Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สหรัฐฯแบนหุ่นยนต์ต่างชาติ กันสอดแนม–ลดพึ่งจีน ศึก Physical AI แบ่งขั้ว
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

สหรัฐฯแบนหุ่นยนต์ต่างชาติ กันสอดแนม–ลดพึ่งจีน ศึก Physical AI แบ่งขั้ว

1 ส.ค. 69
15:48 น.
แชร์

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพหุ่นยนต์จีนวิ่ง เต้น ต่อยมวย หรือทำงานร่วมกับมนุษย์ ปรากฏให้เห็นบ่อยขึ้นทั้งในงานแสดงเทคโนโลยีและคลิปบนโลกออนไลน์ 

เบื้องหลังภาพเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขันสร้างหุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวได้คล้ายมนุษย์ แต่คือความพยายามนำปัญญาประดิษฐ์ออกจากหน้าจอ ให้สามารถมองเห็น เรียนรู้ เคลื่อนที่ และทำงานในโลกจริงได้

เทคโนโลยีดังกล่าวเรียกว่า “Physical AI” หรือ AI ที่มีร่างกาย หาก AI ในโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่ตอบคำถาม วิเคราะห์ข้อมูล หรือสร้างเนื้อหา เป้าหมายของ Physical AI คือทำให้เครื่องจักรสามารถหยิบจับสิ่งของ เดินตรวจพื้นที่ ทำงานในโรงงาน หรือเข้าไปช่วยเหลือผู้คนภายในบ้านได้ 

อย่างไรก็ตาม ยิ่งหุ่นยนต์มองเห็น เชื่อมต่อเครือข่าย และเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเองมากเท่าไร ความกังวลเรื่องข้อมูล ความปลอดภัย และสิทธิในการควบคุมเครื่องจักรเหล่านี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ล่าสุด สหรัฐฯ ยกระดับการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับจีนขึ้นอีกขั้น ด้วยการปิดกั้นหุ่นยนต์ต่างประเทศรุ่นใหม่บางประเภทไม่ให้เข้าสู่ตลาด โดยให้เหตุผลว่าอุปกรณ์เหล่านี้อาจสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคง โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุปทานของประเทศ 

แม้มาตรการดังกล่าวจะไม่ได้ระบุชื่อจีนโดยตรง แต่เมื่อผู้ผลิตจีนครองกำลังการผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ส่วนใหญ่ของโลก จีนจึงถูกมองว่าเป็นเป้าหมายหลักของข้อจำกัดครั้งนี้

สหรัฐฯ แบนหุ่นยนต์อะไร

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2026 คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ หรือ FCC เพิ่ม “อุปกรณ์หุ่นยนต์ขั้นสูงที่ผลิตในต่างประเทศ” เข้าไปใน Covered List ซึ่งเป็นบัญชีอุปกรณ์ที่ถูกมองว่าอาจสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ

อุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมหุ่นยนต์ที่สามารถเคลื่อนที่บนพื้น นำทาง หลบสิ่งกีดขวาง รับข้อมูลจากสภาพแวดล้อม และเชื่อมต่อกับเครือข่าย เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รูปร่างคล้ายมนุษย์ และหุ่นยนต์สี่ขาที่รู้จักกันในชื่อ “สุนัขหุ่นยนต์”

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ไม่ได้หมายความว่าหุ่นยนต์ต่างประเทศทุกเครื่องในสหรัฐฯ จะถูกยึดหรือเรียกเก็บคืนทันที แต่เน้นควบคุมอุปกรณ์รุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยได้รับอนุญาตจาก FCC ผลิตภัณฑ์รุ่นที่ผ่านการอนุมัติแล้วจึงยังสามารถจำหน่ายและใช้งานต่อไปได้ในขณะนี้ ส่วนผู้ผลิตอาจยื่นขออนุมัติแบบมีเงื่อนไข หากสามารถแสดงให้เห็นว่าอุปกรณ์ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงตามที่รัฐบาลสหรัฐฯ กังวล

ในทางกฎหมาย ข้อกำหนดดังกล่าวครอบคลุมอุปกรณ์ที่ผลิตในต่างประเทศโดยไม่ได้ห้ามเฉพาะสินค้าจากจีน อย่างไรก็ตาม Reuters รายงานว่า FCC มีแนวโน้มยกเว้นผู้ผลิตจากหลายประเทศ เช่นเดียวกับแนวทางที่เคยใช้กับโดรนและอุปกรณ์เครือข่ายก่อนหน้านี้ บริษัทจีนจึงเป็นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด

ทำไมหุ่นยนต์จึงกลายเป็นประเด็นความมั่นคง

หุ่นยนต์สมัยใหม่แตกต่างจากเครื่องจักรในโรงงานแบบเดิม เพราะไม่ได้ทำเพียงงานซ้ำ ๆ ตามคำสั่ง แต่ติดตั้งกล้อง ไมโครโฟน เซนเซอร์ ระบบประมวลผล และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพื่อรับรู้สภาพแวดล้อมและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์

เมื่อหุ่นยนต์ทำงานอยู่ในโรงงาน คลังสินค้า ห้องทดลอง หรือบ้านของผู้ใช้งาน มันอาจมองเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบตัว บันทึกแผนผังพื้นที่ เรียนรู้รูปแบบการทำงานของมนุษย์ และส่งข้อมูลไปยังระบบคลาวด์เพื่อประมวลผล คุณสมบัติที่ทำให้หุ่นยนต์มีประโยชน์มากขึ้นจึงอาจกลายเป็นช่องโหว่ด้านความปลอดภัยได้เช่นกัน

รัฐบาลสหรัฐฯ กังวลว่า หากระบบเหล่านี้มีช่องโหว่ ผู้ไม่หวังดีอาจใช้หุ่นยนต์เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล สอดแนมพื้นที่สำคัญ หรือเข้าควบคุมจากระยะไกล FCC ระบุว่า ข้อมูลจากหุ่นยนต์อาจถูกนำไปใช้ติดตามชาวอเมริกัน เพิ่มขีดความสามารถของหน่วยข่าวกรองต่างชาติ หรือสั่งการเครื่องจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

ความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นเมื่อหุ่นยนต์ถูกนำไปใช้ในโรงงานผลิตสินค้า ระบบขนส่ง โกดัง หรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เพราะหากเครื่องจักรถูกเข้าควบคุมหรือสั่งหยุดทำงานพร้อมกัน อาจกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

อีกประเด็นหนึ่งคือการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ หากธุรกิจอเมริกันใช้หุ่นยนต์จากผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายเป็นจำนวนมาก การระงับการส่งออก การขาดแคลนชิ้นส่วน หรือการยุติการสนับสนุนซอฟต์แวร์ อาจทำให้กิจการสำคัญหยุดชะงักได้

ทำไมเป้าหมายจึงพุ่งไปที่จีน

หากสหรัฐฯ ต้องการจำกัดหุ่นยนต์จากต่างประเทศ จีนย่อมเป็นประเทศที่หลีกเลี่ยงผลกระทบได้ยากที่สุด เพราะบริษัทจีนกำลังเป็นผู้นำตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลก ทั้งในด้านปริมาณการผลิตและความสามารถในการลดต้นทุน

Interact Analysis ประเมินว่า ในปี 2025 หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ผลิตทั่วโลกมากกว่า 90% มาจากบริษัทจีน ขณะที่ผู้ผลิตรายใหญ่ห้าอันดับแรกของโลกในปีเดียวกันล้วนเป็นบริษัทจีน โดย Unitree และ AgiBot ผลิตและส่งมอบหุ่นยนต์รวมกันมากกว่า 11,000 ตัว

ข้อมูลจาก Omdia ซึ่งรายงานโดย AP ระบุว่า จากหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ประมาณ 15,000 ตัวที่ส่งมอบทั่วโลกในปี 2025 บริษัทจีนอย่าง Unitree และ AgiBot ส่งมอบมากกว่า 5,000 ตัวต่อราย ขณะที่บริษัทอเมริกันอย่าง Tesla และ Figure AI ยังส่งมอบเพียงหลักร้อยหรือน้อยกว่านั้น

อย่างไรก็ตาม หุ่นยนต์ส่วนใหญ่ยังถูกใช้เพื่อการวิจัย การเก็บข้อมูล การฝึก AI การทดลองใช้งาน และความบันเทิง มีเพียงประมาณ 10% ของจำนวนที่ผลิตในปี 2025 เท่านั้นที่ถูกนำไปใช้ทำงานจริง ส่วนโครงการอีกจำนวนมากยังอยู่ในขั้นทดลองขนาดเล็ก

แม้การใช้งานเชิงพาณิชย์จะยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า จีนสามารถผลิตฮาร์ดแวร์และส่งมอบให้ผู้ใช้งานจริงได้ในระดับที่คู่แข่งส่วนใหญ่ยังทำไม่ได้

