Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
EVATเปิดโรดแมปอีวี3ปี ปั้นฐานผลิต-ชิ้นส่วน-ชาร์จ ปูทางไทยสู่ฮับภูมิภาค
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

EVATเปิดโรดแมปอีวี3ปี ปั้นฐานผลิต-ชิ้นส่วน-ชาร์จ ปูทางไทยสู่ฮับภูมิภาค

3 ก.ค. 69
16:04 น.
แชร์

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย หรือ EVAT เปิดวิสัยทัศน์คณะทำงานวาระปี 2569-2571 เดินหน้าสานต่อภารกิจขับเคลื่อนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าและ xEV ของไทย ให้สอดรับกับนโยบายภาครัฐด้านการลดมลพิษจากภาคขนส่งและภาคยานยนต์ พร้อมวางกรอบการทำงานใหม่ภายใต้แนวคิด “EVAT 2569-2571: Driving Forward a Sustainable and Competitive EV Ecosystem” เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างเป็นระบบ แข่งขันได้ และยั่งยืน

ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ณ งานแสดงนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ประจำปี 2569 นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย นำทีมอุปนายกสมาคมฯ เลขาธิการ และกรรมการสมาคมฯ เปิดกรอบการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ วาระปี 2569-2571 ซึ่งมุ่งสานต่อภารกิจเดิม ขณะเดียวกันก็ยกระดับบทบาทของ EVAT ให้ครอบคลุมทั้งการผลิตยานยนต์ ชิ้นส่วน อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เทคโนโลยีแบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ มาตรฐาน ความปลอดภัย บุคลากร และการสร้างความเข้าใจแก่ผู้บริโภค

EVAT ระบุว่า สมาคมฯ ในฐานะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและ xEV ของประเทศ ให้เชื่อมโยงกับเป้าหมายของรัฐในการลดมลพิษ ควบคู่กับการสร้างประโยชน์ต่อภาพรวมอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และสังคมไทย 

ตลอดวาระปี 2567-2569 ที่ผ่านมา สมาคมฯ ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา และผู้บริโภค ทั้งด้านข้อมูลเชิงนโยบาย การสะท้อนประเด็นจากภาคอุตสาหกรรม การสนับสนุนผู้ประกอบการ และการรณรงค์ให้การเติบโตของ EV และ xEV สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของประเทศ

EVAT วางเป้าอุตสาหกรรม EV ไทย เติบโตมีมาตรฐาน สู่ศูนย์กลางอาเซียน

นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า วาระปี 2569-2571 จะเป็นการสานต่อจากรากฐานที่สมาคมดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน EV Ecosystem อย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของอุตสาหกรรม

ภารกิจหลักของ EVAT ในวาระใหม่นี้ครอบคลุมหลายมิติ ได้แก่

  • การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า
  • การผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง
  • เทคโนโลยีแบตเตอรี่
  • โครงสร้างพื้นฐานและสถานีชาร์จ
  • มาตรฐานความปลอดภัย
  • การพัฒนาบุคลากร
  • การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนและผู้บริโภค

การขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวจะดำเนินผ่านบทบาทของอุปนายกสมาคมฯ ทั้ง 6 ฝ่าย ซึ่งแต่ละฝ่ายมีบทบาทต่างกัน แต่เชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือการผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและ xEV ของไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย แข่งขันได้ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในระยะยาว พร้อมวางรากฐานให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน

ในมิติด้านวิชาการ ผศ.ดร.อุเทน สุปัตติ อุปนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยฝ่ายวิชาการ ระบุว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระยะต่อไปจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ มาตรฐาน และบุคลากรที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการกำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมโลก

ฝ่ายวิชาการของ EVAT จะมุ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และข้อมูลเชิงวิชาการ โดยมีบทบาทสำคัญใน 4 ด้าน ได้แก่

  • สนับสนุนการพัฒนามาตรฐาน
  • พัฒนากำลังคน
  • เชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม
  • จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

