Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
รายได้เวียดนามไล่กวดไทย ขึ้นระดับปานกลางระดับสูง GDP Q2 โตพุ่ง 8.39%
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

รายได้เวียดนามไล่กวดไทย ขึ้นระดับปานกลางระดับสูง GDP Q2 โตพุ่ง 8.39%

3 ก.ค. 69
14:03 น.
แชร์

เวียดนามกำลังขยับเข้าใกล้ไทยมากขึ้นในเชิงสถานะทางเศรษฐกิจ หลังธนาคารโลกจัดให้เวียดนามเป็น “เศรษฐกิจรายได้ปานกลางระดับสูง” อย่างเป็นทางการ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 

การเปลี่ยนแปลงนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของเส้นทางการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจตลอดสี่ทศวรรษ นับจากการปฏิรูปโด่ยเหมย ซึ่งช่วยผลักดันเวียดนามจากเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา ให้ก้าวขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่การผลิตและการค้าโลก

การยกระดับครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจเวียดนามยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดย GDP ไตรมาสเมษายน-มิถุนายนขยายตัว 8.39% เร่งขึ้นจาก 7.94% ในไตรมาสมกราคม-มีนาคม 

แรงส่งหลักมาจากภาคก่อสร้าง ภาคการผลิต การฟื้นตัวของคำสั่งซื้อส่งออก และผลบวกจากการลงทุนภาครัฐ ขณะที่เศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีเติบโต 8.18% อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังจำเป็นต้องเร่งเครื่องในช่วงครึ่งหลังของปี หากรัฐบาลต้องการบรรลุเป้าหมายการเติบโตทั้งปีที่อย่างน้อย 10%

สถานะใหม่ของเวียดนามจึงมีความหมายทั้งในเชิงสัญลักษณ์และเชิงวิเคราะห์สำหรับนักลงทุน เพราะสะท้อนรายได้ประชาชาติมวลรวมต่อหัวที่เพิ่มขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง และบทบาทที่ชัดเจนขึ้นของเวียดนามในฐานะฐานการผลิตและการส่งออกระดับโลก 

อย่างไรก็ตาม การจัดสถานะครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า มาตรฐานการครองชีพของประชาชนจะสูงขึ้นทันที หรือเวียดนามได้ก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว หากแต่เป็นสัญญาณของความก้าวหน้าที่มาพร้อมโจทย์ใหญ่ด้านการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจ และเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2588

รายได้เวียดนามขึ้นชั้น สู่กลุ่มปานกลางระดับสูง

ธนาคารโลกจัดสถานะเวียดนามขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงอย่างเป็นทางการ หลังรายได้ประชาชาติมวลรวมต่อหัว หรือ GNI per capita ตามวิธี Atlas เพิ่มขึ้นเป็น 4,970 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 จาก 4,490 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 สูงกว่าเกณฑ์ 4,636 ดอลลาร์สหรัฐที่กำหนดไว้สำหรับประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง

การปรับสถานะครั้งนี้ทำให้เวียดนามขยับจากกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับอีก 4 เศรษฐกิจที่ได้รับการยกระดับในรอบล่าสุด ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา จอร์แดน และไมโครนีเซีย ขณะที่ไม่มีประเทศใดถูกปรับลดสถานะในรอบเดียวกัน

ธนาคารโลกจะปรับปรุงการจัดกลุ่มรายได้ของประเทศต่าง ๆ ทุกวันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี โดยอ้างอิงจากรายได้ประชาชาติมวลรวมต่อหัวตามวิธี Atlas ของปีก่อนหน้า วิธีดังกล่าวช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้เปรียบเทียบระดับเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในระดับโลก

ปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ ถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มรายได้ ได้แก่ ประเทศรายได้ต่ำ ประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง และประเทศรายได้สูง โดยการจัดกลุ่มในแต่ละรอบจะมีผลจนถึงวันที่ 30 มิถุนายนของปีถัดไป

ธนาคารโลกระบุว่า การยกระดับสถานะของเวียดนามสะท้อนปัจจัยหลายด้านประกอบกัน ไม่ได้เกิดจากตัวชี้วัดใดตัวชี้วัดหนึ่งเพียงอย่างเดียว โดยเศรษฐกิจเวียดนามยังขยายตัวต่อเนื่องจากการเติบโตของ GDP ที่ 5.9% ในปี 2568 ขณะที่ความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนก็มีส่วนช่วยหนุนให้รายได้ประชาชาติมวลรวมต่อหัวเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้เวียดนามขยับขึ้นเหนือเกณฑ์ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง คือการปรับปรุงประมาณการจำนวนประชากร ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณรายได้ประชาชาติมวลรวมต่อหัวตามวิธี Atlas

