
สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางพุ่งสูงขึ้นสู่จุดสุ่มเสี่ยงอีกครั้ง เมื่อนาฬิกานับถอยหลังของบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ยุติการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่เคยลงนามไว้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กำลังจะหมดอายุลงอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคมนี้ ท่ามกลางบรรยากาศการเผชิญหน้าทางทหารที่ยังคงดุเดือดและไม่มีทีท่าว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยอมอ่อนข้อ
ชนวนความขัดแย้งถูกจุดให้ร้อนแรงยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาส่งถ้อยคำข่มขู่สุดโต่งครั้งใหม่ ระหว่างการปราศรัยต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจในนครนิวยอร์ก โดยเขาประกาศว่าสหรัฐฯ เตรียมจะประกาศให้ "ช่องแคบฮอร์มุซ" กลายเป็น "ดินแดนของสหรัฐอเมริกา" ในเร็ว ๆ นี้
คำประกาศอันดุดันนี้เกิดขึ้นในขณะที่การสู้รบทางทหารและการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ดำเนินเข้าสู่ภาวะทางทูตที่หยุดชะงักอย่างสมบูรณ์ ทำให้เกิดคำถามตามมาในประชาคมโลกและนักวิเคราะห์รัฐศาสตร์ว่า คำขู่ของทรัมป์ในครั้งนี้เป็นเพียงไพ่เดิมพันทางการเมืองและการละครเพื่อขู่ขวัญคู่ศัตรู หรือสหรัฐฯ มีช่องทางทางกฎหมายและกำลังทางทหารที่จะแปรเปลี่ยนเส้นทางน้ำสากลแห่งนี้ให้กลายเป็นน่านน้ำอเมริกันได้จริงตามที่อ้างไว้
SPOTLIGHT เจาะลึกทางกฎหมายและข้อเท็จจริง เพื่อวิเคราะห์ว่า การยึดช่องแคบฮอร์มุซให้กลายเป็นน่านน้ำของอเมริกานั้น "เพ้อฝัน หรือ ทำได้จริง?"
แม้ MOU กำลังหมดอายุลงในวันนี้ (17 ส.ค. 69) แต่ไม่มีสัญญาณว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยินดีที่จะขยายเวลาข้อตกลงดังกล่าว และต่างฝ่ายต่างอ้างว่า มีการละเมิดข้อตกลง ด้านอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า อิหร่านยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะเริ่มต้นการเจรจาใหม่กับสหรัฐฯ ในขณะที่ตัวกลางจากกาตาร์และปากีสถานยังคงส่งผ่านข้อความไปยังอิหร่านอย่างต่อเนื่อง และอิหร่านกำลังจัดทำข้อตกลงแยกต่างหากกับโอมานเพื่อกำหนดเส้นทางเดินเรือใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ
ข้อตกลงนี้ลงนามเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน โดยทรัมป์และประธานาธิบดี มาซูด เปเซซเคียน ของอิหร่าน หลังจากการเจรจาระดับสูงที่เกิดขึ้น โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลาง จุดประสงค์เพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่าสามเดือน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนและทำให้การค้าในภูมิภาคตะวันออกกลางหยุดชะงัก โดยเฉพาะการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ทั่วโลกต้องพึ่งพา
เงื่อนไขระบุให้สหรัฐฯ ยุติการปิดล้อมทางทะเลภายใน 30 วัน พร้อมถอนกำลังออกจากพื้นที่ใกล้เคียงอิหร่านหลังบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ และเริ่มจัดทำโครงการฟื้นฟูให้อิหร่านอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมยกเลิกการคว่ำบาตร ออกข้อยกเว้นการส่งออกน้ำมัน และปลดล็อกเงินทุนที่ถูกอายัด ส่วนอิหร่านต้องเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ อนุญาตให้เรือผ่านโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 60 วัน และจะต้องไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ และเจรจาเรื่องแร่ยูเรเนียม
