
ในตลาดหุ้นไทยมีหุ้นอยู่หนึ่งตัวที่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อดัชนีได้ทุกครั้งที่ราคาขยับ นั่นคือ DELTA หรือ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หุ้นขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market cap) เป็นอันดับ 1 ของไทย และเคยมีน้ำหนักในดัชนี SET50 และ SET100 สูงจนตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้มาตรการจำกัดน้ำหนัก (capped weight) เพื่อไม่ให้หุ้นตัวเดียวส่งผลต่อดัชนีมากเกินไป
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา DELTA เป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากที่สุด ทั้งจากการเติบโตของผลประกอบการ ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น และการถูกเชื่อมโยงเข้ากับเมกะเทรนด์สำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) ศูนย์ข้อมูล (data center) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
อย่างไรก็ตาม แม้ชื่อของ DELTA จะถูกกล่าวถึงอยู่เสมอในฐานะหุ้นเทคโนโลยี แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าบริษัทแห่งนี้ทำธุรกิจอะไร และเหตุใดจึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว
SPOTLIGHT จึงขอชวนไปรู้จัก DELTA ให้มากขึ้นว่าบริษัทนี้ทำธุรกิจอะไรบ้าง มีบทบาทอย่างไรในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานของโลก มีความเชื่อมโยงกับการเติบโตของอุตสาหกรรม AI อย่างไร และจะได้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์ใด อย่างไรบ้าง ไปจนถึงมุมมองของนักวิเคราะห์ต่อทิศทางหุ้นในช่วงเวลานี้
บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นในปี 2531 ในฐานะบริษัทในเครือของ เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (Delta Electronics Inc.) จากไต้หวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอุปกรณ์เพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของโลก ก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2538 และเติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงที่สุดของตลาดหุ้นไทย
ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตสำคัญของกลุ่มเดลต้าที่ใช้รองรับลูกค้าทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี โทรคมนาคม และยานยนต์ ขณะเดียวกัน ยังทำหน้าที่เป็นสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอเชียเนีย และอินเดีย สะท้อนบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในเครือข่ายธุรกิจของกลุ่ม
ธุรกิจหลักของกลุ่มเดลต้า คือ การพัฒนาและผลิตโซลูชันด้านการจัดการพลังงานและความร้อน หรือที่เรียกว่า เพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำหน้าที่ควบคุม แปลง และจัดการการใช้พลังงานไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเดลต้าครอบคลุมตั้งแต่เพาเวอร์ซัพพลายสำหรับเซิร์ฟเวอร์และระบบเครือข่าย พัดลมและระบบระบายความร้อน อุปกรณ์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติในโรงงาน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและศูนย์ข้อมูล
ปัจจุบัน กลุ่มเดลต้ามีโรงงานผลิตในหลายประเทศ พร้อมเครือข่ายด้านการขายและบริการที่ครอบคลุมเอเชีย ยุโรป และอเมริกา โครงสร้างของกลุ่มเดลต้ามีลักษณะเป็นเครือข่ายบริษัทระดับโลก ซึ่งบริษัทย่อยแต่ละแห่งมีหน้าที่ต่างกัน ทั้งด้านการผลิต การจัดจำหน่าย และการให้บริการในแต่ละภูมิภาค ส่งผลให้ DELTA ประเทศไทยไม่ได้ดำเนินธุรกิจอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การดำเนินงานของกลุ่มเดลต้าทั่วโลก
เมื่อเข้าใจที่มาและความเชื่อมโยงกับกลุ่มเดลต้าระดับโลกแล้ว มาดูกันว่า บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ประเทศไทยทำธุรกิจอะไรบ้าง
DELTA เป็นผู้ผลิตโซลูชันด้านการจัดการพลังงานและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยธุรกิจหลักแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
1. กลุ่มผลิตภัณฑ์เพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ (Power Electronics)
ธุรกิจหลักของบริษัท ครอบคลุมเพาเวอร์ซัพพลายสำหรับศูนย์ข้อมูล เซิร์ฟเวอร์ ระบบเครือข่าย อุตสาหกรรม และอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงระบบจัดการความร้อนและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า
2. กลุ่มผลิตภัณฑ์อัตโนมัติ (Automation)
พัฒนาโซลูชันสำหรับโรงงานอัจฉริยะและอาคารอัจฉริยะ เช่น ระบบควบคุมอัตโนมัติ เซ็นเซอร์อุตสาหกรรม ระบบจัดการพลังงาน ระบบแสงสว่าง และระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะ
3. กลุ่มผลิตภัณฑ์โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)
ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและพลังงาน ครอบคลุมระบบเครือข่ายสื่อสาร ศูนย์ข้อมูล พลังงานหมุนเวียน และสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า
4. กลุ่มผลิตภัณฑ์ Mobility
พัฒนาอุปกรณ์สำคัญสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เช่น ระบบขับเคลื่อน (EV Powertrain) อินเวอร์เตอร์ มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบชาร์จภายในรถ
แม้บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA จะไม่ได้พัฒนา AI หรือผลิตชิปประมวลผลเหมือนบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก แต่กลับเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI ผ่านบทบาทในโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์ข้อมูล หรือ data center
