Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
‘เวียดนาม’ผงาดฐานชิปอาเซียน FDI สูงกว่าไทย 10 เท่า ส่งออกแซงไทย 2 เท่า
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

‘เวียดนาม’ผงาดฐานชิปอาเซียน FDI สูงกว่าไทย 10 เท่า ส่งออกแซงไทย 2 เท่า

23 ก.ค. 69
14:03 น.
แชร์

เวียดนามกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญของอาเซียน โดยใช้เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นกลไกยกระดับอุตสาหกรรม จากฐานประกอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่การสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ที่ครอบคลุมกิจกรรมซับซ้อนและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา การลงทุนในเวียดนามเริ่มขยายจากโรงงานประกอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่การประกอบและทดสอบชิปขั้นสูง (Advanced Packaging and Testing) โดยมีมูลค่าลงทุนรวมกว่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าไทย 10 เท่า ขณะที่ไทยมีเงินลงทุนในกิจกรรมดังกล่าวประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เม็ดเงินลงทุนที่แตกต่างกันอย่างมากกำลังช่วยให้เวียดนามขยับจากฐานการผลิตทั่วไปไปสู่กิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น สะท้อนจากภาคส่งออกในปี 2568 ซึ่งเวียดนามส่งออกเซมิคอนดักเตอร์คิดเป็นมูลค่ามากกว่าไทย 2 เท่า และมีราคาส่งออกเฉลี่ยต่อหน่วยสูงกว่าราว 40%

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การตัดสินว่าไทยหรือเวียดนามเป็นผู้ชนะ แต่อยู่ที่ไทยจะวางตำแหน่งของตนในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลกอย่างไร เพื่อใช้ประโยชน์จากฐานอุตสาหกรรมเดิมและพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

เวียดนามเร่งเครื่องส่งออกชิป แซงไทยทั้งขนาดและมูลค่า

ข้อมูลการส่งออกวงจรรวมอิเล็กทรอนิกส์ในพิกัด HS 8542 ระหว่างปี 2553-2568 สะท้อนเส้นทางการเติบโตที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างไทยกับเวียดนาม ในช่วงเริ่มต้น ไทยส่งออกชิปคิดเป็นมูลค่าประมาณ 7,000-8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าเวียดนามซึ่งยังมีมูลค่าการส่งออกค่อนข้างต่ำ

อย่างไรก็ตาม การส่งออกของเวียดนามขยายตัวอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา จนขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไทยและแซงหน้าได้ในช่วงกลางของระยะเวลาที่ศึกษา แม้จะผันผวนเป็นระยะ แต่แนวโน้มโดยรวมยังเติบโตต่อเนื่อง ก่อนเร่งตัวอย่างชัดเจนในช่วงท้าย ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกในปี 2568 สูงกว่าไทยประมาณ 2 เท่า

ด้านไทย มูลค่าการส่งออกชิปทรงตัวอยู่หลายปี ก่อนเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงท้าย แม้ยังรักษาการเติบโตไว้ได้ แต่อัตราการขยายตัวต่ำกว่าเวียดนามอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ช่องว่างระหว่างสองประเทศกว้างขึ้น

ความแตกต่างไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมูลค่าการส่งออกรวม โดยข้อมูลระหว่างปี 2566-2568 พบว่า ชิปส่งออกของเวียดนามมีราคาเฉลี่ย 0.94 ดอลลาร์สหรัฐต่อหน่วย เทียบกับไทยที่ 0.67 ดอลลาร์สหรัฐต่อหน่วย หรือสูงกว่าราว 40% สะท้อนว่าเวียดนามไม่เพียงเพิ่มปริมาณการส่งออก แต่ยังส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วยสูงกว่าไทยด้วย

การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับการไหลเข้าของ FDI ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะการประกอบและทดสอบชิปขั้นสูง ซึ่งมีมูลค่าลงทุนกว่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เม็ดเงินลงทุนเหล่านี้มีส่วนช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและยกระดับขีดความสามารถของเวียดนามให้ก้าวพ้นจากการเป็นเพียงฐานประกอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แบบดั้งเดิม

เวียดนามเน้นชิปประมวลผล แต่ยังขาดฐานผลิตเวเฟอร์

โครงสร้างการส่งออกในปี 2568 สะท้อนว่า เวียดนามมีความเชี่ยวชาญด้านชิปประมวลผลและชิปควบคุมอย่างชัดเจน โดยกลุ่ม Processors and Controllers มีสัดส่วนสูงถึง 87% ของมูลค่าการส่งออกชิปทั้งหมด ขณะที่ชิปประเภทอื่นคิดเป็น 9% และชิปหน่วยความจำ (Memories) อีก 4%

