
เพิ่งจบไปไม่นานกับ World Economic Forum Annual Meeting The New Champions 2026 หรือที่เรียกกันว่า Summer Davos งานจัดขึ้นที่เมืองต้าเหลียน ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 23-25 มิ.ย. 2569 ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสได้เข้าร่วมงานและนำบางคอนเทนต์ที่น่าสนใจนำมาฝากผู้อ่าน Spotlight ด้วย
นี่เป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องของ WEF ที่จัดงานนี้มาต่อเนื่องถึงครั้งที่ 17 โดยสลับเมืองเจ้าภาพการจัดงานระหว่างเทียนจินและต้าเหลียนไปทุกปี ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจของจีนที่พยายามผลักดันเมืองสำคัญให้เป็นที่รู้จักในเวทีโลกมากขึ้น อย่างต้าเหลียนเป็นเมืองท่า อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ห่างจากเกาหลีเหนือเพียงเอื้อมมือเท่านั้น เท่าที่ผู้เขียนสังเกตถือเป็นเมืองใหญ่ที่เจริญก้าวหน้าพอสมควรเลย
นอกจากการจัดประชุมที่มีนับร้อยหัวข้อแล้ว WEF ยังออกรายงานที่น่าสนใจหลายชิ้นด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือรายงาน ‘Top 10 Emerging Technologies 2026’ นำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ทั่วโลกจับตา โดยรายงานนี้จัดทำร่วมกับสำนักพิมพ์วิทยาศาสตร์แถวหน้าอย่าง Frontiers และ Dubai Future Foundation เนื้อหาสำคัญของรายงานคือเทคโนโลยีที่ทีมจัดทำเลือกเฟ้นมาและคาดว่าจะเปลี่ยนเศรษฐกิจและสังคมโลกได้ภายใน 3-5 ปีข้างหน้านี้ครอบคลุม 3 ด้านหลักได้แก่ พลังงาน การแพทย์ และโครงสร้างพื้นฐาน
เทคโนโลยีแรกคือ Everything-to-Grid หรือระบบพลังงานแบบสองทิศทางที่ทำให้อาคาร ยานยนต์ โรงงาน และดาต้าเซ็นเตอร์สามารถทำหน้าที่เป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตพลังงานในเวลาเดียวกัน เรามักได้ยินคำว่า Prosumer ก็มาจาก Producer(ผู้ผลิต)และConsumer(ผู้บริโภค)นั่นเอง เทคโนโลยีนี้ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้าและลดการสูญเสียพลังงานหมุนเวียน
เทคโนโลยีที่สองคือ Direct Lithium Extraction เป็นการสกัดลิเธียมจากน้ำเกลือโดยตรง ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงแทนที่จะใช้เวลาเป็นเดือนแบบที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันและยังใช้พื้นที่รวมถึงน้ำน้อยกว่าวิธีดั้งเดิมอย่างมาก ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญสำหรับห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่โลกซึ่งเป็นที่ต้องการจากการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด
เทคโนโลยีที่สามคือ Passive Radiative Cooling Materials วัสดุที่สามารถลดความร้อนของอาคารและอุปกรณ์โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า เหมาะสำหรับประเทศในเขตร้อนอย่างไทยในวันที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคุกคามการใช้ชีวิตของผู้คน รวมทั้งปรากฏการณ์เอลนิโญ่ที่จะทำให้อากาศร้อนขึ้นและแล้งจัด
เทคโนโลยีที่สี่คือ PFAS Destruction การทำลายสารเคมีนิรันดร์(Forever Chemicals) เป็นสารเคมีที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า PFAS (Per- and Polyfluoroalkyl Substances) ไม่สามารถย่อยสลายได้เอง ไม่ว่าจะผ่านแสงแดด ความร้อน แบคทีเรีย หรือน้ำ มันสะสมอยู่ในสิ่งแวดล้อมและในร่างกายสิ่งมีชีวิตได้อย่างไม่มีกำหนดสิ้นสุดเป็นมลพิษสะสมในน้ำและสิ่งแวดล้อมมาช้านาน นี่อาจเป็นความหวังในการจัดการให้โลกสะอาดขึ้น
