
สุนทรพจน์ของโดนัลด์ ทรัมป์ บนเวที World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ปี 2569 เมื่อคืนที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นแค่การขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีเศรษฐกิจโลกธรรมดา แต่เป็นการใช้เวทีระดับโลกสื่อสาร และขยายภาพของ “อเมริกาที่กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ครอบคลุมตั้งแต่ด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ความมั่นคง ไปจนถึงการย้ำบทบาทผู้นำของสหรัฐบนเวทีโลก
ในสุนทรพจน์ดังกล่าว ทรัมป์อ้างความสำเร็จของรัฐบาลตนเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดึงดูดเงินลงทุนระดับหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ การนำโลกด้านเอไอ ภาระค่าใช้จ่ายของนาโต ตลอดจนบทบาทในการยุติสงครามและจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาคำกล่าวเหล่านี้อย่างละเอียด หลายประเด็นกลับตั้งอยู่บนตัวเลขที่ยังขาดหลักฐานรองรับ การขยายความสำเร็จเกินจริง และการใช้ถ้อยคำที่ชวนให้เข้าใจผิด
บทความนี้ SPOTLIGHT จะพาผู้อ่าน “ผ่าสปีชดาวอส 2569” ของทรัมป์แบบแยกเป็นประเด็น ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่ “โม้” และขยายความจริงเกินข้อมูล และอะไรคือสิ่งที่ “มั่ว” ที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงด้านเศรษฐกิจ พลังงาน เทคโนโลยี และความมั่นคงระหว่างประเทศ ตั้งแต่ตัวเลขเงินลงทุน 18 ล้านล้านดอลลาร์ พลังงานลมของจีน การแข่งขันเอไอกับจีน ภาษีน้ำมันทะเลเหนือของสหราชอาณาจักร ภาระนาโต ไปจนถึงกรณีกรีนแลนด์
ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวอ้างว่ารัฐบาลของเขาสามารถดึงดูดการลงทุนเข้าสหรัฐฯ ได้มูลค่าสูงถึง 18 ล้านล้านดอลลาร์ โดยระบุว่าเป็น “ตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์” และย้ำซ้ำว่าเงินจำนวนดังกล่าว “ได้ถูกนำมาลงทุนแล้ว”
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่มีหลักฐานสาธารณะที่รองรับอย่างชัดเจน และทรัมป์เคยกล่าวอ้างในลักษณะใกล้เคียงกันมาก่อน โดยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เขาเคยระบุว่าสหรัฐฯ ดึงดูดการลงทุนได้ราว 17 ล้านล้านดอลลาร์
ข้อมูลจากเว็บไซต์ทำเนียบขาว ซึ่งอัปเดตล่าสุดในเดือนพฤศจิกายน และจัดทำขึ้นเพื่อติดตาม “การลงทุนใหม่ในภาคการผลิต เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ” ระบุว่ามูลค่าการลงทุนภายใต้รัฐบาลทรัมป์อยู่ที่ประมาณ 9.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขที่ประธานาธิบดีกล่าวอ้างเกือบครึ่งหนึ่ง
การลงทุนที่มีมูลค่าสูงสุดในบัญชีดังกล่าว คือแผนลงทุน 1.4 ล้านล้านดอลลาร์จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในภาคการผลิตและอุตสาหกรรม โดยเว็บไซต์สถานทูต UAE ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า UAE กำลังทำงานร่วมกับรัฐบาลทรัมป์เพื่อ “ผลักดันการลงทุนเชิงประวัติศาสตร์มูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ ภายในระยะเวลา 10 ปี”
นอกจากนี้ เกร็ก ออแคลร์ นักสถิติจากสถาบัน Peterson Institute for International Economics ยังให้สัมภาษณ์กับ BBC Verify ว่า ตัวเลขในระบบติดตามของทำเนียบขาวรวม "คำมั่นสัญญาการลงทุนที่อาจไม่เกิดขึ้นจริง" เข้าไปด้วย โดยยกตัวอย่างกรณีข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป ซึ่งขณะนี้มีแนวโน้มชะงักงันจากความตึงเครียดเรื่องกรีนแลนด์ ทำให้ตัวเลขทางการที่น้อยจากที่ทรัมป์กล่าวอ้างอยู่แล้วยังอาจน้อยลงไปได้อีก
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของรัฐสภายุโรปประกาศระงับกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงดังกล่าว “จนกว่าสหรัฐฯ จะกลับมาเดินหน้าในแนวทางความร่วมมือ แทนการเผชิญหน้า”
