
สำหรับผู้ส่งออกที่ต้องการขายสินค้าเข้าไปในสหภาพยุโรป “บรรจุภัณฑ์” กำลังกลายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขทางการค้าที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ
สหภาพยุโรปกำลังเดินหน้ากฎใหม่ที่ชื่อว่า Packaging and Packaging Waste Regulation หรือ PPWR เพื่อบังคับให้ผู้ผลิตและผู้ขายลดปริมาณบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทาง ออกแบบให้รีไซเคิลง่ายขึ้น ใช้วัสดุรีไซเคิลมากขึ้น และลดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น แทนที่จะรอจัดการปัญหาหลังบรรจุภัณฑ์กลายเป็นขยะแล้ว
โดยงานวิจัยของ Krungsri Research ชี้ให้เห็นว่า กฎบรรจุภัณฑ์ใหม่ของ EU อาจเพิ่มทั้งต้นทุนการปฏิบัติตามกฎ การปรับบรรจุภัณฑ์ และต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะสำหรับ SME ที่มีอัตรากำไรจำกัด
EU ออก PPWR หลังขยะบรรจุภัณฑ์ยังเพิ่ม แม้รีไซเคิลมากขึ้น
เหตุผลที่ EU ต้องยกระดับกฎเรื่องบรรจุภัณฑ์ มาจากข้อเท็จจริงว่า ปัญหาขยะยังไม่ได้ลดลงตามความสามารถในการรีไซเคิลที่ดีขึ้น
ข้อมูลช่วงปี 2010–2023 ชี้ว่า ปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ต่อประชากรใน EU เพิ่มจากประมาณ 150 กิโลกรัมต่อคน มาอยู่ใกล้ 180 กิโลกรัมต่อคน ขณะที่ปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่ถูกนำกลับมารีไซเคิลอยู่ที่ประมาณ 115–120 กิโลกรัมต่อคน
ในปี 2023 ช่องว่างระหว่างขยะบรรจุภัณฑ์ที่เกิดขึ้นกับปริมาณที่นำกลับมารีไซเคิลยังอยู่เกือบ 58 กิโลกรัมต่อคน สะท้อนว่า ต่อให้ระบบรีไซเคิลมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่หากขยะยังเกิดในปริมาณสูง การแก้ปัญหาที่ปลายทางเพียงอย่างเดียวก็อาจไม่เพียงพอ
นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนของแนวคิด จากเดิมที่เน้น “ทิ้งแล้วค่อยรีไซเคิล” ไปสู่การลดขยะตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การใช้วัสดุให้น้อยลง ออกแบบให้แยกง่าย เพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล และผลักดันให้บรรจุภัณฑ์บางประเภทสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้
PPWR เริ่มมีผลตั้งแต่ปี 2026 แต่ EU จะทยอยเพิ่มความเข้มข้นของกฎต่อเนื่องไปจนถึงปี 2040
หนึ่งในประเด็นแรกที่ผู้ประกอบการต้องจับตาคือ Extended Producer Responsibility หรือ EPR ซึ่งเป็นหลักการที่ทำให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์ของตัวเองมากขึ้น แม้หลังจากสินค้าจะถูกขายออกไปแล้วก็ตาม
จากเดิมที่ธุรกิจอาจคิดต้นทุนจบอยู่ที่การผลิต ขนส่ง และขายสินค้า ต่อไปอาจต้องรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเก็บ คัดแยก และจัดการขยะบรรจุภัณฑ์เข้าไปด้วย กล่าวอีกอย่างคือ ต้นทุนที่เคยอยู่กับภาครัฐหรือสังคมบางส่วน จะถูกผลักกลับมาเป็นต้นทุนของผู้ผลิตมากขึ้น
จากนั้นในช่วงปี 2028 กฎจะเริ่มเข้มขึ้นในเรื่อง Labelling และ Minimisation หรือการติดฉลากและการลดปริมาณบรรจุภัณฑ์ ผู้ประกอบการอาจต้องระบุข้อมูลของวัสดุให้ชัดเจนขึ้น และต้องลดน้ำหนัก ปริมาตร หรือพื้นที่ว่างในบรรจุภัณฑ์ให้เหลือเท่าที่จำเป็น
กฎลักษณะนี้อาจกระทบสินค้าหลายประเภท โดยเฉพาะ e-commerce เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสำอาง และสินค้าพรีเมียม ซึ่งมักใช้บรรจุภัณฑ์หลายชั้น ทั้งเพื่อปกป้องสินค้าและสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า
