Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
EU คุมขยะบรรจุภัณฑ์ ส่งออกไทยต้นทุนพุ่ง SME เสี่ยงกำไรหด
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

EU คุมขยะบรรจุภัณฑ์ ส่งออกไทยต้นทุนพุ่ง SME เสี่ยงกำไรหด

4 ต.ค. 69
15:51 น.
แชร์

สำหรับผู้ส่งออกที่ต้องการขายสินค้าเข้าไปในสหภาพยุโรป “บรรจุภัณฑ์” กำลังกลายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขทางการค้าที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ

สหภาพยุโรปกำลังเดินหน้ากฎใหม่ที่ชื่อว่า Packaging and Packaging Waste Regulation หรือ PPWR เพื่อบังคับให้ผู้ผลิตและผู้ขายลดปริมาณบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทาง ออกแบบให้รีไซเคิลง่ายขึ้น ใช้วัสดุรีไซเคิลมากขึ้น และลดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น แทนที่จะรอจัดการปัญหาหลังบรรจุภัณฑ์กลายเป็นขยะแล้ว

โดยงานวิจัยของ Krungsri Research ชี้ให้เห็นว่า กฎบรรจุภัณฑ์ใหม่ของ EU อาจเพิ่มทั้งต้นทุนการปฏิบัติตามกฎ การปรับบรรจุภัณฑ์ และต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะสำหรับ SME ที่มีอัตรากำไรจำกัด

EU ออก PPWR หลังขยะบรรจุภัณฑ์ยังเพิ่ม แม้รีไซเคิลมากขึ้น

เหตุผลที่ EU ต้องยกระดับกฎเรื่องบรรจุภัณฑ์ มาจากข้อเท็จจริงว่า ปัญหาขยะยังไม่ได้ลดลงตามความสามารถในการรีไซเคิลที่ดีขึ้น

ข้อมูลช่วงปี 2010–2023 ชี้ว่า ปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ต่อประชากรใน EU เพิ่มจากประมาณ 150 กิโลกรัมต่อคน มาอยู่ใกล้ 180 กิโลกรัมต่อคน ขณะที่ปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่ถูกนำกลับมารีไซเคิลอยู่ที่ประมาณ 115–120 กิโลกรัมต่อคน

ในปี 2023 ช่องว่างระหว่างขยะบรรจุภัณฑ์ที่เกิดขึ้นกับปริมาณที่นำกลับมารีไซเคิลยังอยู่เกือบ 58 กิโลกรัมต่อคน สะท้อนว่า ต่อให้ระบบรีไซเคิลมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่หากขยะยังเกิดในปริมาณสูง การแก้ปัญหาที่ปลายทางเพียงอย่างเดียวก็อาจไม่เพียงพอ

นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนของแนวคิด จากเดิมที่เน้น “ทิ้งแล้วค่อยรีไซเคิล” ไปสู่การลดขยะตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การใช้วัสดุให้น้อยลง ออกแบบให้แยกง่าย เพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล และผลักดันให้บรรจุภัณฑ์บางประเภทสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ 

กฎจะค่อย ๆ เข้มขึ้น ตั้งแต่ EPR ปี 2026 ถึง Re-use ปี 2040

PPWR เริ่มมีผลตั้งแต่ปี 2026 แต่ EU จะทยอยเพิ่มความเข้มข้นของกฎต่อเนื่องไปจนถึงปี 2040

หนึ่งในประเด็นแรกที่ผู้ประกอบการต้องจับตาคือ Extended Producer Responsibility หรือ EPR ซึ่งเป็นหลักการที่ทำให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์ของตัวเองมากขึ้น แม้หลังจากสินค้าจะถูกขายออกไปแล้วก็ตาม

