ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเผชิญกับการหักเลี้ยวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ คำถามที่ว่า "ในอนาคตเราจะไม่มีรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE (Internal Combustion Engine) ให้ใช้อีกต่อไปแล้วจริงหรือ?" กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่สร้างความกังวลให้กับทั้งผู้ใช้รถ ช่างยนต์ และผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานเดิมอย่างมาก
หากมองจากประกาศของบริษัทยักษ์ใหญ่และกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และจีน ที่พยายามขีดเส้นตายห้ามจำหน่ายรถยนต์น้ำมันรายใหม่ภายในปี 2035 เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ก็ดูเหมือนว่าพื้นที่ของเครื่องยนต์สันดาปกำลังถูกบีบให้แคบลงเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงทางกายภาพและเศรษฐศาสตร์ระดับโลก รถยนต์ ICE จะไม่ได้หายไปไหนและไม่สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้อย่างแน่นอน เพียงแต่บทบาทหลักบนท้องถนนจะถูกส่งไม้ต่อให้รถยนต์พลังงานทดแทนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำรายใหม่
ทำไมรถยนต์ ICE ถึงยังคงอยู่? เปิดเหตุผลสำคัญที่เครื่องยนต์สันดาปยังไม่ตาย
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ได้เกิดขึ้นได้ด้วยการดีดนิ้ว แต่มีปัจจัยหลายประการที่ทำให้เครื่องยนต์สันดาปยังคงเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญของโลกใบนี้ต่อไปอีกนาน
- ความเหลื่อมล้ำของโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก แม้ในเมืองใหญ่หรือประเทศพัฒนาแล้วจะมีสถานีชาร์จไฟฟ้าหนาแน่น แต่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา พื้นที่ห่างไกล หรือแถบชนบท โครงสร้างพื้นฐานด้านกระแสไฟฟ้ายังไม่พร้อม 100% การเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าที่เสถียรยังเป็นเรื่องยาก ดังนั้น รถยนต์น้ำมันจึงยังคงเป็นยานพาหนะหลักที่พึ่งพาได้มากที่สุดในพื้นที่เหล่านั้น
- ลักษณะงานเฉพาะทางที่ไฟฟ้ายังตอบโจทย์ได้ไม่ดีพอ ในภาคการขนส่งหนัก รถกระบะบรรทุกเต็มพิกัด รถออฟโรดที่ต้องลุยป่าฝ่าดง หรือรถที่ต้องใช้งานในสภาพอากาศสุดขั้ว (หนาวจัดหรือร้อนจัด) ระบบไฟฟ้าล้วน (BEV) ยังมีข้อจำกัดด้านระยะทางต่อน้ำหนักแบตเตอรี่ และประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ที่จะลดลงในสภาวะต่างๆ เครื่องยนต์สันดาปที่มีแรงบิดสูงและเติมพลังงานได้รวดเร็วจึงยังไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้อย่างสมบูรณ์
- ทางรอดในร่างใหม่: เทคโนโลยีไฮบริด (Hybrid) คำว่า "เครื่องยนต์สันดาปยังอยู่" ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นรถน้ำมันเพียวๆ แบบเดิม แต่เครื่องยนต์ ICE กำลังปรับตัวทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าในรูปแบบ Hybrid, Plug-in Hybrid (PHEV) หรือระบบ Range Extender ซึ่งช่วยลดการปล่อยไอเสียลงมหาศาล ผ่านมาตรฐานกฎหมายที่เข้มงวดได้ โดยที่ผู้ใช้รถไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง
- การชุบชีวิตด้วยเชื้อเพลิงสะอาดแห่งอนาคต (E-Fuels & Hydrogen) ค่ายรถยนต์กลุ่มที่หลงใหลในกลไกยังคงวิจัยเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น น้ำมันสังเคราะห์ (E-Fuels) ที่ดักจับคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศมาผลิตเป็นน้ำมัน หรือการนำ พลังงานไฮโดรเจน มาจุดระเบิดในห้องเผาไหม้โดยตรง เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้เครื่องยนต์สันดาปสามารถปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ได้ โดยยังคงรักษาเสียงคำรามและฟีลลิ่งการขับขี่ที่เป็นจิตวิญญาณของรถยนต์เอาไว้ได้
บทบาทที่เปลี่ยนไป พลังงานทดแทนนำทาง สันดาปภายในอยู่เคียงข้าง
เมื่อภาพรวมเป็นเช่นนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ไม่ใช่การ "แทนที่แบบเบ็ดเสร็จ" แต่คือการ "แบ่งเค้กและทำหน้าที่ตามความเหมาะสม"
- รถยนต์พลังงานทดแทน (EV/BEV/FCEV) จะก้าวเข้ามามีบทบาทหลักในฐานะ "รถกระแสหลัก" (Mainstream) สำหรับการใช้งานในเมือง การเดินทางในชีวิตประจำวัน และการขนส่งระยะสั้นถึงปานกลาง เนื่องจากความคุ้มค่าด้านค่าพลังงาน ประสิทธิภาพการขับเคลื่อนที่เงียบและนิ่มนวล รวมถึงไม่มีมลพิษออกจากท่อไอเสียโดยตรง
- รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE/Hybrid) จะเปลี่ยนสถานะไปรองรับตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) เช่น การเดินทางระยะไกลข้ามจังหวัด ข้ามประเทศ รถเพื่อการพาณิชย์และขนส่งหนัก รวมถึงกลุ่มคนรักรถ (Car Enthusiasts) ที่มองว่าเสียงเครื่องยนต์และระบบเกียร์คือศิลปะ ทำให้รถเครื่องยนต์สันดาปกลายเป็นของสะสมที่มีมูลค่าในอนาคต
ส่องสเปกประเทศไทยการเปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป
สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำและศูนย์กลางการผลิตรถยนต์สันดาปและชิ้นส่วนยานยนต์ที่สำคัญของอาเซียน (Detroit of Asia) การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป แม้ภาครัฐจะมีนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างก้าวกระโดด แต่ปริมาณรถยนต์น้ำมันเดิมที่มีอยู่บนท้องถนนหลายสิบล้านคันยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษกว่าจะหมดอายุขัย
นอกจากนี้ ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของไทยยังมีความแข็งแกร่งในการผลิตเครื่องยนต์ การปรับตัวไปสู่การผลิตระบบไฮบริดที่ซับซ้อนขึ้น หรือการรองรับเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) จึงเป็นสะพานเชื่อมโยงที่สำคัญ ก่อนที่โลกจะก้าวไปสู่ยุคไฟฟ้าเต็มตัว
ยุคสมัยของเครื่องยนต์สันดาปไม่ได้ดับลงในวันเดียว และไม่ได้กำลังจะสูญพันธุ์ไปจากโลกใบนี้ รถยนต์ ICE ยังคงอยู่และขับเคลื่อนโลกใบนี้ต่อไปเคียงคู่กับนวัตกรรมใหม่ เพียงแต่สปอตไลท์ดวงใหญ่จะส่องไปที่รถยนต์พลังงานทดแทนที่จะเข้ามามีบทบาทนำในการใช้ชีวิตยุคหน้า เป็นการส่งไม้ต่อทางเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน โดยที่ยังคงเหลือพื้นที่ให้เครื่องยนต์สันดาปได้ทำหน้าที่ของมันในจุดที่เหมาะสมที่สุดอย่างยาวนาน