
ค่ำคืนวันที่ 24 มิถุนายน 2026 กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายแห่งโศกนาฏกรรมของเวเนซุเอลา เมื่อพื้นดินใต้ชายฝั่งทะเลแคริบเบียนขยับตัวอย่างรุนแรงสองครั้งซ้อนในเวลาไม่ถึงนาที แรงสั่นสะเทือนนำร่องขนาด 7.2 ตามมาด้วยหมัดฮุกซ้ำขนาด 7.5 โดยมีจุดศูนย์กลางห่างจากกรุงการากัสไปเพียง 160 กิโลเมตร สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) บันทึกไว้ว่า นี่คือแผ่นดินไหวครั้งประวัติศาสตร์ที่รุนแรงที่สุดของประเทศนับตั้งแต่ปี 1900
อาคารสูงในเมืองหลวงพังครืนลงมาทั้งย่าน ธนาคารกลางล่มสลาย สนามบินนานาชาติถูกตัดขาด และรัฐทางเหนือถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติอย่างสิ้นเชิง ท่ามกลางเสียงไซเรนและยอดผู้เสียชีวิตที่ไต่ระดับขึ้นเรื่อย ๆ ร่างของผู้รอดชีวิตยังคงติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังที่ทีมกู้ภัยต้องดิ้นรนขุดค้นอย่างยากลำบาก
ทว่าตัวเลขที่บอกเล่าโศกนาฏกรรมได้จริง คือประเทศที่เพิ่งถูกแผ่นดินไหวถล่มนี้ คือประเทศเดียวกันที่นั่งทับน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก แต่แทบไม่เหลือเงิน ไม่เหลือรัฐที่ทำงานได้เต็มกำลัง และไม่เหลือระบบสาธารณสุขพอจะรองรับผู้บาดเจ็บนับพัน
Spotlight ชวนย้อนดูรากปัญหาของเวเนซุเอลา เหตุใดแผ่นที่ดินไหวที่ถล่ม 2 ครั้งซ้อน ถึงกลายเป็นหายนะระดับชาติ อาจทำลายเศรษฐกิจทั้งประเทศได้ในพริบตา
ใต้ผืนดินเวเนซุเอลาคือน้ำมันดิบสำรองราว 303,000 ล้านบาร์เรล มากที่สุดในโลก คิดเป็นราว 17% ของน้ำมันสำรองทั้งหมดบนโลก และมากกว่าสหรัฐฯ ถึงห้าเท่า ข้อมูลจาก Al Jazeera ประเมินว่า หากนำน้ำมันทั้งหมดมาขายที่ราคา 45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มูลค่าจะแตะ 13.6 ล้านล้านดอลลาร์ ในทศวรรษ 1970 เวเนซุเอลาคือชาติที่ร่ำรวยที่สุดในละตินอเมริกา และนักเศรษฐศาสตร์บางคนชี้ว่าช่วงปี 1920–1980 ที่นี่เคยเป็นเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก
แล้วเหตุใดประเทศที่นั่งทับขุมทรัพย์ระดับนี้ถึงล้มละลาย? คำตอบซ่อนอยู่ในคำว่า ‘บนกระดาษ’ น้ำมันส่วนใหญ่ของเวเนซุเอลากระจุกอยู่ในแถบโอริโนโก (Orinoco Belt) เป็นน้ำมันดิบหนักพิเศษ (extra-heavy crude) ข้นเหนียวคล้ายยางมะตอย กำมะถันสูง สกัดยากและต้องผ่านโรงกลั่นเฉพาะทาง ราคาขายจึงถูกกดให้ต่ำกว่าน้ำมันเบาทั่วไป
ที่ร้ายกว่านั้นคือ กำลังการผลิตที่ทรุดฮวบ จากเคยพีกกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในปัจจุบัน ข้อมูลจาก FocusEconomics ระบุว่าสาเหตุมาจากการบริหารผิดพลาดของบริษัทน้ำมันแห่งชาติ PDVSA การลงทุนที่ขาดหาย การทุจริต และมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2017 ทรัพยากรที่ขุดไม่ขึ้น-ขายไม่คล่อง จึงไม่ต่างจากเงินในธนาคารที่ถอนไม่ได้