ด้านผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงแข็งแกร่ง โดยการส่งออกของเวียดนามขยายตัวมากกว่า 15% ในช่วงปี 2567-2568 ตอกย้ำบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกระดับโลก พร้อมมีส่วนช่วยหนุนรายได้ประชาชาติให้เพิ่มขึ้น

ธนาคารโลกยังระบุว่า รายได้ประชาชาติต่อหัวของเวียดนามขยายตัวเฉลี่ย 10% ต่อปี ระหว่างปี 2564-2568 นับเป็นหนึ่งในช่วงการเติบโตต่อเนื่องที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค

จากฐานผลิตต้นทุนต่ำ สู่เป้าหมายประเทศรายได้สูงปี 2588

สถานะใหม่ของเวียดนามมีแนวโน้มช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะเป็นอีกสัญญาณที่ตอกย้ำเส้นทางการเติบโตระยะยาวของประเทศ หลังเวียดนามขยายภาคการผลิตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องหลายปี ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น และเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างลึกซึ้งมากขึ้น

สำหรับภาคธุรกิจและนักลงทุน การขยับขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของเวียดนามในฐานะจุดหมายการลงทุนที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตต้นทุนต่ำ แต่เป็นเศรษฐกิจที่มีรายได้ประชากรเพิ่มขึ้น การบริโภคภายในประเทศขยายตัว และฐานอุตสาหกรรมที่พัฒนาขึ้นตามลำดับ

ขณะเดียวกัน การจัดกลุ่มรายได้ของธนาคารโลกยังถูกใช้โดยรัฐบาล สถาบันพัฒนาพหุภาคี นักวิจัย และองค์กรระหว่างประเทศ ในฐานะเกณฑ์มาตรฐานสำหรับประเมินระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ สถานะดังกล่าวจึงอาจมีผลต่อคุณสมบัติในการเข้าถึงเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนบางประเภท และโครงการความช่วยเหลือด้านการพัฒนา แม้ไม่ได้เป็นตัวกำหนดการตัดสินใจด้านสินเชื่อหรือนโยบายการลงทุนโดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ยังมาพร้อมโจทย์ใหม่ของเวียดนาม โดยเฉพาะการยกระดับผลิตภาพ นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และทุนมนุษย์ ในช่วงที่ค่าแรงมีแนวโน้มทยอยปรับสูงขึ้น เวียดนามจึงจำเป็นต้องขยับขึ้นไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับฐานการผลิตอื่นที่ยังมีต้นทุนต่ำกว่า

ก่อนหน้านี้ ธนาคารโลกเคยประเมินว่าเศรษฐกิจเวียดนามยังมีความยืดหยุ่น แม้ต้องเผชิญสภาพแวดล้อมโลกที่ไม่แน่นอนมากขึ้น โดยมีแรงหนุนจากการส่งออก การลงทุน และวาระการปฏิรูปที่ยังเดินหน้าอยู่ พร้อมเน้นว่า การเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ การพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนกับผู้ประกอบการท้องถิ่น และการเร่งปฏิรูปเชิงสถาบัน จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาการเติบโตในระยะยาว

ในระยะข้างหน้า การขยับขึ้นสู่สถานะประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงของเวียดนามจึงเป็นทั้งหมุดหมายสำคัญในเส้นทางการพัฒนาของประเทศ และเป็นบททดสอบใหม่ของเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตต้นทุนต่ำ ไปสู่ภาคอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น การผลิตขั้นสูง และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

สำหรับนักลงทุน สถานะใหม่ของเวียดนามสะท้อนว่า ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงต่อไปของการพัฒนา ซึ่งไม่อาจพึ่งพาแรงงานต้นทุนต่ำเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องอาศัยผลิตภาพ นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และสถาบันที่ทันสมัยมากขึ้น เพื่อรักษาแรงส่งจากการเติบโตที่นำโดยการส่งออก การเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก และการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2588

GDP ไตรมาส 2 โตพุ่ง 8.39% ผลิต-ก่อสร้างหนุนแรง

การยกระดับสถานะของเวียดนามยังเกิดขึ้นในจังหวะที่เศรษฐกิจยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ในวันนี้ (3 กรกฎาคม) สำนักงานสถิติของเวียดนาม ระบุว่า GDP ไตรมาสเมษายน-มิถุนายน ของเวียดนามเติบโตขึ้นถึง 8.39% เร่งขึ้นจาก 7.94% ในไตรมาสเดือนมกราคม-มีนาคม สำนักงานสถิติของเวียดนามระบุว่า แรงหนุนสำคัญมาจากการเติบโตแข็งแกร่งของภาคก่อสร้างและภาคการผลิต