ทว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังลงนาม จนทรัมป์ประกาศว่าข้อตกลง "จบลงแล้ว" และเดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานอิหร่าน ทำให้อิหร่านประกาศระงับพันธกิจทั้งหมดเช่นกัน ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงการคว่ำบาตร ปฏิเสธจ่ายค่าฟื้นฟู และยิงใส่เรือสินค้าปานามาที่ฝ่าฝืนการปิดล้อม จนการเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่เกิดขึ้นจริง ด้านเตหะรานมองว่าข้อตกลงสิ้นผลเพราะสหรัฐฯ ตระบัดสัตย์ จึงไม่มีการขยายเวลาหยุดยิงอีกต่อไป พร้อมปรับโครงสร้างความมั่นคงโดยตั้ง อดีตหัวหน้า IRGC ขึ้นควบคุมเพื่อประสานงานทหารและพลเรือน สะท้อนความเชื่อมั่นว่าตนเป็นฝ่ายได้เปรียบ และเตรียมยื่นข้อเรียกร้องที่สูงขึ้นหากต้องเปิดโต๊ะเจรจาใหม่ในอนาคต
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศในระหว่างการปราศรัยที่โรงเรียนตำรวจในนิวยอร์ก ว่าหลังจากพิชิตอิหร่านได้แล้ว อีกไม่นานเขาจะประกาศให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นดินแดนของสหรัฐฯ โดยอ้างว่าการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ในปัจจุบันทำให้ช่องแคบนี้เป็นดินแดนอเมริกันอยู่แล้วในทางปฏิบัติ ซึ่งเรือจะผ่านได้ต่อเมื่อสหรัฐฯ ยินยอมเท่านั้น แม้ข้อมูลการเดินเรือจะพบว่ายังมีเรือบางลำสัญจรผ่านได้ก็ตาม
อิหร่านโต้กลับคำขู่ดังกล่าวทันทีว่าเป็น "เรื่องไร้สาระ" จากคนสมองเบา โดย คาเซม การีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ระบุว่าช่องแคบฮอร์มุซไม่สามารถยึดครองได้ด้วยการทวีต เรือบรรทุกเครื่องบิน หรือการปราศรัยหาเสียง พร้อมย้ำว่าช่องแคบนี้เป็นของอิหร่านและจะเปิดปิดตามคำสั่งของเตหะรานเท่านั้น ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้และเพ้อเจ้อไม่เลิก
ในขณะเดียวกัน อิหร่านได้เร่งเจรจากับโอมานเพื่อจัดการจราจรทางทะเลในช่องแคบ ซึ่งคาดว่าจะบรรลุข้อสรุปในเร็ว ๆ นี้ แต่ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ย้ำว่าการกลับมาเปิดเส้นทางน้ำเป็นคนละประเด็นกัน โดยสหรัฐฯ ต้องปฏิบัติตาม MOU เดือนมิถุนายน ทั้งการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลและมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของเตหะรานเพียงเพื่อแลกกับการเปิดเส้นทางน้ำเท่านั้น
ในทางกฎหมาย การผนวกดินแดนฝ่ายเดียวทำไม่ได้จริง บรูซ เฟน อดีตรองผู้ช่วยอัยการสูงสุดสหรัฐฯ ชี้ว่ารัฐธรรมนูญสั่งให้ต้องผ่านวุฒิสภาหรือออกกฎหมายก่อน หากทรัมป์ฝืนทำจะเข้าข่าย "อาชญากรรมแห่งสงคราม" ตามกฎบัตร UN ส่วน นาตาลี ไคลน์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ ระบุว่าสหรัฐฯ จะอ้างสิทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อส่งทหารเข้ายึดครองแผ่นดินอิหร่านเหมือนยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เท่านั้น
ตามกฎหมายทะเล (UNCLOS) ช่องแคบฮอร์มุซตั้งอยู่ในน่านน้ำสากลระหว่างอิหร่านและโอมาน โดยส่วนที่แคบที่สุดกว้างเพียง 21 ไมล์ทะเล ทำให้น่านน้ำอาณาเขต 12 ไมล์ทะเลของทั้งสองประเทศซ้อนทับกัน แม้สองฝ่ายไม่ได้รับรองอนุสัญญา แต่กฎสากลกำหนดให้เรือทุกลำมีสิทธิสัญจรผ่านโดยไม่ถูกขัดขวาง สหรัฐฯ จึงไม่มีฐานอำนาจอธิปไตยใด ๆ ในพื้นที่นี้
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเผชิญขีดจำกัดทางทหารและเศรษฐกิจอย่างหนัก ราคาน้ำมันในประเทศพุ่งเกิน 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ขีปนาวุธเพทริออตเริ่มขาดแคลน และผลสำรวจระบุว่าชาวอเมริกันสนับสนุนสงครามนี้เพียง 35% จนรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ต้องยกให้การคุมราคาน้ำมันเป็นงานด่วนที่สุด ขณะที่อิหร่านฉวยโอกาสตอบโต้ด้วยการโจมตีเพื่อนบ้านเพื่อบีบให้วอชิงตันเข้าสู่โต๊ะเจรจา
นักวิเคราะห์มองว่าทรัมป์เหลือไพ่ต่อรองน้อยมากเพราะคลังน้ำมันสำรองร่อยหรอและยุทโธปกรณ์ถูกใช้งานหนักเกินแผน โดย พอล มัสเกรฟ จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ชี้ว่าคำขู่ยึดช่องแคบเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ทั้งทางกายภาพและกฎหมาย แต่มันคือถ้อยคำแสดงละครของทรัมป์เพื่อสื่อสารกับฐานเสียงอเมริกันว่า ตนเองจะไม่ยอมถอยหลังหรือยอมรับความพ่ายแพ้ในสงครามครั้งนี้