ความมั่งคั่งบนกระดาษกลายเป็นความยากจนจริงเร็วอย่างน่าตกใจ ระหว่างปี 2013–2025 GDP ของเวเนซุเอลาหดตัวราว 70–80% บทวิเคราะห์ใน Foreign Affairs เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘การหดตัวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในประเทศที่ไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม’ นักเศรษฐศาสตร์มักนำไปเทียบกับอิรัก เลบานอน หรือประเทศที่ระบบรัฐล่มสลายหลังสหภาพโซเวียตแตก ต่างกันตรงที่เวเนซุเอลาพังลงเองในยามสงบ ภายใต้รัฐบาลเดียว
หัวใจของหายนะคือเงินเฟ้อ เมื่อรายได้น้ำมันหด รัฐบาลเลือกพิมพ์เงินอุดการขาดดุล จุดชนวนภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ในปี 2018 ปีนั้นเงินโบลิวาร์แทบไร้ค่า กาแฟแก้วเดียวในกรุงการากัสเคยพุ่งจาก 2,300 โบลิวาร์เป็น 1 ล้านโบลิวาร์ ประชาชนต้องหอบธนบัตรเป็นฟ่อนไปแลกของกินเพียงไม่กี่อย่าง
รัฐบาลพยายามตัดศูนย์ออกจากสกุลเงินครั้งแล้วครั้งเล่า รวมแล้วลบไปถึง 14 หลัก แต่ไม่ช่วยอะไรเมื่อต้นตอคือการพิมพ์เงินไม่หยุด
แม้วันนี้เงินเฟ้อจะลดความบ้าคลั่งลง แต่ปี 2025 ยังสูงถึงระดับ 475% ซึ่งสูงที่สุดในโลก ค่าแรงขั้นต่ำของชาวเวเนซุเอลายังถูกตรึงไว้ที่ 130 โบลิวาร์ต่อเดือน หรือไม่ถึง 1 ดอลลาร์ต่อเดือนเมื่อคิดที่อัตราแลกเปลี่ยนทั่วไป ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งเกิน 160% ของ GDP และรัฐบาลผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์มาตั้งแต่ปี 2017
นี่คือฐานะการคลังของประเทศในวันที่แผ่นดินไหวมาถึง คลังที่ไม่มีกันชน หนี้ที่ไม่มีกรอบปรับโครงสร้างน่าเชื่อถือ และประชากรราว 90% ที่อยู่ใต้เส้นความยากจน
ตัวเลขที่สะเทือนใจที่อยู่ที่ชายแดน ข้อมูลจาก UNHCR ระบุว่ามีชาวเวเนซุเอลาเกือบ 7.9 ล้านคนอพยพออกนอกประเทศ คิดเป็นกว่าหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งชาติ ส่วนใหญ่กระจายอยู่ในละตินอเมริกาและแคริบเบียน โดยมีโคลอมเบียรับไว้มากที่สุด นี่คือวิกฤตผู้พลัดถิ่นครั้งใหญ่ที่สุดในซีกโลกอเมริกา และศูนย์วิจัย CSIS ชี้ว่าเป็นการพลัดถิ่นครั้งใหญ่ที่สุดในโลกในภาวะที่ไม่มีสงคราม มากกว่าผู้ลี้ภัยจากซีเรียหรือยูเครนเสียอีก