EVAT มองว่า การสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยต้องขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ มาตรฐาน และบุคลากรคุณภาพ เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต

ฐานผลิต EV ไทยเข้าสู่เฟสใหม่ ต้องยกระดับคุณภาพและสร้าง Demand Ecosystem

นายสยามณัฐ พนัสสรณ์ อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการผลิตยานยนต์ ระบุว่า การปรับโครงสร้างของ EVAT ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรม EV ของไทยกำลังก้าวเข้าสู่อีกเฟสสำคัญ โดยการเป็นฐานการผลิต EV ที่แข็งแกร่งไม่ได้วัดจากจำนวนโรงงานหรือกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสากล

ในวาระใหม่ สมาคมฯ จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ผลิต เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบ หรือศูนย์ทดสอบในประเทศอย่างเต็มรูปแบบ เป้าหมายคือทำให้รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในไทยได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยในเวทีสากล

นอกจากการยกระดับฐานผลิต EVAT ยังวางกรอบการทำงานเชิงรุกใน 3 มิติหลัก ได้แก่

  • สวมบท “ทูตอุตสาหกรรม” เชื่อมโยง Demand Side สมาคมฯ จะต่อยอดจากความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ 10 สมาคมพันธมิตรฝั่งผู้ผลิต หรือ Supply Side ที่เคยทำงานร่วมกันและออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยในวาระนี้ EVAT จะเดินหน้าทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงไปยังฝั่งอุปสงค์และตลาด หรือ Demand Side
  • ผนึกกำลังภาครัฐผลักดันรถยนต์ราชการ EV EVAT เตรียมทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสำนักงบประมาณ BOI และบอร์ดอีวี เพื่อสนับสนุนและผลักดันนโยบายการเปลี่ยนผ่านรถยนต์ของหน่วยงานราชการให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม
  • ขยายการสนับสนุน EV ให้ครอบคลุมทุกมิติ EVAT มองว่าไทยไม่ควรจำกัดการส่งเสริม EV ไว้เพียงรถยนต์นั่งส่วนบุคคล แต่ต้องครอบคลุมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นยานพาหนะหลักของคนไทยและมีศักยภาพสูงในการผลิต โดยสมาคมฯ จะร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบกและหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อผลักดันมาตรฐานตัวรถ ระบบแบตเตอรี่ และความปลอดภัยให้ครอบคลุมการใช้งานจริงของทุกภาคส่วน

นายสยามณัฐสรุปว่า Demand Ecosystem ที่สมบูรณ์ต้องประกอบด้วยหลายองค์ประกอบเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ฐานการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล ศูนย์ทดสอบที่พร้อมใช้งาน ภาครัฐที่เป็นผู้นำในการใช้รถ EV ตลาดรถมือสองที่มีมาตรฐานตรวจสภาพน่าเชื่อถือ ประกันภัยที่สามารถประเมินความเสี่ยงได้ และไฟแนนซ์ที่ปล่อยสินเชื่อได้อย่างมั่นใจ

องค์ประกอบเหล่านี้จะสะท้อนกลับมาเป็นความเชื่อมั่นต่อภาคการผลิต และเป็นเป้าหมายสูงสุดของฝ่ายสนับสนุนการผลิตยานยนต์ ในการทำให้อุตสาหกรรม EV ไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ผู้ผลิตชิ้นส่วนกว่า 2,000 ราย ต้องต่อยอดสู่ห่วงโซ่อุปทาน EV โลก

นายสุทีป รัตนภาส อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านของห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับศักยภาพของผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ให้สามารถแข่งขันและเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระดับโลก

ในช่วงวาระปี 2569-2571 ฝ่ายส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องจะขับเคลื่อนการพัฒนาใน 4 ด้านหลัก ได้แก่

  • ยกระดับขีดความสามารถของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย เพื่อให้ปรับตัวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน EV ได้มากขึ้น
  • ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศ หรือ Local Content
  • เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี
  • สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เข้มแข็งและยั่งยืน

นายสุทีประบุเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์กว่า 2,000 ราย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมาอย่างยาวนาน การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV จึงควรถูกมองเป็นโอกาสในการต่อยอดศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

ภายใต้บทบาทนี้ EVAT พร้อมทำหน้าที่เป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เป้าหมายของ EVAT คือการผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตทั้งในฐานะตลาดและฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียนอย่างยั่งยืน

โครงสร้างพื้นฐาน EV ไม่ใช่แค่สถานีชาร์จ แต่คือรากฐานการแข่งขันทั้งระบบ

นายอัษฎายุทธ รุธิรโก อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กล่าวว่า การเติบโตของ EV ในประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าหรือจำนวนสถานีชาร์จเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่มีมาตรฐานและสามารถรองรับการใช้งานจริงในระยะยาว

EVAT ให้ความสำคัญกับ 4 แนวทางหลักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่

  • ยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยโดยเฉพาะการติดตั้งเครื่องชาร์จในบ้าน อาคาร และพื้นที่สาธารณะ รวมถึงการจัดทำมาตรฐานกลางเครื่องชาร์จสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เพื่อให้การเติบโตของตลาดเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีทิศทางเดียวกัน
  • พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าและการเข้าถึงสถานีชาร์จ EVAT สนับสนุนให้เกิดกระบวนการ fast-track สำหรับการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของสถานีชาร์จสาธารณะ เพื่อรองรับการขยายตัวของโครงข่ายชาร์จในระยะยาว
  • พัฒนาระบบดิจิทัลและข้อมูลกลาง สมาคมฯ สนับสนุนแนวคิด National EV Roaming Hub เพื่อให้ผู้ใช้ EV เข้าถึงบริการชาร์จได้สะดวกขึ้น ลดความซับซ้อนจากการใช้งานหลายแอปพลิเคชัน และทำให้ผู้ให้บริการสถานีชาร์จสามารถเชื่อมต่อกันภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
  • สร้างความชัดเจนด้านราคาและกฎระเบียบ โดยเฉพาะอัตราค่าไฟสำหรับสถานีชาร์จสาธารณะ ซึ่งควรมีความชัดเจนและมีเสถียรภาพมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนขยายโครงข่ายชาร์จในระยะยาวได้

นอกจากนี้ EVAT ยังให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้าน Battery Passport และมาตรฐานข้อมูลแบตเตอรี่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งออก การจัดการแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

EVAT มองว่า โครงสร้างพื้นฐาน EV ไม่ใช่เพียงเรื่องของสถานีชาร์จ แต่เป็นรากฐานสำคัญของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบ ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ใช้รถ ผู้ประกอบการสถานีชาร์จ ผู้ให้บริการไฟฟ้า ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐ

ข้อมูล การสื่อสาร และกลไกหลังบ้าน หนุน EVAT สู่ศูนย์กลางองค์ความรู้ EV อาเซียน

นางสาวธมลวรรณ ชลประทิน อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการใช้และประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า ภารกิจของฝ่ายส่งเสริมการใช้และประชาสัมพันธ์ไม่ได้เป็นเพียงการสื่อสารข่าวสารของสมาคม แต่คือการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อให้การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย ใช้งานได้จริง และสร้างประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว

ที่ผ่านมา EVAT พัฒนาเครื่องมือและกิจกรรมสำคัญเพื่อสนับสนุนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทย ได้แก่

  • EVAT Directory ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย
  • Eco Exploration ซึ่ง EVAT ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนผ่านการเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้า โดยในปีที่ผ่านมา มีรถยนต์ไฟฟ้าเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200 คัน สะท้อนความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและความเชื่อมั่นของผู้ใช้ EV ในประเทศไทย

ในวาระใหม่ EVAT เตรียมเปิดตัวโครงการ ASEAN EV Registration Intelligence เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และเผยแพร่ข้อมูลการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ของประเทศสมาชิกอาเซียน

