
ข้อมูลจาก KResearch ระบุว่า ในปี 2569 ไทยและเวียดนามยังสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้เพิ่มขึ้น แต่ลักษณะของการลงทุนที่ไหลเข้ามีความแตกต่างกันชัดเจน โดยไทยโดดเด่นจากการลงทุนในกลุ่ม Data Center ขณะที่เวียดนามยังมีภาคอุตสาหกรรมเป็นฐานสำคัญของ FDI
ในไตรมาส 1 ปี 2569 มูลค่าการลงทุนจากต่างชาติที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนกับ BOI ของไทยอยู่ที่ 29,758 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 273% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากระดับ 7,988 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาส 1 ปี 2568
ขณะเดียวกัน เวียดนามมีมูลค่า FDI Registered Capital อยู่ที่ 15,201 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 38.5% จาก 10,979 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเติบโตของเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างของ FDI และผลต่อเศรษฐกิจจริงในระยะถัดไป
KResearch ชี้ว่า แม้ Data Center จะสร้างเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก แต่ผลทางตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจำกัดกว่าภาคการผลิต เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์จากต่างประเทศในสัดส่วนสูง อีกทั้งยังมีการจ้างงานทางตรงค่อนข้างจำกัด
การเติบโตของ FDI ไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 มีแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่ม Digital โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งมีมูลค่าการลงทุน 26,906 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 90% ของมูลค่าการลงทุนรวม 29,758 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การลงทุนในหมวดอื่นอยู่ที่ 2,851 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568 จะเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น โดยในช่วงดังกล่าว การลงทุนกลุ่ม Digital หรือ Data Center อยู่ที่ 2,619 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การลงทุนหมวดอื่นอยู่ที่ 5,369 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็น 7,988 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หมายความว่า การขยายตัวของ FDI ไทยในรอบนี้เกิดจากการกระโดดขึ้นของ Data Center เป็นหลัก
KResearch ระบุว่า 90% ของ FDI ไทยที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนกระจุกตัวอยู่ใน Data Center สะท้อนว่าไทยกำลังได้รับความสนใจในฐานะพื้นที่ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง การกระจุกตัวดังกล่าวทำให้โจทย์สำคัญคือการแปลงเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ให้เกิดผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้างมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุนในระยะสั้น
ฝั่งเวียดนามมีรูปแบบ FDI ที่แตกต่างจากไทย โดย 60% ของ FDI เวียดนามอยู่ในภาคอุตสาหกรรม หรือ Manufacturing ซึ่งยังคงเป็นฐานหลักของการลงทุนจากต่างชาติ
ในไตรมาส 1 ปี 2569 มูลค่า FDI Registered Capital ของเวียดนามอยู่ที่ 15,201 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นภาคอุตสาหกรรม 9,244 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหมวดอื่น 5,958 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568 เวียดนามมี FDI Registered Capital รวม 10,979 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 6,792 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหมวดอื่นอยู่ที่ 4,187 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การเพิ่มขึ้นเป็น 15,201 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีถัดมาจึงสะท้อนการขยายตัวทั้งในภาคอุตสาหกรรมและหมวดอื่น แต่ภาคอุตสาหกรรมยังคงเป็นแกนกลางของโครงสร้าง FDI
ภาพดังกล่าวทำให้เวียดนามยังถูกวางอยู่ในกรอบของประเทศที่ดึงดูดการลงทุนในภาคการผลิตได้ต่อเนื่อง ขณะที่ไทยในช่วงเดียวกันมีแรงเร่งจาก Data Center อย่างโดดเด่น ความแตกต่างนี้ทำให้การเปรียบเทียบ FDI ระหว่างสองประเทศไม่ได้วัดจากขนาดเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าเม็ดเงินเหล่านั้นไหลเข้าสู่กิจกรรมเศรษฐกิจประเภทใด
มุมมองของ KResearch ชี้ว่า Data Center แม้จะสร้างเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก แต่ผลทางตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับภาคการผลิต
เหตุผลสำคัญคือการลงทุนใน Data Center ต้องพึ่งพาการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์จากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้เม็ดเงินบางส่วนไม่ได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศมากเท่ากับการลงทุนที่มีห่วงโซ่อุปทานและการจ้างงานในประเทศสูงกว่า
อีกประเด็นหนึ่งคือการจ้างงานทางตรงของ Data Center มีแนวโน้มค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับการลงทุนในภาคการผลิต ซึ่งโดยทั่วไปมีการใช้แรงงานและกิจกรรมต่อเนื่องในห่วงโซ่การผลิตมากกว่า
ดังนั้น แม้ตัวเลข FDI ของไทยจะขยายตัวแรงมากจาก Data Center แต่โจทย์เชิงนโยบายและเศรษฐกิจคือการทำให้การลงทุนประเภทนี้สร้างผลต่อเนื่องไปยังภาคส่วนอื่นได้มากขึ้น
ความท้าทายสำคัญของไทยในระยะต่อไปจึงอยู่ที่การต่อยอดการลงทุนใน Data Center ให้สามารถยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ และเชื่อมโยงไปสู่การดึงดูดการลงทุนในภาคเศรษฐกิจอื่นเพิ่มขึ้น
หากทำได้ เม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าในวันนี้จะไม่เป็นเพียงตัวเลข FDI ที่เติบโตสูง แต่จะกลายเป็นฐานสำคัญของการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย