Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
‘EV นำเข้า’ ครองตลาดรถไทย คาดปีนี้กวาดส่วนแบ่งถึง 55% กดดันฐานผลิตไทย
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

‘EV นำเข้า’ ครองตลาดรถไทย คาดปีนี้กวาดส่วนแบ่งถึง 55% กดดันฐานผลิตไทย

17 ส.ค. 69
11:49 น.
แชร์

ค่ายรถยนต์จีนกำลังขยายบทบาทในตลาดไทยอย่างรวดเร็ว โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ในปี 2569 รถยนต์จีนจะมีส่วนแบ่งตลาดรถยนต์จดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 32% จาก 23% ในปีก่อน แรงหนุนสำคัญมาจากการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่หรือ BEV ซึ่งกว่า 91% เป็นรถยนต์สัญชาติจีน

อย่างไรก็ตาม แม้ยอดขาย BEV ในไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่รถที่จำหน่ายในประเทศมีเพียง 45% ที่ผลิตในไทย ส่วนอีก 55% ยังคงเป็นรถนำเข้า โดยเฉพาะจากจีน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า BEV จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ตลาดรถยนต์ไทยกลับมาขยายตัวในปี 2569 โดยยอดขาย BEV มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 71% สู่ระดับประมาณ 210,000 คัน คิดเป็น 31% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด การเติบโตดังกล่าวจะช่วยผลักดันยอดขายรถยนต์ในประเทศจาก 621,166 คันในปี 2568 เป็นประมาณ 675,000 คันในปี 2569 หรือเพิ่มขึ้น 8.7% โดยมีรถยนต์นั่งและรถยนต์อเนกประสงค์เป็นแรงหนุนหลัก

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนภาพสองด้านของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย ด้านหนึ่ง การเติบโตของ BEV ช่วยกระตุ้นยอดขายโดยรวมและเปิดทางให้ค่ายรถยนต์จีนเพิ่มส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว แต่อีกด้านหนึ่ง BEV ที่จำหน่ายในไทยยังเป็นรถนำเข้ามากกว่าครึ่ง ขณะที่ส่วนแบ่งของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและค่ายรถยนต์ดั้งเดิมซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ในประเทศไทยกำลังลดลง

แนวโน้มดังกล่าวทำให้การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต การส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ และการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้จะมีผลโดยตรงต่อความสามารถของไทยในการรักษาฐานการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมรถยนต์ในระยะต่อไป

ปี 2569 คาด BEV ขายได้ 2.1 แสนคัน แต่เป็นรถนำเข้า 55%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ยอดขาย BEV ในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 210,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 71% จากปีก่อน และมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 20% ในปี 2568 เป็น 31% ในปี 2569 เท่ากับว่าเกือบหนึ่งในสามของรถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศตลอดทั้งปีจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาแหล่งที่มาของ BEV ที่จำหน่ายในไทย พบว่า รถยนต์ที่เข้าร่วมมาตรการ EV3.0 และ EV3.5 และผลิตภายในประเทศมีสัดส่วนเพียง 45% ของยอดขาย BEV ทั้งหมด ขณะที่อีก 55% ยังคงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

รถนำเข้าส่วนแรกคิดเป็น 30% ของยอดขาย BEV ทั้งหมด เป็นรถจากค่ายที่เข้าร่วมมาตรการ EV3.0 และ EV3.5 แล้ว แต่ยังต้องนำเข้ารถบางรุ่นเข้ามาแข่งขันและทำตลาดในประเทศไทย ส่วนรถนำเข้าอีก 25% เป็นรถจากค่ายที่ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการ EV3.0 และ EV3.5

สำหรับค่ายรถที่ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการดังกล่าว การนำเข้า BEV ซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำจากจีนสามารถอาศัยอัตราภาษีนำเข้า 0% ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีหรือ FTA ได้โดยตรง ส่วนค่ายรถที่เข้าร่วมมาตรการแล้ว แม้จะมีการผลิตรถยนต์บางรุ่นในประเทศไทย แต่ยังต้องนำเข้ารถอีกหลายรุ่นเพื่อให้มีผลิตภัณฑ์เพียงพอสำหรับแข่งขันในตลาด

สาเหตุสำคัญมาจากขนาดของตลาด BEV ในประเทศไทยซึ่งยังไม่ใหญ่พอที่จะทำให้การผลิตรถยนต์ทุกรุ่นเกิดความคุ้มทุน ผู้ผลิตจึงอาจสามารถเลือกผลิตในไทยได้เพียงบางรุ่นที่มียอดขายมากพอ ขณะที่รถรุ่นอื่นยังต้องนำเข้าจากจีนซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า

ต้นทุนการผลิตในประเทศไทยที่ยังสูงกว่าจีนเป็นข้อจำกัดเพิ่มเติมต่อการขยายสัดส่วนการผลิตในประเทศ โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ราคาขาย BEV หลายรุ่นในจีนต่ำกว่าราคาขายรถรุ่นเดียวกันหรือใกล้เคียงกันในประเทศไทยมากกว่า 20% ความแตกต่างด้านราคาดังกล่าวทำให้การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยต้องเผชิญการแข่งขันกับรถที่นำเข้าจากฐานการผลิตในจีนโดยตรง

ดังนั้น แม้ยอดขาย BEV ในประเทศไทยจะมีแนวโน้มเติบโตถึง 71% และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 210,000 คัน แต่การเติบโตของยอดขายยังไม่ได้หมายความว่าสัดส่วนการผลิตภายในประเทศจะเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน เพราะจากยอดขายทั้งหมด มีเพียง 45% ที่เป็นรถซึ่งเข้าร่วมมาตรการ EV3.0 และ EV3.5 และผลิตในไทย ขณะที่รถอีกกว่าครึ่งยังคงมาจากการนำเข้า

ส่วนประกอบของยอดขายดังกล่าวยังสะท้อนว่า มาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าสามารถนำไปสู่การผลิตในประเทศไทยได้ส่วนหนึ่ง แต่การผลิตยังจำกัดอยู่ในรถบางรุ่น ขณะเดียวกัน รถจากค่ายที่เข้าร่วมมาตรการก็ยังคงนำเข้าอีก 30% ส่วนรถจากค่ายที่ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการและนำเข้าโดยตรงมีสัดส่วนอีก 25%

ปี 2569 คาดยอดขายรถนั่งโต 17% ดันตลาดรวมแตะ 6.75 แสนคัน

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ BEV จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 675,000 คันในปี 2569 เติบโต 8.7% จากยอดขาย 621,166 คันในปี 2568 โดยกลุ่มที่มีบทบาทหลักคือรถยนต์นั่งและรถยนต์อเนกประสงค์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า รถยนต์นั่งและรถยนต์อเนกประสงค์จะมียอดขายประมาณ 475,000 คันในปี 2569 เพิ่มขึ้น 17% จากประมาณ 410,000 คันในปีก่อน และจะเป็นกลุ่มที่ช่วยผลักดันให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศโดยรวมกลับมาขยายตัว

เมื่อย้อนดูแนวโน้มตั้งแต่ปี 2563 ยอดขายรถยนต์นั่งและรถยนต์อเนกประสงค์อยู่ที่ประมาณ 300,000 คัน ก่อนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 310,000 คันในปี 2564 และ 350,000 คันในปี 2565 จากนั้นยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 410,000 คันในปี 2566

ตลาดรถยนต์นั่งและรถยนต์อเนกประสงค์หดตัวลงเหลือประมาณ 340,000 คันในปี 2567 ก่อนฟื้นกลับขึ้นมาอยู่ที่ 410,000 คันในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเป็น 475,000 คันในปี 2569 หรือสูงกว่าปีก่อน 17%