จากเดิมที่ธุรกิจอาจคิดต้นทุนจบอยู่ที่การผลิต ขนส่ง และขายสินค้า ต่อไปอาจต้องรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเก็บ คัดแยก และจัดการขยะบรรจุภัณฑ์เข้าไปด้วย กล่าวอีกอย่างคือ ต้นทุนที่เคยอยู่กับภาครัฐหรือสังคมบางส่วน จะถูกผลักกลับมาเป็นต้นทุนของผู้ผลิตมากขึ้น

จากนั้นในช่วงปี 2028 กฎจะเริ่มเข้มขึ้นในเรื่อง Labelling และ Minimisation หรือการติดฉลากและการลดปริมาณบรรจุภัณฑ์ ผู้ประกอบการอาจต้องระบุข้อมูลของวัสดุให้ชัดเจนขึ้น และต้องลดน้ำหนัก ปริมาตร หรือพื้นที่ว่างในบรรจุภัณฑ์ให้เหลือเท่าที่จำเป็น

กฎลักษณะนี้อาจกระทบสินค้าหลายประเภท โดยเฉพาะ e-commerce เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสำอาง และสินค้าพรีเมียม ซึ่งมักใช้บรรจุภัณฑ์หลายชั้น ทั้งเพื่อปกป้องสินค้าและสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า 

ปี 2030 จุดเปลี่ยนสำคัญ บรรจุภัณฑ์ต้องรีไซเคิลได้และใช้วัสดุรีไซเคิลมากขึ้น

ปี 2030 ถือเป็นช่วงสำคัญของ PPWR เพราะหลายข้อกำหนดจะเริ่มเข้มขึ้นพร้อมกัน ทั้ง Recyclability หรือความสามารถในการรีไซเคิล, Recycled Content หรือสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล, Single-use Restrictions หรือข้อจำกัดบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียว และ Re-use Targets หรือเป้าหมายการนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ซ้ำ

คำว่า Recyclability หรือความสามารถในการรีไซเคิล ไม่ได้หมายถึงแค่ว่า วัสดุนั้น “ในทางเทคนิค” สามารถรีไซเคิลได้ แต่ต้องดูด้วยว่า ในระบบจริงสามารถถูกเก็บ แยก และนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ บรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุหลายชนิดประกบกัน หรือ Multilayer / Composite Packaging หรือบรรจุภัณฑ์หลายชั้น/บรรจุภัณฑ์วัสดุผสม จึงเป็นกลุ่มที่ต้องจับตา เพราะแม้จะช่วยเพิ่มความแข็งแรง ยืดอายุสินค้า หรือทำให้แพ็กเกจดูดีขึ้น แต่ยิ่งมีวัสดุหลายชนิดมากเท่าไร ก็ยิ่งแยกออกจากกันและรีไซเคิลได้ยากขึ้น

ต้นทุนเพิ่มทั้งกระบวนการ ไม่ใช่แค่ค่ากล่องหรือค่าขวด

ผลกระทบสำคัญของ PPWR คือ ต้นทุนที่จะเกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาวัสดุ แต่กระจายไปในหลายส่วนของธุรกิจ

ส่วนแรกคือ Compliance Cost หรือค่าใช้จ่ายในการทำให้ธุรกิจปฏิบัติตามกฎได้ ตั้งแต่ค่าตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน ค่าที่ปรึกษา ค่าฝึกอบรมพนักงาน ไปจนถึงการลงทุนในระบบ IT และ Traceability เพื่อให้สามารถติดตามได้ว่าวัสดุที่ใช้มาจากไหน และมีองค์ประกอบอย่างไร

อีกส่วนคือ Redesign Cost หากบรรจุภัณฑ์เดิมไม่ผ่านเกณฑ์ บริษัทอาจต้องกลับไปทำ R&D ใหม่ เปลี่ยนดีไซน์ เปลี่ยนแม่พิมพ์ ปรับเครื่องจักร หรือทดสอบว่าบรรจุภัณฑ์แบบใหม่ยังสามารถปกป้องสินค้าได้เหมือนเดิมหรือไม่