การอพยพระลอกมหึมานี้ไม่ได้แค่สะท้อนความสิ้นหวัง แต่ยังกัดกินศักยภาพของประเทศจากภายใน เพราะคนที่ไปจำนวนมากคือแพทย์ พยาบาล วิศวกร และแรงงานมีฝีมือ สำนักงาน OCHA ของสหประชาชาติประเมินว่า ประชากรที่ยังอยู่ในประเทศราว 7.9 ล้านคนต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเร่งด่วน เพราะระบบสาธารณสุขขั้นปฐมภูมิและระบบจัดหาอาหารพังเสียเป็นส่วนใหญ่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง สมองและมือที่ควรจะรับมือภัยพิบัติได้ ทยอยเดินออกจากประเทศไปนานก่อนที่พื้นดินจะไหว
แผ่นดินไหวขนาด 7.5 รุนแรงในทุกที่ แต่ความสูญเสียที่ตามมาไม่เคยขึ้นกับขนาดของแรงสั่นเพียงอย่างเดียว มันขึ้นกับว่าสังคมนั้นเตรียมตัวมาดีแค่ไหน Dave Petley นักธรณีวิทยาด้านดินถล่มชี้ว่า ความเปราะบางของอาคารและความสามารถในการกู้ภัยของเวเนซุเอลาคือผลพวงโดยตรงจากความเสื่อมถอยทางสังคมและการเมืองตลอดหลายทศวรรษ ประชากรจำนวนมากอาศัยในอาคารที่ไม่ได้มาตรฐาน ระบบการแพทย์มีขีดจำกัดในการรองรับผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และการกู้ภัยก็ขาดทรัพยากร ภาพอาคารสูงถล่มทั้งหลังในการากัสจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นบิลค่าเสียหายที่สะสมมานาน
จังหวะเวลายิ่งโหดร้าย เพราะแผ่นดินไหวมาถึงในวินาทีที่เวเนซุเอลากำลังพยายามลืมตาอ้าปาก หลังสหรัฐฯ ควบคุมตัวนิโกลัส มาดูโร ออกจากการากัสเมื่อต้นเดือนมกราคม 2026 และเดลซี โรดริเกซ ขึ้นรักษาการประธานาธิบดี รัฐบาลใหม่ได้รับอนุญาตให้กลับมาขายน้ำมันในตลาดโลก โดยนักวิเคราะห์คาดว่าเศรษฐกิจอาจโตระดับเลขสองหลักในปีนี้ ซึ่งจะเป็นการเติบโตที่แรงที่สุดในรอบกว่าสองทศวรรษ การประเมินของ USGS ที่ว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากแผ่นดินไหวอาจสูงถึงราว 20% ของ GDP จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขภัยพิบัติ แต่คือแรงกระแทกที่อาจดึงประเทศกลับหลังในจังหวะที่เพิ่งจะตั้งไข่
เวเนซุเอลาในวันนี้จึงเป็นบททดสอบซ้อนบททดสอบ คำถามเฉพาะหน้าคือยอดผู้เสียชีวิตจะหยุดที่ตรงไหน และความช่วยเหลือระหว่างประเทศ รวมถึงคำมั่นจากรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะส่งทรัพยากรเข้าช่วย
แต่คำถามที่ใหญ่กว่าคือ การฟื้นตัวเปราะบางที่เพิ่งเริ่มต้นจะรอดจากแรงสั่นนี้ จะกลายเป็นชนวนผลักให้ผู้คนอีกระลอกเดินออกนอกประเทศ ซ้ำเติมวิกฤตผู้อพยพที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่แล้ว
ทรัพยากรมหาศาลไม่เคยรับประกันความมั่งคั่ง และความมั่งคั่งบนกระดาษก็ช่วยอะไรไม่ได้เมื่อพื้นดินถล่มจริง ประเทศหนึ่งอาจนั่งทับน้ำมันมากที่สุดในโลก แต่เมื่อแผ่นดินสะเทือน กลับแทบไม่มีอะไรเหลือไว้รองรับประชาชนของตัวเอง
นั่นคือหายนะที่ลึกกว่ารอยเลื่อนใด ๆ และมันถูกขุดสะสมมานาน ก่อนเหตุการณ์วันที่ 24 มิถุนายน 2026 จะเกิด