
ฮุยกาหยัน (Hui Ka Yan) หรือสวีเจี่ยยิ่น (Xu Jiayin) ผู้ก่อตั้ง ไชน่า เอเวอร์แกรนด์ (China Evergrande Group) ชายที่เคยร่ำรวยที่สุดในจีนและเอเชีย ถูกศาลจีนตัดสินจำคุกตลอดชีวิตพร้อมสั่งยึดทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดในวันนี้ (20 สิงหาคม 2026) หลังจากที่เขารับสารภาพต่อ 8 ข้อกล่าวหา เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
คำตัดสินครั้งนี้เป็นบทสรุปของคดีที่เกิดขึ้นหลังเอเวอร์แกรนด์ผิดนัดชำระหนี้ในปี 2021 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์จีนที่ลากยาวและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนมาจนถึงปัจจุบัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเรื่องของเอเวอร์แกรนด์จบลงทั้งหมดแล้ว เพราะกระบวนการชำระบัญชียังดำเนินอยู่ เจ้าหนี้รวมถึงนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบยังต้องรอการขายทรัพย์สินของเอเวอร์แกรนด์ และการติดตามทรัพย์สินของฮุยกับอดีตผู้บริหาร เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ต่อไป
เรื่องราวของเอเวอร์แกรนด์และฮุยกาหยันเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร SPOTLIGHT ชวนย้อนกลับไปทบทวนที่มาที่ไปของมหากาพย์ครั้งนี้อีกครั้ง
ศาลจีนตัดสินให้ฮุยกาหยันวัย 67 ปี จำคุกตลอดชีวิต พร้อมยึดทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด หลังจากเจ้าตัวรับสารภาพในเดือนเมษายนต่อ 8 ข้อหา โดยครอบคลุมทั้งการใช้เงินโดยมิชอบ การระดมทุนโดยทุจริต การรับเงินฝากสาธารณะโดยผิดกฎหมาย การปล่อยกู้โดยผิดกฎหมาย การฉ้อโกง การออกหลักทรัพย์โดยทุจริต และการติดสินบน
นอกจากโทษของฮุยแล้ว ศาลยังสั่งปรับเอเวอร์แกรนด์เป็นเงิน 8,820 ล้านหยวน หรือประมาณ 43,036 ล้านบาท และปรับ เหิงต้า เรียลเอสเตท (Hengda Real Estate) ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของเอเวอร์แกรนด์ในจีนแผ่นดินใหญ่อีก 7,000 ล้านหยวน (ประมาณ 34,100 ล้านบาท) ขณะที่ผู้บริหารและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเอเวอร์แกรนด์อีก 56 คนก็ได้รับโทษในคดีนี้ด้วย
คำตัดสินของศาลระบุว่า การกระทำของเอเวอร์แกรนด์ เหิงต้า และฮุยเกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมหาศาล ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก และสร้างผลกระทบต่อสังคมอย่างร้ายแรง จึงต้องได้รับโทษอย่างหนักตามกฎหมาย
ฮุยกาหยันเติบโตมาในครอบครัวยากจนในชนบทของมณฑลเหอหนาน และเคยทำงานเป็นช่างเทคนิคในโรงงานเหล็ก ก่อนเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และก่อตั้งเอเวอร์แกรนด์ในปี 1996
เอเวอร์แกรนด์เติบโตขึ้นพร้อมกับตลาดอสังหาริมทรัพย์จีน โดยใช้การกู้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อขยายธุรกิจ จนกลายเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของจีนในแง่ยอดขายตามสัญญา และมีโครงการมากกว่า 1,300 แห่งใน 280 เมือง
ช่วงที่ธุรกิจรุ่งเรือง เอเวอร์แกรนด์ยังขยายไปทำธุรกิจอื่น ๆ ตั้งแต่น้ำดื่ม สโมสรฟุตบอล ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และกลายเป็นผู้กู้ยืมเงินสกุลดอลลาร์รายใหญ่ที่สุดในกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของจีน
ความสำเร็จของเอเวอร์แกรนด์ ทำให้ฮุยกลายเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย โดยในปี 2017 เขามีทรัพย์สินสุทธิ 45,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และขึ้นเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย ตามการจัดอันดับของ Forbes