เทคโนโลยีที่ห้า คือ Precision Fermentation หรือการหมักแม่นยำ ซึ่งใช้จุลินทรีย์ผลิตส่วนผสมอาหาร สารเคมีและยาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ทำให้การผลิตอาหารและยาใช้ทรัพยากรน้อยลงมาก สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เรารควรเบียดเบียนโลกให้น้อยลงและทำสิ่งที่สร้างมูลค่าได้มากขึ้น
เทคโนโลยีที่หกคือ Exosome Drug Delivery อนุภาคธรรมชาติที่ผลิตโดยเซลล์ ซึ่งสามารถพัฒนาให้นำส่งยาได้อย่างแม่นยำถึงเป้าหมายในร่างกายที่เคยเข้าไม่ถึงรวมถึงสมอง เป็นอีกก้าวที่น่าสนใจทางการแพทย์และเชื่อว่าจะช่วยชีวิตผู้คนได้จำนวนมากหากนำมาใช้งานได้ในวงกว้าง
เทคโนโลยีที่เจ็ด คือ Personalized mRNA Cancer Vaccines วัคซีนมะเร็งส่วนบุคคลที่ฝึกระบบภูมิคุ้มกันให้จดจำการกลายพันธุ์เฉพาะของเซลล์มะเร็งแต่ละคน ซึ่งอาจเปลี่ยนโฉมการรักษามะเร็งหลังการผ่าตัดหรือเคมีบำบัด ซึ่งทุกวันนี้วิทยาการทางการแพทย์วิ่งไล่ล่าหาคำตอบเรื่องการรักษาโรคมะเร็งที่ครอบคลุมมากขึ้น แม้เส้นทางนี้จะยังอีกยาวไกลแต่เชื่อว่าเราน่าจะได้เห็นอะไรใหม่ๆมาช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยได้แน่นอน
เทคโนโลยีที่แปดคือ Quantum Simulation for Drug Discovery คือการใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมจำลองปฏิกิริยาระดับโมเลกุลด้วยความแม่นยำที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปทำไม่ได้ ช่วยให้นักวิจัยค้นพบยาตัวใหม่ได้เร็วและถูกกว่าเดิม สอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำงานไปอย่างรวดเร็วในวันข้างหน้า
เทคโนโลยีที่เก้าคือ World Models คือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างความเข้าใจสภาพแวดล้อมทางกายภาพจากข้อมูลหลายรูปแบบพร้อมกัน ทำให้เครื่องจักรสามารถคาดการณ์ วางแผน และโต้ตอบกับโลกจริงได้ดีขึ้น ทำให้หุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่จะเรียนรู้งานใหม่ได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องฝึกซ้ำหลายพันครั้ง ยานยนต์ไร้คนขับที่รับมือสถานการณ์ที่ไม่เคยเจอได้ดีขึ้น การค้นพบยาโดยจำลองปฏิกิริยาโมเลกุลในสภาพแวดล้อมต่างๆ การวางแผนโลจิสติกส์และการผลิตที่ซับซ้อน และระบบที่ช่วยวางแผนนโยบายโดยจำลองผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมก่อนนำไปใช้จริง ลดเวลาในการทำงานไปได้มาก
และเทคโนโลยีที่สิบคือ Lattice-Based Cryptography ระบบเข้ารหัสที่ออกแบบมาให้ทนต่อการถอดรหัส ทั้งจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปและคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต เนื่องจากมีผู้ไม่ประสงค์ดีที่กำลังดักเก็บข้อมูลเข้ารหัสที่ส่งผ่านอินเทอร์เน็ตในวันนี้ไว้ก่อนและรอจนกว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์จะพร้อมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าแล้วค่อยถอดรหัสทีหลัง ข้อมูลที่ถูกขโมยอาจรวมถึงความลับทางทหาร บันทึกทางการแพทย์ และข้อมูลทางการเงินจึงสุ่มเสี่ยงมาก การเปลี่ยนมาใช้ Lattice-Based Cryptography จึงเป็นทางออกที่มีความสำคัญเร่งด่วนอย่างยิ่งสำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก
Summer Davos ช่วยเปิดโลกให้ผู้เขียนเห็นความน่าทึ่งของเทคโนโลยี รวมทั้งพลังที่มีอย่างมากมายของปัญญามนุษย์และปัญญาประดิษฐ์ หลายสิ่งหลายอย่างที่เราเคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หรือใช้เวลานานแสนนานกว่าจะทำได้ มันกำลังเกิดขึ้นแล้วต่อหน้าต่อตาเรา สำหรับประเทศไทย รายงานฉบับนี้มีนัยสำคัญโดยตรง ทั้งในแง่ของนโยบายปัญญาประดิษฐ์และควอนตัม การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์มูลค่าสูง ซึ่งล้วนอยู่ในวาระของรัฐบาลและภาคเอกชนไทยในขณะนี้ที่เราต้องรีบคว้าโอกาสให้ทันให้ได้

นักข่าวเศรษฐกิจและผู้ก่อตั้งเพจ BizKlass