
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ (AIC) ภายใต้สภาอุตสาหกรรมยานยนต์ ร่วมกับ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) เผยข้อมูลที่น่าสนใจของสถานการณ์ยานยนต์ไทยในตลาดโลก หลายเรื่องด้วยกัน
ในปี 2024 ไทยยืนอยู่อันดับ 10 ประเทศที่ผลิตรถทั่วโลก ก่อนที่ในปี 2025 จะถูกฝรั่งเศสเบียดร่วงลง 1 อันดับ ด้วยยอดการผลิตของไทยหล่นมาอยู่ที่ 1,455,569 คันในปีล่าสุด จากยอดการผลิตรถทั่วโลกที่ 96.4 ล้านคัน
ส่วนจีนยึดอันดับ 1 ด้วยจำนวน 34.53 ล้านคัน ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกาที่ 10.24 ล้านคัน แต่อย่างไรก็ดี แม้จำนวนการผลิตรถในประเทศจะลดลง แต่ประเทศไทยยังถือว่ามีจำนวนการผลิตรถสูงสุดในอาเซียน
ปี 2025 ภูมิภาคอาเซียนมีจำนวนการผลิตรถรวม 3.65 ล้านคัน ไทยผลิต 1.46 ล้านคัน ตามด้วยอินโดนีเซียที่ 1.15 ล้านคัน และมาเลเซีย 7.5 แสนคัน
คาดการณ์ในปี 2026 ไทยอาจผลิตได้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 1.5 ล้านคัน แบ่งเป็นส่งออก 550,000 คัน และจำหน่ายในประเทศ 950,000 คัน
ตัวเลขที่สะท้อนถึงสัดส่วนการผลิตในขุมพลังแบบต่าง ๆ ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นถึงอนาคตของทางเลือกพลังงานยานยนต์ต่าง ๆ ในบ้านเรา ในปี 2025 ที่ผ่านมา ประเทศไทยผลิตรถ xEV คิดเป็นร้อยละ 55 ของการผลิตรถทั้งหมด แยกเป็นรถไฮบริด 39% รถยนต์ไฟฟ้า 13% และรถปลั๊กอิน ไฮบริด 3% ส่วนรถยนต์สันดาปผลิตเหลือร้อยละ 45
การเข้ามาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ศักยภาพการผลิตรถในประเทศไทยพุ่งขึ้นไปถึง 3 ล้านคันต่อปี แต่ในความเป็นจริงการผลิตรถเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกกลับลดลง สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
สาเหตุหลักที่ทำให้กำลังการผลิตของไทยเพิ่มขึ้น ส่งผลมาจากมาตรการ EV 3.0/3.5 ที่มีเงื่อนไขการผลิตรถในประเทศเพื่อชดเชยกับการได้รับเงินสนับสนุนของค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการรับการสนับสนุนจากภาครัฐ
ส่วนเหตุผลที่การผลิตรถในประเทศลดต่ำลง เพราะปริมาณรถยนต์นำเข้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กดดันให้ผู้ผลิตภายในประเทศจำเป็นต้องปรับลดกำลังการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
สงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการปิดช่องแคฮอร์มุส ส่งผลกว่าที่คาดคิด เนื่องจากตลาดตะวันออกกลางถือเป็นตลาดส่งออกอันดับ 3 ของยานยนต์จากประเทศไทย ในช่วงไตรมาสแรก ประเทศไทยส่งออกรถไปยังตะวันออกกลาง 49,961 คัน ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 30.4
ประเภทรถหลักที่ส่งออกจากไทยไปยังตะวันออกกลางคือ รถกระบะ 4 ประตู และรถ PPV ซึ่งในปัจจุบันการส่งออกของรถยนต์กลุ่มนี้ถือเป็นตัวพยุงหลักของกลุ่ม เนื่องจากการจำหน่ายของรถกลุ่มนี้ในประเทศไทยก็ยังถือว่ากำลังประสบปัญหาตกต่ำต่อเนื่อง
นางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ และนายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงนโยบายร่วมกันในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยมีข้อเสนอหลัก 3 ด้าน
สร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าและรถไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ พร้อมกระตุ้นให้เกิด Supply Chain ในไทยจริงจัง เพิ่มช่องว่างของภาษีสรรพสามิตระหว่างรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าและรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ เพื่อจูงใจให้มีการผลิตในประเทศ
เปลี่ยนจากการวัดความสำเร็จที่ "จำนวนรถ" ไปสู่การสร้าง "ความรู้และคน" ปรับกลไกภาษีสรรพสามิตโดยให้ผู้ผลิตสามารถนำ "มูลค่าชิ้นส่วนที่ซื้อจากซัพพลายเออร์ในไทย" มาหักออกจากฐานภาษีได้ (ยิ่งใช้ชิ้นส่วนไทยมาก ยิ่งเสียภาษีน้อยลง)
ห้สิทธิประโยชน์พิเศษแก่ผู้ผลิตที่ลงทุนทำวิจัย (R&D) ทดสอบมาตรฐาน และพัฒนาทักษะบุคลากร (Upskill/Reskill) ด้านซอฟต์แวร์และอิเล็กทรอนิกส์
ปรับลดเงื่อนไขการผลิตขั้นต่ำและกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกินไป เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพของผู้ผลิตทุกระดับ (โดยเฉพาะผู้ผลิตรถเทคโนโลยีใหม่ที่ผลิตในปริมาณน้อย)
สร้างความชัดเจนของนโยบายส่งเสริมยานยนต์สมัยใหม่ เพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อรถยนต์ HEV/PHEV/BEV ของหน่วยงานรัฐ และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ซื้อรถยนต์พลังงานใหม่และรถกระบะที่ใช้ B20