ยิ่งธุรกิจมีสินค้าเป็นจำนวนมากหรือมีหลาย SKU ต้นทุนในการปรับบรรจุภัณฑ์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะไม่ได้เปลี่ยนเพียงแพ็กเกจเดียว แต่ต้องเปลี่ยนตามสินค้าหลายสิบหรือหลายร้อยรายการ

นอกจากนี้ยังมี Material Switching Cost จากการเปลี่ยนวัตถุดิบ เช่น การลดการใช้ Virgin Plastic และเพิ่มสัดส่วน PCR โดยข้อมูลตัวอย่างประเมินว่า PCR/PET อาจมีราคาสูงกว่าพลาสติกใหม่ราว 10–30% และหากเครื่องจักรหรือกระบวนการผลิตเดิมไม่รองรับวัสดุใหม่ บริษัทก็อาจต้องลงทุนเพิ่มอีก

ยังไม่นับรวม EPR Fee หรือค่าธรรมเนียมที่อาจคำนวณตามปริมาณและประเภทของบรรจุภัณฑ์ที่วางตลาด ซึ่งทำให้ต้นทุนของบรรจุภัณฑ์ไม่ได้จบลงแค่ตอนผลิตเสร็จ แต่ลากยาวไปถึงช่วงหลังการใช้งานด้วย 

SME เสี่ยงกว่ารายใหญ่ เพราะต้นทุนเพิ่มเท่ากันแต่กำไรบางกว่า

แม้ทุกบริษัทจะต้องเจอกฎเดียวกัน แต่ผลกระทบต่อกำไรอาจแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับ SME

แบบจำลองผลกระทบจากข้อกำหนด Recycled Content ต่อผู้ผลิตเครื่องดื่มที่ส่งออกไป EU พบว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีต้นทุนบรรจุภัณฑ์เดิมประมาณ 4.1% ของรายได้ อาจเห็นสัดส่วนต้นทุนเพิ่มเป็นประมาณ 4.3–4.9% และทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงประมาณ 0.1–0.8 จุดเปอร์เซ็นต์

แต่สำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก ผลกระทบมีแนวโน้มชัดขึ้น โดยรายเล็กทั่วไปที่มีต้นทุนบรรจุภัณฑ์อยู่ประมาณ 6.6% ของรายได้ อาจเห็นต้นทุนเพิ่มเป็น 6.8–7.9% และอัตรากำไรขั้นต้นอาจลดลงประมาณ 0.2–1.3 จุดเปอร์เซ็นต์

ส่วนกลุ่มที่เปราะบางที่สุดคือธุรกิจรายเล็กที่ใช้บรรจุภัณฑ์เข้มข้น หากเดิมต้นทุนบรรจุภัณฑ์คิดเป็นประมาณ 13.3% ของรายได้ ตัวเลขอาจเพิ่มขึ้นเป็น 13.7–15.8% และอัตรากำไรขั้นต้นอาจลดลงได้ถึง 2.6 จุดเปอร์เซ็นต์

เหตุผลก็คือ บริษัทขนาดใหญ่สามารถเฉลี่ยต้นทุนคงที่ เช่น ระบบ การตรวจสอบ หรือค่าใช้จ่ายในการปรับกระบวนการ ไปบนยอดขายจำนวนมากได้ ขณะที่ SME อาจต้องแบกรับต้นทุนในลักษณะใกล้เคียงกัน แต่มีรายได้และ Margin Buffer น้อยกว่า

ดังนั้น ธุรกิจที่น่าจับตาที่สุดจึงไม่ใช่เพียงบริษัทที่ใช้บรรจุภัณฑ์มาก แต่คือธุรกิจที่มี 3 เงื่อนไขพร้อมกัน ได้แก่ พึ่งตลาด EU สูง ใช้บรรจุภัณฑ์เข้มข้น และมีอัตรากำไรต่ำ 