ความได้เปรียบของจีนมาจากฐานการผลิตที่เชื่อมโยงกันตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่มอเตอร์ แบตเตอรี่ เซนเซอร์ ชิป และระบบควบคุม ไปจนถึงชิ้นส่วนโลหะที่ต้องการความแม่นยำสูง โครงสร้างดังกล่าวช่วยให้บริษัททดลองผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงการออกแบบ และเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ตลาดภายในประเทศและการสนับสนุนจากภาครัฐเปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตทดสอบสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง

ผลที่ตามมาคือ บริษัทจีนไม่ได้แข่งขันเฉพาะด้านความสามารถของหุ่นยนต์ แต่ยังแข่งขันด้วยราคาและปริมาณการผลิต ซึ่งเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อผู้ผลิตในสหรัฐฯ

Unitree จากหุ่นยนต์ไวรัลสู่เป้าหมายของวอชิงตัน

หนึ่งในบริษัทที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ Unitree Robotics ผู้ผลิตหุ่นยนต์จากเมืองหางโจว ซึ่งเป็นที่รู้จักจากคลิปหุ่นยนต์สี่ขาและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่สามารถวิ่ง เต้น และแสดงท่าทางซับซ้อนได้

Unitree ครองส่วนแบ่งเกือบหนึ่งในห้าของตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลก และเป็นหนึ่งในบริษัทจีนที่ช่วยผลักดันราคาหุ่นยนต์ให้ลดลง จนมหาวิทยาลัย ห้องทดลอง และบริษัทขนาดเล็กเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้ง่ายขึ้น

ลูกค้ารายสำคัญของ Unitree ในสหรัฐฯ ไม่ได้มีเพียงบริษัทอุตสาหกรรม แต่ยังรวมถึงมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยที่นำฮาร์ดแวร์ของบริษัทไปใช้พัฒนาซอฟต์แวร์ ทดลองระบบควบคุม และฝึกโมเดล AI

NVIDIA ยังเปิดเผยแบบอ้างอิงสำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ใช้โครงสร้างหุ่นยนต์ของ Unitree ร่วมกับชิป Blackwell เป็นระบบประมวลผล พร้อมยืนยันว่าข้อมูลจากการใช้งานในสหรัฐฯ จะถูกเก็บไว้ภายในประเทศ

ความร่วมมือนี้สะท้อนความซับซ้อนของห่วงโซ่เทคโนโลยีในปัจจุบัน บริษัทอเมริกันอาจเป็นผู้ออกแบบชิปและโมเดล AI ขั้นสูง แต่ยังต้องอาศัยฮาร์ดแวร์จากจีนเป็นร่างกายให้ระบบเหล่านั้นออกไปทำงานในโลกจริง ดังนั้น การปิดกั้นหุ่นยนต์จีนจึงไม่ได้ตัดความสัมพันธ์เฉพาะระหว่างผู้ผลิตจีนกับลูกค้าอเมริกัน แต่อาจกระทบต่อความร่วมมือข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นแล้วในวงการวิจัยและพัฒนาด้วย

ปกป้องอุตสาหกรรม หรือเพิ่มต้นทุนนวัตกรรม

ในด้านหนึ่ง มาตรการของสหรัฐฯ อาจช่วยเปิดพื้นที่ให้บริษัทหุ่นยนต์อเมริกัน เช่น Tesla, Figure AI, Agility Robotics และผู้ผลิตรายอื่น มีเวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยไม่ต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาจากบริษัทจีนอย่างเต็มที่ในทันที

นักวิเคราะห์จาก Morningstar ระบุว่า ผู้ผลิตจีนกำลังเพิ่มกำลังการผลิตและลดต้นทุนได้เร็วกว่าคู่แข่งต่างประเทศ การจำกัดการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ จึงอาจช่วยปกป้องบริษัทอเมริกันจากแรงกดดันด้านราคาได้ระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดดังกล่าวอาจสร้างต้นทุนอีกด้าน เพราะหุ่นยนต์จากจีนถูกใช้เป็นเครื่องมือพื้นฐานของนักวิจัย มหาวิทยาลัย และสตาร์ทอัพที่ไม่มีเงินทุนมากพอจะพัฒนาหุ่นยนต์ทั้งตัวขึ้นเอง

สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ สิ่งที่ต้องการอาจไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ผลิตในประเทศ แต่เป็นฮาร์ดแวร์ราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อใช้ทดลองระบบการมองเห็น การควบคุมการเคลื่อนไหว และโมเดล AI

