Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ผ่า 3 แอปอาหารจีนในไทย Gokoo/Feixiang/E-gets ใครถือหุ้น? รายได้เท่าไร?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ผ่า 3 แอปอาหารจีนในไทย Gokoo/Feixiang/E-gets ใครถือหุ้น? รายได้เท่าไร?

24 มิ.ย. 69
17:30 น.
แชร์

ชื่อของ Gokoo, Feixiang และ E-Gets กำลังถูกจับตาในฐานะ 3 แพลตฟอร์มเดลิเวอรีสัญชาติจีนในไทย ที่ให้บริการสั่งอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และบริการอื่น ๆ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นนักท่องเที่ยวจีนและชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ผ่านระบบดิจิทัลที่ใช้ภาษาจีนเป็นช่องทางสำคัญในการให้บริการ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เร่งตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกของทั้ง 3 แพลตฟอร์ม ว่าการดำเนินธุรกิจเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่ โดยประเด็นที่อยู่ระหว่างตรวจสอบครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างผู้ถือหุ้น แหล่งที่มาของเงินลงทุน อำนาจบริหารจัดการ การลงนามผูกพันบริษัท ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้น

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่กรมฯ กำลังพิจารณา คือ บริษัทเหล่านี้มีลักษณะเข้าข่ายใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือ “นอมินี” หรือไม่ อย่างไรก็ตาม กรมฯ ย้ำว่า ระหว่างการตรวจสอบต้องถือว่าธุรกิจยังมิได้ดำเนินการใดที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย จนกว่าจะมีผลการตรวจสอบที่ชัดเจน

คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เบื้องหลังแพลตฟอร์มเหล่านี้คือใคร ใครถือหุ้นอยู่ในบริษัท แต่ละรายมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทยหรือนิติบุคคลต่างด้าว และผลประกอบการล่าสุดมีรายได้ กำไร หรือขาดทุนเท่าไร โดยข้อมูลเบื้องต้นพบว่า 2 รายมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย ขณะที่อีก 1 รายเป็นนิติบุคคลต่างด้าวตามกฎหมาย

SPOTLIGHT จะพาไปเปิดข้อมูลเบื้องต้นของ Gokoo, Feixiang และ E-Gets ไล่ตั้งแต่โครงสร้างผู้ถือหุ้น ทุนจดทะเบียน ลักษณะธุรกิจ ไปจนถึงรายได้และกำไรขาดทุนล่าสุดของทั้ง 3 บริษัท

เปิดข้อมูล 3 บริษัท พบ 2 รายเป็นนิติบุคคลไทย อีก 1 รายเป็นนิติบุคคลต่างด้าว

จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า ทั้ง 3 แพลตฟอร์มมีการจดทะเบียนนิติบุคคลในรูปแบบบริษัท โดย 2 รายมีผู้ถือหุ้นชาวไทยถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่ง และอีก 1 รายมีโครงสร้างการถือหุ้นที่ต่างชาติถือหุ้นเกิน 50%

  1. บริษัท โกคูออนไลน์ จำกัด 

บริษัท โกคูออนไลน์ จำกัด เป็นผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน 悟空外面 หรือ Wukong Waimai ภายใต้ชื่อ “Gokoo” จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2563 ด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท โดยมีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยถือหุ้นรวม 80% ทำให้บริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย

โครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทประกอบด้วย บริษัท โกคู โฮลดิ้ง จำกัด สัญชาติไทย ถือหุ้น 80% หรือ 240,000 หุ้น และ CHEN JIATONG สัญชาติจีน ถือหุ้น 20% หรือ 60,000 หุ้น

ด้านผลประกอบการ จากการสืบค้นข้อมูลบนเว็บไซต์ Creden Data พบว่า บริษัท โกคูออนไลน์ จำกัด มีผลขาดทุนต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มจดทะเบียน จนกระทั่งพลิกกลับมามีกำไรในปี 2567 โดยมีผลประกอบการระหว่างปี 2563-2567 ดังนี้

  • ปี 2567 บริษัทมีรายได้ 231.19 ล้านบาท และมีกำไร 31.48 ล้านบาท
  • ปี 2566 บริษัทมีรายได้ 132.66 ล้านบาท และขาดทุน 31.94 ล้านบาท
  • ปี 2565 บริษัทมีรายได้ 126.66 ล้านบาท และขาดทุน 42.29 ล้านบาท
  • ปี 2564 บริษัทมีรายได้ 16.11 ล้านบาท และขาดทุน 18.99 ล้านบาท
  • ปี 2563 บริษัทมีรายได้ 2,055.62 บาท และขาดทุน 19,404.38 บาท
  1. บริษัท เดอะ ฟลาย โฮลดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด 

บริษัท เดอะ ฟลาย โฮลดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน 飞象 หรือ Feixiang จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 ด้วยทุนจดทะเบียน 25 ล้านบาท โดยมีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยถือหุ้น 51% ทำให้บริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทยเช่นกัน