ไทยเสี่ยงทั้งจากมูลค่าส่งออกและการพึ่งพาตลาด EU

สำหรับไทย หากดูเฉพาะการส่งออกบรรจุภัณฑ์ไป EU กลุ่มพลาสติกมีมูลค่าส่งออกสูงที่สุดในข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ อยู่ที่ประมาณ 83.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือโลหะประมาณ 13 ล้านดอลลาร์ สิ่งทอประมาณ 10.8 ล้านดอลลาร์ กระดาษประมาณ 4.5 ล้านดอลลาร์ ไม้ประมาณ 3.8 ล้านดอลลาร์ และแก้วประมาณ 0.6 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม การประเมินความเสี่ยงไม่สามารถดูเพียงมูลค่าส่งออกได้ เพราะต้องพิจารณาอีกด้านหนึ่งด้วย คือ EU Dependence หรือระดับการพึ่งพาตลาดยุโรป

ตัวอย่างเช่น พลาสติกมีมูลค่าส่งออกไป EU สูง แต่ไม่ได้พึ่งตลาดยุโรปสูงที่สุด ในทางกลับกัน ไม้แม้มีมูลค่าส่งออกต่ำกว่า แต่มีสัดส่วนการพึ่งพาตลาด EU สูงถึงประมาณ 30%

นั่นหมายความว่า พลาสติกอาจมีความเสี่ยงสูงในเชิงมูลค่าที่เกี่ยวข้องกับตลาด EU ขณะที่ไม้มีความเสี่ยงในเชิงโครงสร้างมากกว่า เพราะหากตลาดยุโรปหดตัวหรือกฎใหม่เพิ่มต้นทุน ธุรกิจอาจหาตลาดอื่นมาทดแทนได้ยากกว่า 

ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์

อีกเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจคือ PPWR ไม่ได้กระทบเฉพาะบริษัทที่ผลิตขวด กล่อง หรือวัสดุบรรจุภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงทุกอุตสาหกรรมที่ต้องใช้บรรจุภัณฑ์ในการขายสินค้าเข้า EU

ข้อมูลที่เปรียบเทียบระดับการพึ่งพาตลาด EU กับ Packaging Intensity หรือระดับความเข้มข้นในการใช้บรรจุภัณฑ์ ชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมแต่ละกลุ่มมีระดับความเสี่ยงต่างกัน

กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสำอางและของใช้ส่วนบุคคล อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงสินค้าบางประเภทในกลุ่ม Leisure & Recreation เป็นตัวอย่างของอุตสาหกรรมที่ต้องจับตา เพราะแม้จะไม่ได้ขายบรรจุภัณฑ์โดยตรง แต่ต้นทุนของกล่อง ขวด ซอง หรือวัสดุป้องกันสินค้าถูกฝังอยู่ในสินค้าทุกชิ้นที่ส่งออก

ดังนั้น เมื่อกติกาของบรรจุภัณฑ์เปลี่ยน ต้นทุนของตัวสินค้าก็เปลี่ยนตามไปด้วย 

ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้เร็วกว่า อาจไม่ได้เพียงลดต้นทุนความเสี่ยง แต่ยังสามารถรักษาความสามารถในการเข้าถึงตลาดยุโรปไว้ได้ ขณะที่รายที่ปรับตัวช้ากว่าอาจต้องรับแรงกดดันพร้อมกันทั้งจากต้นทุนที่สูงขึ้น กำไรที่ลดลง และข้อจำกัดในการขายสินค้าเข้าสู่ตลาด EU

จากสิ่งที่เคยเป็นเพียง “ของที่ห่อสินค้า” บรรจุภัณฑ์จึงกำลังกลายเป็นหนึ่งในด่านใหม่ที่อาจตัดสินว่า สินค้าของผู้ส่งออกไทยจะไปต่อในตลาดยุโรปได้หรือไม่ 

อ้างอิง : Krungsri Research Compass

แชร์
EU คุมขยะบรรจุภัณฑ์ ส่งออกไทยต้นทุนพุ่ง SME เสี่ยงกำไรหด