Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
พิธีศพ‘คาเมเนอี’ยิ่งใหญ่ แต่เศรษฐกิจใกล้สิ้นลม สงครามทำคนจนพุ่ง 4 ล้าน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

พิธีศพ‘คาเมเนอี’ยิ่งใหญ่ แต่เศรษฐกิจใกล้สิ้นลม สงครามทำคนจนพุ่ง 4 ล้าน

3 ก.ค. 69
13:42 น.
แชร์

ภาพคลื่นมหาชนสวมชุดดำนับ 20 ล้านคน หลั่งไหลเข้าสู่ใจกลางกรุงเตหะราน กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่โลกต้องจารึก เมื่อพิธีกรรมและขบวนแห่ศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และสมเกียรติเป็นเวลาหลายวัน หลังจากเขาและครอบครัวถูกสังหารช็อกโลก จากการโจมตีทางอากาศของพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ท่ามกลางเสียงร่ำไห้และธงชาติที่โบกสะบัด สิ่งที่สะดุดตาสายตาคนทั้งโลกคือ "ธงสีแดง" ผืนใหญ่จากสุเหร่าศักดิ์สิทธิ์อิหม่ามเรซา ที่ถูกอัญเชิญมาวางคลุมเหนือโลงศพอย่างสมเกียรติ ซึ่งในทางศาสนานี่คือสัญลักษณ์สูงสุดที่สื่อถึงความแค้นและการพลีชีพ เพื่อระลึกถึงวีรกรรมของ ท่านฮุสเซน (หลานชายของศาสดามูฮัมหมัด) ผู้ยอมสู้จนตัวตายในสมรภูมิ ณ เมืองการ์บาลา เพื่อต่อต้านการกดขี่ข่มเหง

แต่ภายใต้ฉากหน้าอันทรงพลังและพลังศรัทธาอันแรงกล้า ความจริงที่น่ากลัวกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ เพราะศัตรูตัวฉกาจที่สุดของอิหร่านในเวลานี้ อาจไม่ใช่ขีปนาวุธจากศัตรู ทว่าคือ "ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ" ที่กำลังกัดกินปากท้องของประชาชน และพร้อมจะพาประเทศดิ่งลงเหวหลังจากนี้

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ชี้ว่า สงครามระยะสั้นที่ผ่านมาได้ผลักให้ชาวอิหร่านอีกกว่า 4 ล้านคน ต้องตกอยู่ภายใต้เส้นความยากจนสากลทันที ส่งผลให้อัตราคนจนในประเทศพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 41% ของประชากรทั้งหมด SPOTLIGHT สำรวจเศรษฐกิจอิหร่าน นับตั้งแต่คาเมเนอีถูกสังหาร กำลังอยู่ท่ามกลางวิกฤตจริงหรือไม่?

บาดแผลจากสงคราม 3 เดือน

แม้ว่าเสียงปืนและระเบิดจะเริ่มสงบลงจากการประกาศหยุดยิงชั่วคราว และความเด็ดเดี่ยวในการต่อต้านมหาอำนาจของรัฐบาลเตหะรานจะยังไม่ลดราวาศอก แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า บาดแผลทางเศรษฐกิจที่อิหร่านได้รับตลอดระยะเวลา 3 เดือนของสงครามนั้นสาหัสสากรรจ์

ชนวนความย่อยยับนี้เริ่มขึ้นจากการเปิดฉากโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงเป็นเวลา 40 วันของสหรัฐฯ และอิสราเอลในช่วงเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน โดยการโจมตีในครั้งนั้นไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ค่ายทหารเพียงอย่างเดียว แต่จงใจตัดทำลาย "ท่อน้ำเลี้ยง" และโครงสร้างพื้นฐานหลักที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้า โครงข่ายพลังงาน โรงงานผลิตเหล็กกล้า โรงงานปิโตรเคมี ท่าเรือขนส่งสินค้า ตลอดจนเส้นทางคมนาคมหลัก ๆ และยังถูกซ้ำเติมด้วยการปิดล้อมทางทะเลโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ต่อเนื่องอีก 2 เดือนเต็ม ซึ่งเป็นการปิดประตูตายสำหรับการค้าขายกับโลกภายนอก

ความเสียหายที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น ๆ นี้ ถูกประเมินว่า พุ่งสูงถึง 2.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หากจะจินตนาการว่าตัวเลขนี้มากมายมหาศาลขนาดไหน ให้ลองเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั้งปี 2025 ของอิหร่านที่มีอยู่เพียง 3.71 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ซึ่งเหล่านักเศรษฐศาสตร์ต่างชี้เป็นเสียงเดียวกันว่า ขนาดความพินาศย่อยยับในครั้งนี้ แทบจะเทียบเท่ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่อิหร่านเคยสูญเสียไปตลอดช่วงสงครามยาวนานเกือบ 8 ปีกับอิรักภายใต้การนำของซัดดัม ฮุสเซน ในทศวรรษ 1980 เลยทีเดียว