แรงขับเคลื่อนสำคัญของรถยนต์กลุ่มนี้มาจาก BEV ซึ่งคาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 71% ในปี 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากยอดส่งมอบรถยนต์ BEV ภายใต้มาตรการ EV3.0 ที่ล้นมาจากปีก่อน และมาเร่งส่งมอบในช่วงเดือนมกราคมของปีนี้

อีกปัจจัยหนึ่งคือสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน และเร่งให้ผู้บริโภคหันมามองหารถยนต์ BEV มากขึ้น ประกอบกับการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ยังคงเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ BEV กลายเป็นแรงหนุนสำคัญของตลาดรถยนต์นั่งและรถยนต์อเนกประสงค์

ในทางกลับกัน ทิศทางของตลาดรถยนต์นั่งแตกต่างอย่างชัดเจนจากรถเพื่อการพาณิชย์ โดยเฉพาะรถปิกอัพ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า จะมียอดขายประมาณ 200,000 คันในปี 2569 ลดลง 7% จากประมาณ 220,000 คันในปีก่อน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ยังหดตัวมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มหลักที่ยังอ่อนแอ โดยเฉพาะผู้ซื้อกลุ่มเกษตรกรและภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นฐานลูกค้าสำคัญของรถปิกอัพและรถเพื่อการพาณิชย์

เมื่อพิจารณาแนวโน้มย้อนหลัง ยอดขายรถเพื่อการพาณิชย์อยู่ที่ประมาณ 500,000 คันในปี 2563 ก่อนลดลงเหลือ 450,000 คันในปี 2564 และกลับขึ้นไปแตะ 500,000 คันในปี 2565 จากนั้นยอดขายลดลงอย่างรวดเร็วเหลือประมาณ 370,000 คันในปี 2566

ยอดขายรถเพื่อการพาณิชย์ลดลงต่อเนื่องเป็นประมาณ 230,000 คันในปี 2567 และ 220,000 คันในปี 2568 ก่อนถูกคาดว่าจะลดลงอีกเหลือ 200,000 คันในปี 2569 เท่ากับว่าหลังจากยอดขายแตะประมาณ 500,000 คันในปี 2565 ตลาดรถกลุ่มนี้จะลดลงเหลือเพียง 40% ของระดับดังกล่าวในปี 2569

เมื่อรวมยอดขายรถยนต์นั่งและรถยนต์อเนกประสงค์ประมาณ 475,000 คัน กับยอดขายรถเพื่อการพาณิชย์ประมาณ 200,000 คัน จะทำให้ตลาดรถยนต์ในประเทศปี 2569 มียอดขายรวมประมาณ 675,000 คันตามที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ไว้

ภาพรวมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การเติบโต 8.7% ของตลาดรถยนต์ในปี 2569 จะพึ่งพาการขยายตัวของรถยนต์นั่งและรถยนต์อเนกประสงค์เป็นหลัก โดยเฉพาะยอดขาย BEV ขณะที่ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ยังมีทิศทางหดตัวจากข้อจำกัดด้านกำลังซื้อของเกษตรกรและภาคธุรกิจ

หากพิจารณายอดขายรถยนต์รวม ตลาดไทยเคยมียอดขาย 775,780 คันในปี 2566 ก่อนลดลงเหลือ 572,675 คันในปี 2567 และฟื้นขึ้นเป็น 621,166 คันในปี 2568 สำหรับปี 2569 ยอดขายถูกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นประมาณ 675,000 คัน แม้จะยังต่ำกว่าระดับยอดขายในปี 2566 ก็ตาม

ค่ายจีนรุกตลาด ICE หดตัว กดดันฐานผลิตรถยนต์ไทย

นอกจากจำนวนรถยนต์ที่จำหน่ายได้จะเปลี่ยนแปลงแล้ว โครงสร้างตลาดตามประเภทพลังงานยังปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการลดลงของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในหรือ ICE และการเพิ่มขึ้นของ BEV กับรถยนต์ไฮบริดหรือ HEV

ในปี 2566 ซึ่งตลาดรถยนต์ไทยมียอดขายรวม 775,780 คัน รถยนต์ ICE ยังมีส่วนแบ่งสูงถึง 78% ขณะที่รถยนต์ HEV มีส่วนแบ่ง 11% รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดหรือ PHEV มีสัดส่วน 2% และ BEV มีส่วนแบ่ง 10%

เมื่อยอดขายรถยนต์รวมลดลงเหลือ 572,675 คันในปี 2567 ส่วนแบ่งของ ICE ลดลงมาอยู่ที่ 64% ขณะที่ HEV เพิ่มขึ้นเป็น 22% ส่วน BEV ขยับขึ้นเป็น 12% และ PHEV อยู่ที่ 2%

ต่อมาในปี 2568 ซึ่งตลาดมียอดขายรวม 621,166 คัน ส่วนแบ่งของ ICE ลดลงอีกเหลือ 55% ขณะที่ BEV เพิ่มขึ้นเป็น 20% ส่วน HEV ทรงตัวที่ 22% และ PHEV เพิ่มขึ้นเป็น 3%

สำหรับปี 2569 ซึ่งยอดขายรวมถูกคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 675,000 คัน ส่วนแบ่งของ BEV จะเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 31% ส่วน HEV จะเพิ่มขึ้นจาก 22% เป็น 27% ขณะที่ PHEV จะทรงตัวที่ 3% และ ICE จะลดลงจาก 55% เหลือเพียง 39%

เมื่อรวมส่วนแบ่งของ BEV ที่ 31% HEV ที่ 27% และ PHEV ที่ 3% รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในระดับต่าง ๆ จะมีส่วนแบ่งรวม 61% ของตลาดในปี 2569 ขณะที่รถยนต์ ICE จะเหลือส่วนแบ่ง 39%

ภายในช่วงปี 2566-2569 ส่วนแบ่งของ ICE จะลดลงจาก 78% เหลือ 39% หรือลดลงครึ่งหนึ่งของระดับเดิม ขณะที่ BEV จะเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 31% ส่วน HEV จะเพิ่มจาก 11% เป็น 27% และ PHEV เพิ่มจาก 2% เป็น 3%

แม้ค่ายรถยนต์ดั้งเดิมเช่น ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น จะมุ่งพัฒนา HEV เพื่อเข้ามาทดแทนรถยนต์ ICE แต่ส่วนแบ่งของ HEV ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มจาก 22% เป็น 27% ในปี 2569 ยังเติบโตช้ากว่า BEV ซึ่งจะเพิ่มจาก 20% เป็น 31% ภายในช่วงเวลาเดียวกัน

การเติบโตที่แตกต่างกันของรถยนต์แต่ละประเภทส่งผลโดยตรงต่อส่วนแบ่งของค่ายรถยนต์ในตลาดไทย เนื่องจาก BEV ที่จำหน่ายในประเทศกว่า 91% เป็นรถยนต์สัญชาติจีน เมื่อ BEV เพิ่มส่วนแบ่งเป็น 31% ค่ายรถยนต์จีนจึงมีแนวโน้มเพิ่มส่วนแบ่งตลาดรถยนต์จดทะเบียนใหม่ขึ้นตามไปด้วย

ในปี 2566 รถยนต์จีนมีส่วนแบ่งตลาดรถยนต์จดทะเบียนใหม่ 12% ขณะที่รถยนต์สัญชาติอื่นรวมกันมีส่วนแบ่ง 88% ต่อมาในปี 2567 ส่วนแบ่งของรถยนต์จีนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 13% ส่วนรถยนต์สัญชาติอื่นลดลงเหลือ 87%

การเปลี่ยนแปลงเห็นได้ชัดขึ้นในปี 2568 เมื่อรถยนต์จีนเพิ่มส่วนแบ่งเป็น 23% ขณะที่รถยนต์สัญชาติอื่นลดลงเหลือ 77% และในปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า รถยนต์จีนจะมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นอีกเป็น 32% ส่วนรถยนต์สัญชาติอื่นจะลดลงเหลือ 68%