ปี 2030 ถือเป็นช่วงสำคัญของ PPWR เพราะหลายข้อกำหนดจะเริ่มเข้มขึ้นพร้อมกัน ทั้ง Recyclability หรือความสามารถในการรีไซเคิล, Recycled Content หรือสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล, Single-use Restrictions หรือข้อจำกัดบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียว และ Re-use Targets หรือเป้าหมายการนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ซ้ำ
คำว่า Recyclability หรือความสามารถในการรีไซเคิล ไม่ได้หมายถึงแค่ว่า วัสดุนั้น “ในทางเทคนิค” สามารถรีไซเคิลได้ แต่ต้องดูด้วยว่า ในระบบจริงสามารถถูกเก็บ แยก และนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
ด้วยเหตุนี้ บรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุหลายชนิดประกบกัน หรือ Multilayer / Composite Packaging หรือบรรจุภัณฑ์หลายชั้น/บรรจุภัณฑ์วัสดุผสม จึงเป็นกลุ่มที่ต้องจับตา เพราะแม้จะช่วยเพิ่มความแข็งแรง ยืดอายุสินค้า หรือทำให้แพ็กเกจดูดีขึ้น แต่ยิ่งมีวัสดุหลายชนิดมากเท่าไร ก็ยิ่งแยกออกจากกันและรีไซเคิลได้ยากขึ้น
ผลกระทบสำคัญของ PPWR คือ ต้นทุนที่จะเกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาวัสดุ แต่กระจายไปในหลายส่วนของธุรกิจ
ส่วนแรกคือ Compliance Cost หรือค่าใช้จ่ายในการทำให้ธุรกิจปฏิบัติตามกฎได้ ตั้งแต่ค่าตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน ค่าที่ปรึกษา ค่าฝึกอบรมพนักงาน ไปจนถึงการลงทุนในระบบ IT และ Traceability เพื่อให้สามารถติดตามได้ว่าวัสดุที่ใช้มาจากไหน และมีองค์ประกอบอย่างไร
อีกส่วนคือ Redesign Cost หากบรรจุภัณฑ์เดิมไม่ผ่านเกณฑ์ บริษัทอาจต้องกลับไปทำ R&D ใหม่ เปลี่ยนดีไซน์ เปลี่ยนแม่พิมพ์ ปรับเครื่องจักร หรือทดสอบว่าบรรจุภัณฑ์แบบใหม่ยังสามารถปกป้องสินค้าได้เหมือนเดิมหรือไม่
ยิ่งธุรกิจมีสินค้าเป็นจำนวนมากหรือมีหลาย SKU ต้นทุนในการปรับบรรจุภัณฑ์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะไม่ได้เปลี่ยนเพียงแพ็กเกจเดียว แต่ต้องเปลี่ยนตามสินค้าหลายสิบหรือหลายร้อยรายการ
นอกจากนี้ยังมี Material Switching Cost จากการเปลี่ยนวัตถุดิบ เช่น การลดการใช้ Virgin Plastic และเพิ่มสัดส่วน PCR โดยข้อมูลตัวอย่างประเมินว่า PCR/PET อาจมีราคาสูงกว่าพลาสติกใหม่ราว 10–30% และหากเครื่องจักรหรือกระบวนการผลิตเดิมไม่รองรับวัสดุใหม่ บริษัทก็อาจต้องลงทุนเพิ่มอีก
ยังไม่นับรวม EPR Fee หรือค่าธรรมเนียมที่อาจคำนวณตามปริมาณและประเภทของบรรจุภัณฑ์ที่วางตลาด ซึ่งทำให้ต้นทุนของบรรจุภัณฑ์ไม่ได้จบลงแค่ตอนผลิตเสร็จ แต่ลากยาวไปถึงช่วงหลังการใช้งานด้วย
แม้ทุกบริษัทจะต้องเจอกฎเดียวกัน แต่ผลกระทบต่อกำไรอาจแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับ SME
แบบจำลองผลกระทบจากข้อกำหนด Recycled Content ต่อผู้ผลิตเครื่องดื่มที่ส่งออกไป EU พบว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีต้นทุนบรรจุภัณฑ์เดิมประมาณ 4.1% ของรายได้ อาจเห็นสัดส่วนต้นทุนเพิ่มเป็นประมาณ 4.3–4.9% และทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงประมาณ 0.1–0.8 จุดเปอร์เซ็นต์
แต่สำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก ผลกระทบมีแนวโน้มชัดขึ้น โดยรายเล็กทั่วไปที่มีต้นทุนบรรจุภัณฑ์อยู่ประมาณ 6.6% ของรายได้ อาจเห็นต้นทุนเพิ่มเป็น 6.8–7.9% และอัตรากำไรขั้นต้นอาจลดลงประมาณ 0.2–1.3 จุดเปอร์เซ็นต์