โครงสร้างดังกล่าวแตกต่างจากไทยอย่างมาก โดยประมาณ 70% ของมูลค่าการส่งออกชิปของไทยอยู่ในกลุ่มวงจรรวมประเภทอื่น ส่วนใหญ่เป็นชิปสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ (Automotive ICs) และชิปจัดการพลังงาน (Power Management ICs) ตามด้วยชิปประมวลผลและชิปควบคุม 24% ชิปหน่วยความจำ 5% และชิปขยายสัญญาณ 1%

สัดส่วนการส่งออกชิปประมวลผลและชิปควบคุมของเวียดนามที่สูงถึง 87% สอดคล้องกับทิศทางการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากชิปขั้นสูงสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติส่วนใหญ่ประกอบด้วยชิปประมวลผล ชิปควบคุม และชิปหน่วยความจำ

อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง การลงทุนในปัจจุบันยังกระจุกตัวอยู่ที่การประกอบและทดสอบชิปขั้นสูงเป็นหลัก แม้จะเริ่มมีการลงทุนด้านการออกแบบชิปโดยไม่มีโรงงานผลิต (Fabless Design) เพิ่มขึ้น แต่กิจกรรมต้นน้ำที่สำคัญอย่างการผลิตเวเฟอร์ (Wafer Fabrication) ยังไม่มีการลงทุนจากผู้ผลิตชิปรายใหญ่

ข้อจำกัดสำคัญคือการผลิตเวเฟอร์ต้องอาศัยทั้งเงินลงทุน เทคโนโลยี และบุคลากรเฉพาะทางจำนวนมาก ดังนั้น แม้เวียดนามจะดึงดูดการลงทุนและเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้อย่างรวดเร็ว แต่การพัฒนาระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำยังต้องใช้เวลาและเงินลงทุนอีกมาก

ไทยต้องวางตำแหน่งตามจุดแข็ง สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เวียดนามไม่ควรถูกมองเพียงว่าไทยหรือเวียดนามเป็นผู้ชนะ แต่ควรเป็นสัญญาณให้ไทยเร่งกำหนดตำแหน่งของตนในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลกให้ชัดเจนและสอดคล้องกับฐานอุตสาหกรรมที่มีอยู่

เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างการส่งออก ไทยมีจุดแข็งด้านชิปสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิปจัดการพลังงาน จึงควรมุ่งสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในเซมิคอนดักเตอร์สำหรับยานยนต์ (Automotive Semiconductor) และเซมิคอนดักเตอร์กำลัง (Power Semiconductor) ควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถด้านการออกแบบชิป (Chip Design) เพื่อขยับไปสู่กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

แนวทางนี้จะช่วยให้ไทยหลีกเลี่ยงการแข่งขันโดยตรงกับเวียดนามในทุกตลาด พร้อมนำฐานการผลิตยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่มาต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เฉพาะทาง ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมจึงไม่ควรมุ่งเพิ่มกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องยกระดับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความสามารถด้านการออกแบบภายในประเทศไปพร้อมกัน

ภาครัฐควรจัดทำยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อดึงดูดบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำของโลก พร้อมออกแบบมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้เหมาะกับความต้องการของนักลงทุนแต่ละราย แทนการใช้มาตรการรูปแบบเดียวกับทุกบริษัท เนื่องจากกิจกรรมแต่ละส่วนของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การออกแบบ การประกอบและทดสอบ ไปจนถึงการผลิตขั้นสูง ล้วนมีความต้องการด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากรแตกต่างกัน

ขณะเดียวกัน ไทยต้องเร่งพัฒนาบุคลากรและสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา รวมถึงผลักดันการจัดตั้งศูนย์ออกแบบชิป (Chip Design Center) เพื่อสร้างบุคลากรเฉพาะทาง สนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนถ่ายทอดองค์ความรู้เข้าสู่ภาคการผลิต

หากดำเนินนโยบายเหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ย่อมมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นเครื่องยนต์ใหม่ทางเศรษฐกิจ (New Engine of Growth) ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว



แชร์
‘เวียดนาม’ผงาดฐานชิปอาเซียน FDI สูงกว่าไทย 10 เท่า ส่งออกแซงไทย 2 เท่า