เท่ากับว่าภายในระยะเวลาสามปี ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์จีนจะเพิ่มจาก 12% ในปี 2566 เป็น 32% ในปี 2569 ขณะที่ส่วนแบ่งของรถยนต์สัญชาติอื่นจะลดลงจาก 88% เหลือ 68% โดยมีการเติบโตอย่างรวดเร็วของ BEV เป็นปัจจัยสำคัญ

การลดลงของส่วนแบ่งรถยนต์สัญชาติอื่นจึงเกิดขึ้นพร้อมกับการลดลงของ ICE ซึ่งเป็นประเภทรถที่ค่ายรถยนต์ดั้งเดิมยังทำตลาดอยู่เป็นหลัก จากส่วนแบ่ง 55% ในปี 2568 เหลือ 39% ในปี 2569 ขณะที่ HEV ซึ่งค่ายรถกลุ่มนี้มุ่งพัฒนาเพื่อทดแทน ICE แม้จะมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น แต่ยังเพิ่มช้ากว่า BEV

รถนำเข้ากินตลาด บีบไทยทบทวนมาตรการภาษี EV

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ค่ายรถยนต์หลักเดิมเป็นกลุ่มที่มีการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยในสัดส่วนสูง ดังนั้น การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของส่วนแบ่งตลาดของค่ายรถกลุ่มนี้ย่อมส่งผลต่อภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อ BEV ที่เข้ามาทดแทนส่วนแบ่งของ ICE ยังเป็นรถนำเข้าถึง 55%

จากปัญหาดังกล่าว การพิจารณาปรับโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตจึงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายกำลังให้ความสำคัญ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยมากขึ้น แทนที่จะปล่อยให้การเติบโตของยอดขายพึ่งพารถยนต์นำเข้าเป็นสัดส่วนสูง

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนคือ ความแตกต่างของอัตราภาษีที่เหมาะสมระหว่างรถยนต์ที่ผลิตในประเทศกับรถยนต์นำเข้า รวมถึงความสามารถของมาตรการที่จะผลักดันให้ผู้ผลิตเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนรถยนต์ภายในประเทศและสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง

การพิจารณาประเด็นดังกล่าวต้องเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ราคาขาย BEV หลายรุ่นในจีนยังต่ำกว่าราคาขายในประเทศไทยมากกว่า 20% ขณะเดียวกัน การผลิตรถยนต์ทุกรุ่นในไทยอาจยังไม่คุ้มทุน เพราะตลาด BEV ในประเทศมีขนาดไม่ใหญ่พอและต้นทุนการผลิตในไทยยังสูงกว่าจีน

ในปี 2569 ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยจึงเป็นการเติบโตที่มี BEV เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ยอดขายรถยนต์รวมถูกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 8.7% เป็นประมาณ 675,000 คัน รถยนต์นั่งและรถยนต์อเนกประสงค์จะเติบโต 17% เป็น 475,000 คัน และยอดขาย BEV จะเพิ่มขึ้น 71% เป็นประมาณ 210,000 คัน

ในเวลาเดียวกัน รถยนต์จีนจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดรถยนต์จดทะเบียนใหม่เป็น 32% รถยนต์ ICE จะลดส่วนแบ่งเหลือ 39% และ BEV จะเพิ่มส่วนแบ่งเป็น 31% แต่จากยอดขาย BEV ทั้งหมด มีเพียง 45% ที่ผลิตในประเทศไทย ส่วนอีก 55% ยังคงเป็นรถนำเข้า ทำให้โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่เพียงการรักษาการเติบโตของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า แต่รวมถึงการเพิ่มการผลิตและการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศให้เกิดขึ้นได้จริงตามเป้าหมายของมาตรการด้วย


แชร์
‘EV นำเข้า’ ครองตลาดรถไทย คาดปีนี้กวาดส่วนแบ่งถึง 55% กดดันฐานผลิตไทย