ส่วนกลุ่มที่เปราะบางที่สุดคือธุรกิจรายเล็กที่ใช้บรรจุภัณฑ์เข้มข้น หากเดิมต้นทุนบรรจุภัณฑ์คิดเป็นประมาณ 13.3% ของรายได้ ตัวเลขอาจเพิ่มขึ้นเป็น 13.7–15.8% และอัตรากำไรขั้นต้นอาจลดลงได้ถึง 2.6 จุดเปอร์เซ็นต์
เหตุผลก็คือ บริษัทขนาดใหญ่สามารถเฉลี่ยต้นทุนคงที่ เช่น ระบบ การตรวจสอบ หรือค่าใช้จ่ายในการปรับกระบวนการ ไปบนยอดขายจำนวนมากได้ ขณะที่ SME อาจต้องแบกรับต้นทุนในลักษณะใกล้เคียงกัน แต่มีรายได้และ Margin Buffer น้อยกว่า
ดังนั้น ธุรกิจที่น่าจับตาที่สุดจึงไม่ใช่เพียงบริษัทที่ใช้บรรจุภัณฑ์มาก แต่คือธุรกิจที่มี 3 เงื่อนไขพร้อมกัน ได้แก่ พึ่งตลาด EU สูง ใช้บรรจุภัณฑ์เข้มข้น และมีอัตรากำไรต่ำ
ไทยเสี่ยงทั้งจากมูลค่าส่งออกและการพึ่งพาตลาด EU
สำหรับไทย หากดูเฉพาะการส่งออกบรรจุภัณฑ์ไป EU กลุ่มพลาสติกมีมูลค่าส่งออกสูงที่สุดในข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ อยู่ที่ประมาณ 83.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือโลหะประมาณ 13 ล้านดอลลาร์ สิ่งทอประมาณ 10.8 ล้านดอลลาร์ กระดาษประมาณ 4.5 ล้านดอลลาร์ ไม้ประมาณ 3.8 ล้านดอลลาร์ และแก้วประมาณ 0.6 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม การประเมินความเสี่ยงไม่สามารถดูเพียงมูลค่าส่งออกได้ เพราะต้องพิจารณาอีกด้านหนึ่งด้วย คือ EU Dependence หรือระดับการพึ่งพาตลาดยุโรป
ตัวอย่างเช่น พลาสติกมีมูลค่าส่งออกไป EU สูง แต่ไม่ได้พึ่งตลาดยุโรปสูงที่สุด ในทางกลับกัน ไม้แม้มีมูลค่าส่งออกต่ำกว่า แต่มีสัดส่วนการพึ่งพาตลาด EU สูงถึงประมาณ 30%
นั่นหมายความว่า พลาสติกอาจมีความเสี่ยงสูงในเชิงมูลค่าที่เกี่ยวข้องกับตลาด EU ขณะที่ไม้มีความเสี่ยงในเชิงโครงสร้างมากกว่า เพราะหากตลาดยุโรปหดตัวหรือกฎใหม่เพิ่มต้นทุน ธุรกิจอาจหาตลาดอื่นมาทดแทนได้ยากกว่า
ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์
อีกเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจคือ PPWR ไม่ได้กระทบเฉพาะบริษัทที่ผลิตขวด กล่อง หรือวัสดุบรรจุภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงทุกอุตสาหกรรมที่ต้องใช้บรรจุภัณฑ์ในการขายสินค้าเข้า EU
ข้อมูลที่เปรียบเทียบระดับการพึ่งพาตลาด EU กับ Packaging Intensity หรือระดับความเข้มข้นในการใช้บรรจุภัณฑ์ ชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมแต่ละกลุ่มมีระดับความเสี่ยงต่างกัน
กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสำอางและของใช้ส่วนบุคคล อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงสินค้าบางประเภทในกลุ่ม Leisure & Recreation เป็นตัวอย่างของอุตสาหกรรมที่ต้องจับตา เพราะแม้จะไม่ได้ขายบรรจุภัณฑ์โดยตรง แต่ต้นทุนของกล่อง ขวด ซอง หรือวัสดุป้องกันสินค้าถูกฝังอยู่ในสินค้าทุกชิ้นที่ส่งออก
ดังนั้น เมื่อกติกาของบรรจุภัณฑ์เปลี่ยน ต้นทุนของตัวสินค้าก็เปลี่ยนตามไปด้วย
ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้เร็วกว่า อาจไม่ได้เพียงลดต้นทุนความเสี่ยง แต่ยังสามารถรักษาความสามารถในการเข้าถึงตลาดยุโรปไว้ได้ ขณะที่รายที่ปรับตัวช้ากว่าอาจต้องรับแรงกดดันพร้อมกันทั้งจากต้นทุนที่สูงขึ้น กำไรที่ลดลง และข้อจำกัดในการขายสินค้าเข้าสู่ตลาด EU
จากสิ่งที่เคยเป็นเพียง “ของที่ห่อสินค้า” บรรจุภัณฑ์จึงกำลังกลายเป็นหนึ่งในด่านใหม่ที่อาจตัดสินว่า สินค้าของผู้ส่งออกไทยจะไปต่อในตลาดยุโรปได้หรือไม่
อ้างอิง : Krungsri Research Compass