ในไตรมาสดังกล่าว ภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้างของเวียดนามขยายตัวถึง 10.51% โดยได้แรงสนับสนุนจากกิจกรรมการผลิตที่คึกคักขึ้น ควบคู่กับแรงผลักดันทั่วประเทศในการเดินหน้าโครงการอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อวางรากฐานการเติบโตระยะยาว

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามระบุว่า “ภาคอุตสาหกรรมยังคงเติบโตในทิศทางบวก จากแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้น การฟื้นตัวของคำสั่งซื้อส่งออก และผลกระทบเชิงบวกที่แผ่ขยายจากการลงทุนภาครัฐ”

ตัวเลขการเติบโตในไตรมาส 2 ดังกล่าวทำให้ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวรวม 8.18% สะท้อนโมเมนตัมการเติบโตที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังหมายความว่า รัฐบาลเวียดนามจำเป็นต้องเร่งให้เศรษฐกิจขยายตัวเร็วขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี หากต้องการบรรลุเป้าหมายการเติบโตทั้งปีที่อย่างน้อย 10%

สำนักงานสถิติระบุว่า “ในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของปี 2569 สถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมของเวียดนามจะยังคงเผชิญความยากลำบากและความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเศรษฐกิจเวียดนามมีระดับการเปิดประเทศสูง จึงได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมืองที่คาดการณ์ได้ยาก รวมถึงโรคระบาดและภัยธรรมชาติ”

ด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกของเวียดนามในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 22.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แตะ 1.436 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 39.1% แตะ 1.566 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกัน

ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี เวียดนามขาดดุลการค้า 1.665 หมื่นล้านดอลลาร์ มากกว่าสองเท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของเวียดนามในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน คิดเป็นมูลค่า 8.65 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนจีนเป็นแหล่งนำเข้ารายใหญ่ที่สุด มูลค่า 1.152 แสนล้านดอลลาร์

แม้การเติบโตของเวียดนามยังต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาล แต่เศรษฐกิจเวียดนามยังขยายตัวเร็วกว่าเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และปีนี้เวียดนามคาดว่าจะก้าวแซงไทยขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของอาเซียน รองจากอินโดนีเซียและสิงคโปร์

เงินเฟ้อใกล้เพดาน ท่ามกลางแรงกดดันจากพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์

แม้เศรษฐกิจเวียดนามยังขยายตัวในระดับสูง แต่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงเป็นโจทย์สำคัญ โดยในเดือนมิถุนายน ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 4.69% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ตัวเลขดังกล่าวชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอัตราเงินเฟ้อแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 ที่ 5.6% หลังต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งขึ้นจากผลกระทบต่อเนื่องของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และสภาพอากาศร้อนทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น

ในช่วงครึ่งแรกของปี อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 4.38% ขยับเข้าใกล้กรอบเพดานทั้งปีที่ผู้นำเวียดนามกำหนดไว้ที่ 4.5% สะท้อนว่าแม้เศรษฐกิจขยายตัวเร็ว แต่การบริหารเสถียรภาพด้านราคายังเป็นภารกิจสำคัญของผู้กำหนดนโยบาย

ฟาม แทง ฮา รองผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนาม กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า “ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดทางการค้า และโดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังกดดันตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดการเงินระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ”

เขายังกล่าวว่า “ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และท่าทีที่ระมัดระวังมากขึ้นของธนาคารกลางต่าง ๆ ต่อความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจกลับมาเร่งตัว จะสร้างแรงกดดันต่อการบริหารนโยบายการเงินของเศรษฐกิจเกิดใหม่ เศรษฐกิจกำลังพัฒนา และเศรษฐกิจที่เปิดกว้างสูงอย่างเวียดนาม”

แรงกดดันดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับเวียดนาม เนื่องจากเศรษฐกิจมีระดับการเปิดประเทศสูง และมีความเชื่อมโยงกับการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างลึกซึ้ง ทำให้ความผันผวนจากภายนอกสามารถส่งผ่านเข้ามากระทบเศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของปี 2569 ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่เพียงการเร่งให้เศรษฐกิจเติบโตเร็วพอจะบรรลุเป้าหมาย 10% เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรับมือกับแรงกดดันจากราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน ตลาดการเงินระหว่างประเทศ ความตึงเครียดทางการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ โรคระบาด และภัยธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่สำนักงานสถิติเวียดนามระบุว่ายังอาจกระทบเศรษฐกิจและสังคมในระยะข้างหน้า



อ้างอิง: Nikkei Asia, Vietnam Briefing

แชร์
รายได้เวียดนามไล่กวดไทย ขึ้นระดับปานกลางระดับสูง GDP Q2 โตพุ่ง 8.39%