การเติบโตของ AI ทำให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทั่วโลกเร่งลงทุนสร้าง data center รองรับการประมวลผลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เซิร์ฟเวอร์ AI รุ่นใหม่ใช้พลังงานสูงกว่าเซิร์ฟเวอร์ทั่วไปหลายเท่า ส่งผลให้ความต้องการระบบจ่ายไฟ ระบบสำรองไฟ และระบบระบายความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จุดแข็งของ DELTA อยู่ที่การผลิตอุปกรณ์ด้านพลังงานและการจัดการความร้อน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ data center ยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น power supply สำหรับเซิร์ฟเวอร์ ระบบแปลงพลังงาน UPS และระบบ cooling ทำให้บริษัทถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการเติบโตของ AI แม้จะไม่ได้อยู่ในธุรกิจ AI โดยตรงก็ตาม
นอกเหนือจาก AI แล้ว อีกเทรนด์สำคัญของโลก คือ ความต้องการใช้ไฟฟ้าของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากทั้งภาคอุตสาหกรรม ระบบดิจิทัล และเศรษฐกิจยุคใหม่ที่พึ่งพาไฟฟ้ามากขึ้น
เมื่อองค์กรต่าง ๆ ต้องการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เทคโนโลยีที่ช่วยลดการสูญเสียพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าจึงมีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ DELTA มีความเชี่ยวชาญมานาน
ความสามารถในการพัฒนาโซลูชันด้าน Power Electronics ทำให้ DELTA มีบทบาททั้งในภาคอุตสาหกรรม ระบบเครือข่าย และโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน จนได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
อีกหนึ่งเมกะเทรนด์ที่หนุนการเติบโตของ DELTA คือ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (energy transition) ซึ่งหลายประเทศกำลังเร่งลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมุ่งสู่เป้าหมาย net zero
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเพียงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งล้วนเป็นตลาดที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของ DELTA
ด้วยเหตุนี้ DELTA จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของภาคพลังงานโลกในระยะยาว
DELTA ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังและระบบชาร์จไฟสำหรับรถ EV รวมถึงโซลูชันด้าน Mobility ที่ใช้ในระบบขับเคลื่อนของรถยนต์ไฟฟ้า
ขณะเดียวกัน DELTA มีธุรกิจ Automation ที่รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะและอาคารอัจฉริยะ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก จากความต้องการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และใช้พลังงานอย่างคุ้มค่ามากขึ้น
แม้แต่ละธุรกิจจะมีวัฏจักรแตกต่างกัน แต่เมื่อรวมกันแล้วทำให้ DELTA มีโอกาสเติบโตจากหลายเมกะเทรนด์พร้อมกัน ทั้ง AI, Energy Transition, EV และ Smart Factory
ถึงแม้ว่า DELTA จะได้รับแรงหนุนจากเมกะเทรนด์สำคัญของโลกในระยะยาว แต่ในระยะสั้นราคาหุ้นยังต้องเผชิญทั้งปัจจัยด้านเทคนิค การปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบัน รวมถึงการเตรียมสภาพคล่องของกองทุนวายุภักษ์ 1 และข้อจำกัดด้านมูลค่าหุ้นที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าราคาสูงเกินไปเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน
ข้อมูลจากนักวิเคราะห์ 19 ราย สะท้อนว่าตลาดยังมีมุมมองค่อนข้างระมัดระวังต่อหุ้น DELTA โดยคำแนะนำส่วนใหญ่ให้อยู่ในกลุ่ม ‘ถือ’ (hold) แบ่งเป็นคำแนะนำ ‘ซื้อ’ 5 ราย ‘ถือ’ 8 ราย และ ‘ขาย’ 6 ราย แม้ในเชิงมุมมองจะยังมีน้ำหนักฝั่งบวกมากกว่า โดย 68.4% ของนักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวก (bullish) ขณะที่ 31.6% มีมุมมองเชิงลบ (bearish)
สาเหตุที่ความคิดเห็นยังแตกต่างกัน มาจากการที่ DELTA มีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยท้าทายในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่งได้รับประโยชน์จากเมกะเทรนด์ AI, data center และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งช่วยหนุนการเติบโตของธุรกิจ Power Electronics อย่างต่อเนื่อง แต่อีกด้านหนึ่ง ผลประกอบการระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดันจากการขาดแคลนวัตถุดิบบางประเภท ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และระดับราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 หลายสำนักคาดว่ากำไรสุทธิจะอยู่ราว 8,200-8,300 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังเติบโตอย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยแรงกดดันหลักมาจากข้อจำกัดด้านซัปพลายเชนที่ทำให้ไม่สามารถผลิตและส่งมอบสินค้าได้เต็มตามความต้องการ
ขณะที่มุมมองต่อแนวโน้มระยะถัดไปยังแตกต่างกันตามสมมติฐานที่แต่ละสำนักใช้ โดยฝ่ายที่มีมุมมองเชิงบวกให้น้ำหนักกับการเติบโตของความต้องการสินค้าสำหรับ AI และ data center รวมถึงโอกาสที่ปัญหาวัตถุดิบจะทยอยคลี่คลาย ส่วนฝ่ายที่ระมัดระวังมากกว่ามองว่าราคาหุ้นได้สะท้อนการเติบโตในอนาคตไปมากแล้ว และยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านต้นทุนและซัปพลายเชนอย่างใกล้ชิด
อ้างอิง : Delta Thailand [1], Delta Thailand [2], Delta, Investing.com, The Japan Times, settrade