หากตัวเลือกต้นทุนต่ำหายไป การวิจัยอาจกระจุกตัวอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ที่สามารถลงทุนสร้างฮาร์ดแวร์ของตัวเองได้ ขณะที่มหาวิทยาลัย สตาร์ทอัพ และนักพัฒนารายเล็กต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น มาตรการนี้จึงอาจช่วยผู้ผลิตหุ่นยนต์ของสหรัฐฯ ในระยะสั้น แต่ยังไม่มีหลักประกันว่าจะทำให้ระบบนิเวศนวัตกรรมโดยรวมของประเทศเดินหน้าได้เร็วขึ้น

สหรัฐฯ ไม่ได้แบนเฉพาะหุ่นยนต์

FCC ประกาศข้อจำกัดเกี่ยวกับหุ่นยนต์พร้อมกับเพิ่มพาวเวอร์อินเวอร์เตอร์ (Power Inverter) ที่ผลิตในต่างประเทศเข้าไปใน Covered List ด้วย

พาวเวอร์อินเวอร์เตอร์คืออุปกรณ์ที่แปลงไฟฟ้ากระแสตรงจากแผงโซลาร์เซลล์หรือแบตเตอรี่ให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ เพื่อจ่ายเข้าสู่ระบบไฟฟ้า ใช้ภายในอาคาร หรือส่งต่อให้ศูนย์ข้อมูล

จีนเป็นผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีบริษัทอย่าง Sungrow และ Huawei เป็นผู้เล่นสำคัญ สหรัฐฯ กังวลว่าอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายเหล่านี้อาจถูกใช้เป็นช่องทางโจมตีระบบไฟฟ้า สั่งปิดการทำงานจากระยะไกล หรือรบกวนศูนย์ข้อมูลซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการพัฒนา AI

การควบคุมหุ่นยนต์และอินเวอร์เตอร์พร้อมกันจึงสะท้อนว่า สหรัฐฯ ไม่ได้มองการแข่งขันด้าน AI เฉพาะที่โมเดลภาษา ชิป หรือศูนย์ข้อมูลอีกต่อไป แต่กำลังมองตลอดทั้งระบบ ตั้งแต่แหล่งพลังงานที่ทำให้ AI ทำงาน ไปจนถึงเครื่องจักรที่นำ AI ออกไปปฏิบัติงานในโลกจริง

การแบนอาจหยุดหุ่นยนต์จีนในสหรัฐฯ แต่หยุดจีนไม่ได้

แม้ข้อจำกัดจะทำให้บริษัทจีนสูญเสียโอกาสในตลาดต่างประเทศที่สำคัญ แต่นักวิเคราะห์มองว่า มาตรการนี้ไม่น่าจะทำให้การพัฒนาหุ่นยนต์ของจีนชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

จีนยังมีตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ ฐานอุตสาหกรรมที่ครบวงจร และโอกาสส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น บริษัทจีนยังสามารถขายหุ่นยนต์ให้แก่โรงงาน มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ บริษัทบริการ และผู้ใช้งานในประเทศ พร้อมขยายตลาดไปยังเอเชีย ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา และภูมิภาคอื่น

Morningstar ประเมินว่า การถูกจำกัดจากตลาดสหรัฐฯ อาจลดโอกาสการเติบโตบางส่วนของผู้ผลิตจีน และช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคาให้แก่บริษัทอเมริกัน แต่จะไม่ทำให้การพัฒนาหุ่นยนต์ของจีนหยุดลง เพราะจีนยังมีทั้งฐานการผลิตและตลาดอื่นรองรับ

ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้จึงอาจไม่ใช่ชัยชนะอย่างเด็ดขาดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการแบ่งตลาดหุ่นยนต์โลกออกเป็นสองระบบ ฝั่งหนึ่งอาจใช้ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ มาตรฐานความปลอดภัย และระบบคลาวด์ของสหรัฐฯ กับประเทศพันธมิตร ขณะที่อีกฝั่งพึ่งพาเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานจากจีนมากขึ้น

บริษัทที่ต้องการจำหน่ายสินค้าในหลายภูมิภาคอาจต้องออกแบบหุ่นยนต์แยกกันหลายรุ่น ใช้ชิ้นส่วนคนละชุด หรือแยกระบบจัดเก็บข้อมูล เพื่อให้เป็นไปตามกฎของแต่ละประเทศ แนวโน้มดังกล่าวจะเพิ่มต้นทุนให้แก่ผู้ผลิต และลดความสามารถในการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีทั่วโลก

อ้างอิง : BBC, AP News

แชร์
สหรัฐฯแบนหุ่นยนต์ต่างชาติ กันสอดแนม–ลดพึ่งจีน ศึก Physical AI แบ่งขั้ว