โครงสร้างผู้ถือหุ้นหลักของบริษัทประกอบด้วย ยุลิ เหอ สัญชาติไทย ถือหุ้น 51% หรือ 2,550,000 หุ้น กัง โจว สัญชาติจีน ถือหุ้น 38% หรือ 1,900,000 หุ้น และเฟย หลี่ สัญชาติจีน ถือหุ้น 11% หรือ 550,000 หุ้น

ด้านผลประกอบการในช่วงปี 2565-2567 พบว่า บริษัทมีผลขาดทุนต่อเนื่อง โดยในปี 2567 มีรายได้รวม 3.11 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 11.22 ล้านบาท ส่วนปี 2566 มีรายได้รวม 6.57 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 13.44 ล้านบาท ขณะที่ปี 2565 มีรายได้รวม 4.57 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 10.15 ล้านบาท

สำหรับนิติบุคคลไทยทั้ง 2 ราย กรมฯ ระบุว่า ประกอบธุรกิจให้บริการเป็นตลาดกลางซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยการตรวจสอบพบว่าผู้ถือหุ้นคนไทยมีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลอื่น มีชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัทอีก 4 บริษัท ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนกับคนต่างด้าว

  1. บริษัท อี-เก็ตส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด 

บริษัท อี-เก็ตส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน E-Gets จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 ด้วยทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท โดยมีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคลสัญชาติกัมพูชาถือหุ้น 90% ทำให้บริษัทมีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างด้าวตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

โครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทประกอบด้วย อีเก็ตส์ เทคโนโลยี คัมปะนี ลิมิเต็ด สัญชาติกัมพูชา ถือหุ้น 90% หรือ 180,000 หุ้น และเซียว หงเผย สัญชาติจีน ถือหุ้น 10% หรือ 20,000 หุ้น

บริษัทประกอบธุรกิจ e-commerce และ/หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับให้บริการสั่งซื้อ ขาย และจัดส่งสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวข้อง โดยผลการตรวจสอบพบว่า บริษัทได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในกิจการบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล และได้รับหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวแล้ว

ด้านผลประกอบการในช่วงปี 2566-2567 พบว่า บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังมีผลขาดทุนสุทธิ โดยในปี 2567 บริษัทมีรายได้รวม 6.14 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 30.76 ล้านบาท ขณะที่ปี 2566 มีรายได้รวม 18.32 บาท และขาดทุนสุทธิ 10,902.39 บาท

แยกตรวจ 2 กลุ่ม นิติบุคคลไทย–นิติบุคคลต่างชาติ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า การตรวจสอบจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามสถานะของนิติบุคคล ได้แก่ กลุ่มนิติบุคคลไทย และกลุ่มนิติบุคคลต่างชาติ เพื่อพิจารณาประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ตรงกับลักษณะของแต่ละบริษัท

ในกรณีนิติบุคคลไทย กรมฯ จะตรวจสอบว่ามีคนไทยให้ความร่วมมือกับชาวต่างชาติในการใช้ชื่อหรือถือหุ้นแทน เพื่อเลี่ยงการขออนุญาตประกอบธุรกิจหรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง จะมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 3 ปี ปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 10,000 ถึง 50,000 บาท

ส่วนกรณีนิติบุคคลต่างชาติ กรมฯ จะตรวจสอบการขออนุญาตประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หากพบว่าประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 10,000 ถึง 50,000 บาท

จับตาแพลตฟอร์มดิจิทัลภาษาจีน ชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์หลายช่องทาง

แพลตฟอร์มที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบมีลักษณะการให้บริการผ่านระบบดิจิทัล โดยมุ่งตอบสนองกลุ่มลูกค้าชาวจีนในประเทศไทย ทั้งบริการสั่งอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และบริการอื่นที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งมีการใช้ภาษาจีนเป็นหลักในการให้บริการ

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หลายรูปแบบ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่กรมฯ จะติดตามตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจเป็นไปตามกฎหมาย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า การตรวจสอบดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันมิให้เกิดการดำเนินธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย ระบบเศรษฐกิจของประเทศ และการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม

พาณิชย์ย้ำพร้อมสนับสนุนธุรกิจถูกกฎหมาย แต่จะดำเนินคดีหากพบฝ่าฝืน

นายพูนพงษ์ระบุว่า การตรวจสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ในการป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นนอมินีแทนชาวต่างชาติ รวมถึงการป้องกันการประกอบธุรกิจที่อาจฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

กรมฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ และการคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย โดยหากผลตรวจสอบพบว่าธุรกิจดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยสนับสนุนให้เกิดการจ้างงาน โดยเฉพาะกลุ่มไรเดอร์

แต่หากพบการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้คนไทยถือหุ้นแทน การประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการกระทำความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายผลการตรวจสอบต่อไป

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าย้ำว่า กรมฯ จะติดตามและตรวจสอบธุรกิจที่มีความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการส่งเสริมให้การลงทุนจากต่างประเทศในประเทศไทยเป็นไปอย่างโปร่งใส ถูกต้อง และเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยพร้อมอำนวยความสะดวกและให้ความเป็นธรรมแก่การประกอบธุรกิจที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น

แชร์
ผ่า 3 แอปอาหารจีนในไทย Gokoo/Feixiang/E-gets ใครถือหุ้น? รายได้เท่าไร?