจเกือบ 27 เท่าของเชียงใหม่
การกระจุกตัวในลักษณะนี้มีข้อได้เปรียบ เพราะการที่บริษัท แรงงาน เงินทุน และโครงสร้างพื้นฐานอยู่รวมกัน ช่วยให้กรุงเทพฯ ได้รับประโยชน์จากการรวมตัวทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อเมืองขยายตัว ต้นทุนจากความหนาแน่นก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือปัญหาการจราจรติดขัด ซึ่งถูกประเมินว่าก่อให้เกิดต้นทุนสูงถึงราว 7-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของกรุงเทพฯ หรือ GRP ต่อปี นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ที่อยู่อาศัย และเวลาที่ผู้คนต้องสูญเสียไปกับการเดินทาง ตลอดจนความเสี่ยงจากน้ำท่วมและอากาศร้อนที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง กรุงเทพฯ ยังคงมีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทย แต่การปล่อยให้กิจกรรมและโอกาสทางเศรษฐกิจแทบทุกอย่างรวมอยู่ในเมืองหลวง อาจทำให้ประเทศต้องเผชิญต้นทุนสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ดังนั้น โจทย์ที่ธนาคารโลกเสนอจึงไม่ใช่ “ทำอย่างไรให้กรุงเทพฯ เล็กลง” แต่เป็น “ทำอย่างไรให้กรุงเทพฯ มีประสิทธิภาพมากขึ้น” ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในเมืองอื่นมากกว่าเดิม
แม้คำว่า “กระจายความเจริญ” จะถูกกล่าวถึงในไทยมานานหลายสิบปี แต่ข้อเสนอของธนาคารโลกไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยต้องพัฒนาทุกเมืองให้มีหน้าตาและบทบาทเหมือนกรุงเทพฯ
ในทางตรงกันข้าม เมืองแต่ละแห่งควรเติบโตจากจุดแข็งและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน พร้อมทำหน้าที่เกื้อหนุนกันภายใน “ระบบเมืองแบบหลายศูนย์” แนวคิดนี้ไม่ได้มุ่งสร้างเมืองขึ้นมาแข่งขันกับกรุงเทพฯ แต่ต้องการสร้างเครือข่ายเมืองที่แต่ละแห่งมีบทบาททางเศรษฐกิจของตัวเอง และสามารถเชื่อมโยงเข้าหากันได้
ภายใต้ระบบดังกล่าว กรุงเทพฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับประเทศและระดับโลก ขณะที่เมืองอื่นสามารถเติบโตจากศักยภาพที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิต การท่องเที่ยว บริการ การแพทย์ การศึกษา ดิจิทัล เกษตรมูลค่าสูง หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้เมืองรองไม่ต้องกลายเป็น “กรุงเทพฯ 2” แต่เป็นชิ้นส่วนที่มีบทบาทชัดเจนและเชื่อมโยงกันอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย
ธนาคารโลกเสนอแนวทาง 3 ด้านที่ไทยต้องดำเนินการไปพร้อมกัน
ประการแรก ทำให้กรุงเทพฯ มีผลิตภาพสูงขึ้น ด้วยการลดต้นทุนจากปัญหาการจราจร เพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับน้ำท่วมและอากาศร้อน ตลอดจนรักษาบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับประเทศและระดับโลก
ประการที่สอง วางรากฐานให้เมืองทั่วประเทศ ทั้งด้านการวางผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมต่อ ระบบการเงินการคลัง และศักยภาพของหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้แต่ละเมืองมีเงื่อนไขพื้นฐานที่เอื้อต่อการเติบโต
ประการที่สาม เลือกเมืองรองที่มีศักยภาพให้รับบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น แทนการกระจายงบประมาณไปทุกพื้นที่อย่างเท่า ๆ กัน ไทยควรลงทุนอย่างมียุทธศาสตร์ในเมืองที่มีศักยภาพ พร้อมพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้ชัดเจน
แนวทางนี้จึงไม่ใช่การ “ย้ายความเจริญออกจากกรุงเทพฯ” แต่เป็นการสร้างเครือข่ายความเจริญที่เชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับเมืองรอง และทำให้ทั้งสองส่วนเติบโตไปด้วยกัน
การพัฒนาระบบเมืองหลายศูนย์ไม่ได้หมายความว่า ไทยควรแบ่งงบประมาณให้ทุกจังหวัดเท่า ๆ กัน เพราะหากกระจายทรัพยากรออกไปบางเกินไป อาจไม่มีเมืองใดได้รับการลงทุนมากพอที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง
แบบจำลองของธนาคารโลกซึ่งครอบคลุมเมือง 75 แห่งชี้ว่า ทั้งขนาดและตำแหน่งของการลงทุนล้วนมีความสำคัญ หากมูลค่าการลงทุนโดยรวมยังต่ำกว่าจุดเปลี่ยนระดับหนึ่ง การกระจุกทรัพยากรไว้ที่กรุงเทพฯ จะให้ผลทางเศรษฐกิจดีกว่า แต่เมื่อการลงทุนมีขนาดสูงเพียงพอ กลยุทธ์ที่กระจายการลงทุนไปยังหลายศูนย์กลางจะเริ่มมีความได้เปรียบมากขึ้น
ความแตกต่างนี้มีนัยสำคัญ เพราะ “การกระจายการลงทุน” ไม่ได้เท่ากับ “การกระจายเงินให้ทุกพื้นที่” แต่หมายถึงการเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพ และลงทุนในขนาดที่มากพอจะทำให้เกิดผลทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
หากเราสามารถพัฒนาระบบเมืองให้ทำงานดีขึ้นได้ ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ใช่แค่ตัวเลข GDP แต่จะส่งผลถึงชีวิตประจำวันของเราทุกคน
เราจะมีทางเลือกในการทำงานมากขึ้นโดยไม่ต้องย้ายเข้ากรุงเทพฯ ธุรกิจในภูมิภาคสามารถเข้าถึงแรงงาน ตลาด และโครงสร้างพื้นฐานได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน เมืองที่มีศักยภาพสามารถสร้างงานที่มีทักษะ และรายได้สูงขึ้น
หรือพูดง่าย ๆ ว่าเราไม่ต้องเลือกระหว่าง “อยู่บ้านเกิด” กับ “โอกาสชีวิต”
เพราะเป้าหมายของการเป็นประเทศรายได้สูง ไม่ควรวัดแค่ว่า GDP ต่อหัวเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ แต่ควรมองไปถึงว่าคนไทยมีโอกาสสร้างรายได้ที่ดีได้มากขึ้นไหม และโอกาสเหล่านั้นมีอยู่ในเมืองอื่นที่ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ หรือไม่
เพราะถ้าชีวิตที่ดี และโอกาสทางเศรษฐกิจยังต้องไปรวมอยู่ที่กรุงเทพฯ เพียงที่เดียว การเดินทางไปสู่ประเทศรายได้สูงก็จะยังคงมีข้อจำกัดอยู่มาก
แต่ถ้าประเทศไทยสามารถสร้างเมืองรองหลายแห่งที่คนสามารถ “อยู่ดี ทำงานดี และเติบโตได้” ประเทศก็จะมีเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจมากกว่าหนึ่งเครื่อง และนั่นอาจเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของไทยในวันที่ต้องการก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงในปี 2037