ตลอดช่วงการขยายธุรกิจ เอเวอร์แกรนด์หาเงินทุนจากหลายทาง ทั้งการกู้ยืม การระดมทุนผ่านหุ้นและตราสารหนี้ รวมถึงการระดมเงินจากซัปพลายเออร์และนักลงทุนรายย่อย
แต่ตั้งแต่ปี 2020 ทางการจีนเริ่มเข้มงวดกับภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อหนี้ ทำให้เอเวอร์แกรนด์ซึ่งพึ่งพาเงินกู้จำนวนมากเผชิญข้อจำกัดในการหาเงินทุนใหม่เพื่อชำระหนี้เดิม
ในช่วงปลายปี 2021 เอเวอร์แกรนด์ผิดนัดชำระหนี้ส่วนใหญ่ จากภาระหนี้รวมประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ และความพยายามปรับโครงสร้างหนี้ในเวลาต่อมาก็ไม่สำเร็จ
จากนั้น ในปี 2024 ศาลฮ่องกงมีคำสั่งให้เอเวอร์แกรนด์ชำระบัญชี และตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเพิกถอนหุ้นออกในปีถัดมา
ฮุยกาหยันถูกทางการจีนควบคุมตัวในปี 2023 และไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะนับจากนั้น โดยทางการจีนไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสถานะของเขามากนัก นอกจากเอกสารของบริษัทที่ยืนยันว่าเขาอยู่ภายใต้การควบคุมของทางการ
ต่อมาในปี 2024 ทางการจีนเข้าตรวจสอบการดำเนินงานของทั้งกลุ่มเอเวอร์แกรนด์ โดยหน่วยงานกำกับหลักทรัพย์ของจีนระบุว่า เหิงต้า เรียลเอสเตท มีการบันทึกรายได้ล่วงหน้า ทำให้รายได้สูงเกินจริงมากกว่า 560,000 ล้านหยวน
การตรวจสอบยังนำไปสู่ข้อกล่าวหาอื่น ๆ ทั้งการปกปิดหนี้สิน การออกหลักทรัพย์โดยทุจริต การละเมิดกฎการเปิดเผยข้อมูล และการใช้กลไกการจ่ายเงินปันผลเพื่อยักยอกทรัพย์สินของบริษัท ส่งผลให้ในปีเดียวกันนั้น หน่วยงานกำกับหลักทรัพย์จีนได้ปรับฮุยและสั่งห้ามเขาเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ตลอดชีวิต
จนกระทั่งเมื่อเดือนเมษายน 2026 ฮุยรับสารภาพต่อศาลใน 8 ข้อหา ก่อนที่ศาลจะมีคำตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในวันนี้
คำตัดสินคดีของฮุยไม่ได้ทำให้เรื่องของเอเวอร์แกรนด์จบลง เพราะยังมีทั้งกระบวนการชำระบัญชีและผู้ได้รับผลกระทบที่ต้องติดตามต่อ
ปัจจุบัน เอเวอร์แกรนด์อยู่ระหว่างการชำระบัญชี นับตั้งแต่ศาลฮ่องกงมีคำสั่งในปี 2024 โดยผู้ชำระบัญชีอยู่ระหว่างจัดการและขายทรัพย์สินเพื่อนำเงินมาชำระหนี้
ข้อมูลจากผู้ชำระบัญชีระบุว่า ณ เดือนสิงหาคม 2025 มีการขายทรัพย์สินไปแล้วประมาณ 255 ล้านดอลลาร์ ขณะที่เจ้าหนี้มีข้อเรียกร้องรวมกันถึง 45,000 ล้านดอลลาร์
นอกจีนแผ่นดินใหญ่ ผู้ชำระบัญชียังต่อสู้ในชั้นศาลเพื่ออายัดทรัพย์สินของฮุยและอดีตภรรยา และพยายามเรียกคืนเงินปันผลและค่าตอบแทนที่จ่ายให้ฮุยและอดีตผู้บริหาร รวมประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์
ปัญหาของเอเวอร์แกรนด์ไม่ได้กระทบเฉพาะเจ้าหนี้รายใหญ่ แต่ยังมีนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากที่ซื้อผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่งของเอเวอร์แกรนด์และไม่ได้รับเงินคืนเต็มจำนวน การที่เอเวอร์แกรนด์ผิดนัดชำระหนี้เคยนำไปสู่การประท้วง เนื่องจากนักลงทุนจำนวนมากเป็นประชาชนรายได้ไม่สูงที่นำเงินไปลงทุน
หลังคำพิพากษาออกมาในวันนี้ ผู้ได้รับผลกระทบในกลุ่มโซเชียลมีเดียยังตั้งคำถามถึงเงินที่สูญเสียไป โดยมีทั้งความเห็นว่า “ประชาชนทั่วไปเป็นคนจ่ายต้นทุนทั้งหมด” และคำถามว่า “แล้วเงินของเราล่ะ ?”
สำหรับเงินที่จะกลับคืนไปยังเจ้าหนี้และนักลงทุน ข้อมูลที่มีในขณะนี้ระบุเพียงว่า กระบวนการชำระบัญชียังดำเนินต่อไป ทั้งการขายทรัพย์สินของเอเวอร์แกรนด์และการติดตามทรัพย์สินของฮุยกับอดีตผู้บริหาร จึงยังไม่มีตัวเลขระบุว่าเจ้าหนี้และนักลงทุนจะได้รับเงินคืนมากน้อยแค่ไหน