ฐานข้อมูลนี้จะสะท้อนภาพรวมตลาด EV ในภูมิภาคในหลายมิติ ได้แก่

  • ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า
  • ส่วนแบ่งตลาด
  • แบรนด์และรุ่นที่ได้รับความนิยม
  • แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรม

EVAT ระบุว่า ฐานข้อมูลดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน ผู้ประกอบการ นักวิจัย และสื่อมวลชน โดยสมาคมฯ ตั้งเป้ายกระดับบทบาทจากการเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ไปสู่การเป็นศูนย์กลางข้อมูลและองค์ความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน

ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ฝ่ายส่งเสริมการใช้และประชาสัมพันธ์จะขับเคลื่อนงานภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

  • สร้างองค์ความรู้ ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจง่าย และทันสมัย
  • ส่งเสริมการใช้งาน EV อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และคุ้มค่า เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้
  • พัฒนา EVAT ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลและการสื่อสารที่น่าเชื่อถือ ทั้งในระดับประเทศและระดับอาเซียน
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน ประชาชน และพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ

นางสาวธมลวรรณระบุว่า การสื่อสารที่ดีไม่ใช่เพียงการเผยแพร่ข้อมูล แต่คือการสร้างความเข้าใจ การสร้างความเชื่อมั่น และการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ โดยฝ่ายส่งเสริมการใช้และประชาสัมพันธ์พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อทำให้ EVAT เป็นองค์กรที่ประชาชนเชื่อมั่น ภาคอุตสาหกรรมไว้วางใจ และนานาชาติยอมรับในฐานะศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค

อีกด้านหนึ่ง รศ.ดร.สุตาภัทร แคว้นเขาเม็ง เลขาธิการสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า EVAT ก่อตั้งมากว่า 10 ปี และตลอดระยะที่ผ่านมา สมาคมฯ มีสมาชิกเพิ่มขึ้นจำนวนมากทุกประเภท ทั้งสมาชิกประเภทนิติบุคคล สมาชิกสามัญทั่วไป นักศึกษา และสมาชิกสมทบ รวมทั้งมีความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่สมาคมฯ มุ่งสู่ความเป็นสากลภายใต้นโยบายสำคัญของนายกสมาคมมาแล้ว 3 ท่าน และปัจจุบันนายสุโรจน์ แสงสนิท ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมในสมัยที่สอง ซึ่งถือเป็นโอกาสให้การทำงานเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

ฝ่ายเลขาธิการจะมุ่งเน้นการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกมิติ โดยมีบทบาทสำคัญ ได้แก่

  • การประสานงาน หรือ Co-Ordinator
  • การเชื่อมโยง หรือ Integrator การทำงานของทุกฝ่าย และหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความร่วมมือ
  • การสนับสนุนยุทธศาสตร์ของสมาคมฯ ทั้ง EVAT Strategic Pillars, KPI, Roadmap, งบประมาณ และแผนปฏิบัติการรายปี
  • การผลักดันให้การดำเนินงานของสมาคมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และเกิดผลในทางปฏิบัติ
  • การส่งเสริมให้สมาชิกและองค์กรพันธมิตรของสมาคมมีส่วนร่วม และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับฝ่ายเลขาธิการ บทบาทสำคัญคือการเป็นกลไกสนับสนุนหลังบ้านในการประสานงาน เชื่อมโยงการทำงานของทุกฝ่าย และสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของสมาคมฯ ให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และเกิดผลในทางปฏิบัติ

ท้ายที่สุด EVAT ย้ำว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและ xEV ไม่ใช่ภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทั้งระบบอุตสาหกรรม ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ และประชาชน เพื่อให้การลดมลพิษจากภาคขนส่งและภาคยานยนต์เกิดขึ้นควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน


แชร์
EVATเปิดโรดแมปอีวี3ปี ปั้นฐานผลิต-ชิ้นส่วน-ชาร์จ ปูทางไทยสู่ฮับภูมิภาค