วิกฤตปากท้อง และพลเมือง 4 ล้านคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ความย่อยยับครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขบนหน้ากระดาษ แต่กลายเป็น "วิกฤตแห่งชาติที่ลุกลามเป็นโดมิโน" ตามคำนิยามของ ฮาดี คาฮาลซาเดห์ อดีตนักเศรษฐศาสตร์ของรัฐบาลอิหร่าน เพราะแรงระเบิดได้ทำลายแหล่งพาณิชยกรรมและโรงงานอุตสาหกรรมไปกว่า 24,500 แห่ง รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะของพลเรือนอีก 125,000 แห่ง โดยเฉพาะ "ภาคส่วนเหล็กกล้า" ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมการผลิตของอิหร่านถึง 42% ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่เป็นรายได้หลักจากการส่งออกที่ไม่ใช่น้ำมัน และเป็นรากฐานตั้งแต่ภาคการเกษตร ยารักษาโรค ไปจนถึงชิ้นส่วนยานยนต์ ก็ถูกบดขยี้จนเดินเครื่องไม่ได้ ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างงานอย่างมโหฬาร คาดว่ามีประชาชนต้องตกงานทันทีราว 2.5 ถึง 4 ล้านคน หรือคิดเป็น 10 ถึง 15% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ

เมื่อภาคอุตสาหกรรมพังครืน วิกฤตจึงดิ่งตรงเข้าสู่ปากท้องของประชาชนทันที โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อของอิหร่านในปีนี้จะพุ่งทะยานไปแตะที่ 69% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 เป็นต้นมา

ภาวะขาดแคลนสินค้าจากสงครามและการปิดล้อมทางทะเล บีบให้ราคาของกินของใช้จำเป็น เช่น ข้าวสาลี ข้าวสาร ไข่ไก่ และน้ำมันพืช ขยับราคาสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่งถึง 125% ไปจนถึง 430% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในหมวดอาหารจะทะลุ 100% ภายในสิ้นปีนี้

เกมการทูตและลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่สวิตเซอร์แลนด์

แม้รัฐบาลเตหะรานจะสั่งระงับการทูตชั่วคราวเพื่อมุ่งจัดมหาพิธีศพ แต่เบื้องหลังฉาก ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเศรษฐกิจอิหร่านกำลังถูกยื้อไว้ด้วยเกมการเจรจาอันตึงเครียดที่สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งการพบกันโดยตรงครั้งแรกระหว่างวอชิงตันและเตหะรานนับตั้งแต่หยุดยิง สามารถบรรลุข้อตกลงโรดแมปขั้นต้น พร้อมจัดตั้งสายตรงในช่องแคบฮอร์มุซเพื่อรับประกันความปลอดภัยให้เรือพาณิชย์

ผลจากการเจรจา 18 ชั่วโมงผ่านตัวกลางกาตาร์และปากีสถาน ช่วยชุบชีวิตเศรษฐกิจที่พังทลายให้หายใจต่อได้อีกเฮือก ด้วยการยกเว้นคว่ำบาตร 60 วันให้ผ่อนปรนการส่งออกน้ำมันสกุลดอลลาร์ และปลดล็อกเงินโอนที่ถูกอายัดในต่างประเทศคืนมาราว 1.2 - 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้นักวิเคราะห์จะมองว่าเม็ดเงินนี้เป็นเพียง "หยดน้ำในมหาสมุทร" เมื่อเทียบกับความเสียหายรวม แต่มันก็เพียงพอที่จะช่วยประคองระบบการเงินไม่ให้ช็อกซ้ำสองในระยะสั้น

ทว่าจุดยืนของอิหร่านกลับไม่ได้เดินเข้าสู่โต๊ะเจรจาในฐานะผู้แพ้ แต่แสดงตนเป็น "ผู้รอดชีวิต" ที่ผ่านสงครามมาได้โดยไม่ยอมจำนน เตหะรานกำลังใช้โอกาสนี้ทดสอบว่าสหรัฐฯ จะยอมละทิ้งนโยบายกดดันแบบเดิมหรือไม่ โดยมีเดิมพันสูงสุดคือ "โครงการนิวเคลียร์" ที่อิหร่านเคยเสริมสมรรถนะยูเรเนียมสูงถึง 60% ก่อนเกิดสงคราม ซึ่งแม้สหรัฐฯ จะยื่นคำขาดให้ทำลายโรงงานหลักทั้งหมด แต่อิหร่านก็ยังคงปฏิเสธเงื่อนไขดังกล่าว และเลือกที่จะถือไพ่นี้ต่อท่ามกลางซากปรักหักพังของประเทศ

แชร์
พิธีศพ‘คาเมเนอี’ยิ่งใหญ่ แต่เศรษฐกิจใกล้สิ้นลม สงครามทำคนจนพุ่ง 4 ล้าน