ออแคลร์ระบุเพิ่มเติมว่า แม้การลงทุนจากต่างประเทศในสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะประเมินได้ชัดเจนว่า นโยบายเร่งดึงดูดการลงทุนของรัฐบาลทรัมป์จะให้ผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมเพียงใด
ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกโรงวิจารณ์พลังงานลมอีกครั้ง โดยเรียกว่าพลังงานลมเป็น “กลโกงสีเขียวรูปแบบใหม่” และพุ่งเป้าไปที่จีน พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดประเทศผู้ผลิตกังหันลมรายใหญ่ของโลกอย่างจีนจึงไม่ใช้พลังงานลมภายในประเทศ
ทรัมป์กล่าวว่า แม้จีนจะเป็นผู้ผลิตกังหันลมเกือบทั้งหมดของโลก แต่เขากลับ “ไม่สามารถหาฟาร์มกังหันลมในจีนได้เลย” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า จีนผลิตกังหันลมเพื่อขายให้ประเทศอื่นในราคาสูง ขณะที่ประเทศผู้ซื้อกลับเป็นฝ่ายนำไปใช้งานจริง “พวกเขาฉลาดมาก จีนฉลาดมาก พวกเขาผลิตมันขึ้นมา ขายมันได้เงินเป็นกอบเป็นกำ แต่ไม่ใช้มันเอง” ทรัมป์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่ถูกต้อง จีนมีขีดความสามารถด้านพลังงานลมสูงที่สุดในโลก และเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมรายใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับทุกประเทศ ข้อมูลจาก Our World in Data ระบุว่า ในปี 2567 จีนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมได้ 997 เทราวัตต์ชั่วโมง มากกว่าสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ในอันดับสอง มากกว่าสองเท่า
จีนยังเป็นที่ตั้งของโครงการพลังงานลมขนาดมหาศาล รวมถึงกลุ่มฟาร์มกังหันลมในมณฑลกานซู่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในฟาร์มพลังงานลมที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีขนาดใหญ่จนสามารถมองเห็นได้จากอวกาศ
ข้อมูลจากสถาบันวิจัยด้านพลังงาน Ember Energy ระบุว่า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมของจีนในปี 2567 คิดเป็นราว 40% ของการผลิตพลังงานลมทั่วโลก ขณะที่ข้อมูลจาก Global Energy Monitor ชี้ว่า จีนยังมีโครงการพลังงานลมที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างกำลังการผลิตรวม 159 กิกะวัตต์ ควบคู่กับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์อีก 180 กิกะวัตต์
โครงการพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ดังกล่าวรวมกันคิดเป็นเกือบสองในสามของกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่ระบบทั่วโลก สะท้อนว่า จีนไม่ได้หลีกเลี่ยงการใช้พลังงานลมภายในประเทศดังที่ทรัมป์กล่าวอ้าง แต่ตรงกันข้าม จีนเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงานลมรายใหญ่ที่สุดของโลก
โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯ “นำโลกด้านเอไอแบบทิ้งห่าง และนำหน้าจีนอย่างมาก” แต่การประเมินจากผู้เล่นตัวจริงในอุตสาหกรรมกลับสะท้อนภาพการแข่งขันที่สูสีกว่านั้น
เจนเซน หวง ซีอีโอของเอ็นวิเดีย ระบุเมื่อเดือนกันยายนว่า จีนตามหลังสหรัฐฯ เพียงระดับ “เสี้ยววินาที” ขณะที่เดวิด แซ็กส์ ผู้ดูแลนโยบายเอไอของทำเนียบขาว ประเมินเมื่อเดือนมิถุนายนว่า โมเดลเอไอของจีนล้าหลังสหรัฐฯ เพียงราว 3-6 เดือน
ในอีกด้านหนึ่ง บริษัทเทคโนโลยีจีนอย่าง DeepSeek ได้เปิดตัวโมเดลต้นทุนต่ำที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกับเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ แม้จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านการเข้าถึงชิปขั้นสูงก็ตาม โดยทรัมป์เองก็ยอมรับว่า DeepSeek เป็น “สัญญาณเตือน” สำหรับบริษัทเทคโนโลยีอเมริกัน
โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวอ้างว่าราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ขณะนี้ “ต่ำกว่า 2.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในหลายรัฐ” และระบุว่าในไม่ช้าราคาเฉลี่ยจะลดลงเหลือต่ำกว่า 2 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยทั่วประเทศยังอยู่สูงกว่านั้น โดย ณ วันที่ 19 มกราคม ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยของสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 2.81 ดอลลาร์ต่อแกลลอน แม้จะลดลงอย่างมากจากจุดสูงสุดในปี 2565 แต่ยังไม่เคยปรับต่ำกว่า 2 ดอลลาร์ต่อแกลลอนนับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19
ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ณ วันที่ 21 มกราคม มีเพียง 10 รัฐเท่านั้นที่ราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 2.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอนหรือต่ำกว่า ซึ่งสะท้อนว่าคำกล่าวของทรัมป์เป็นภาพเฉพาะบางพื้นที่ ไม่ใช่สถานการณ์โดยรวมของทั้งประเทศ
โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวอ้างว่าค่ายาที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ในสหรัฐฯ “กำลังปรับลดลงได้มากถึง 90%” โดยชี้ว่าเป็นผลจากนโยบายด้านสาธารณสุขของรัฐบาล
ในทางปฏิบัติ รัฐบาลทรัมป์อยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทยาบางแห่งเพื่อลดราคายา พร้อมเปิดตัวแพลตฟอร์ม TrumpRx ซึ่งเป็นระบบจัดจำหน่ายยาตรงถึงผู้บริโภคภายใต้การกำกับของรัฐ มีเป้าหมายเชื่อมประชาชนกับยาที่มีราคาถูกลง ขณะเดียวกัน แผนด้านสาธารณสุขของทรัมป์ที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุเป้าหมายในการลดราคายา ลดเบี้ยประกัน และเพิ่มความโปร่งใสของระบบประกันสุขภาพ
อย่างไรก็ตาม ภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของชาวอเมริกันกลับเพิ่มสูงขึ้น หลังเงินอุดหนุนภายใต้กฎหมาย Affordable Care Act (ACA) ที่ได้รับการขยายเพิ่มเติม หมดอายุลงในเดือนธันวาคม ท่ามกลางการคัดค้านจากพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรส ส่งผลให้เบี้ยประกันในตลาดประกันสุขภาพพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลเดือนมกราคมระบุว่า มีชาวอเมริกันอย่างน้อย 1.4 ล้านคนยกเลิกแผนประกันสุขภาพระหว่างปี 2025 ถึง 2026 ท่ามกลางต้นทุนที่สูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ร่างกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act ยังเสนอการปรับโครงสร้างโครงการ Medicaid โดยกำหนดเงื่อนไขการทำงานที่เข้มงวดขึ้นสำหรับผู้รับสิทธิ และลดงบสนับสนุนจากรัฐบาลกลางรวมราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อระบบหลักประกันสุขภาพของสหรัฐฯ ในระยะยาว
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายพลังงานของสหราชอาณาจักร โดยยกกรณีน้ำมันทะเลเหนือขึ้นมาอ้างว่า อังกฤษทำให้บริษัทน้ำมันจากสหรัฐฯ และประเทศอื่น เข้าไปดำเนินกิจการแทบไม่ได้ และเก็บรายได้จากบริษัทน้ำมันที่เข้าไปดำเนินงานในพื้นที่ดังกล่าวไปเองถึง 92% อย่างไรก็ตาม ข้ออ้างดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง
ตามโครงสร้างภาษีปัจจุบัน บริษัทน้ำมันและก๊าซที่ดำเนินธุรกิจในทะเลเหนือของอังกฤษต้องเสียภาษีนิติบุคคลในอัตรา 30% และภาษีเสริมอีก 10% รวมเป็น 40% ซึ่งสูงกว่าอัตราภาษีนิติบุคคล 25% ที่ใช้กับบริษัทขนาดใหญ่อื่นทั่วไป
ขณะเดียวกัน ในเดือนพฤศจิกายน 2567 รัฐบาลอังกฤษได้ปรับเพิ่มภาษีกำไรส่วนเกิน (windfall tax) สำหรับภาคน้ำมันและก๊าซ จาก 35% เป็น 38% ส่งผลให้อัตราภาษีรวมที่เรียกเก็บจากอุตสาหกรรมน้ำมันทะเลเหนือเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 78%
ภาษีทั้งหมดนี้จัดเก็บจาก “กำไร” ของบริษัท ไม่ใช่จาก “รายได้” ตามที่ทรัมป์กล่าวอ้าง โดยภาษีกำไรส่วนเกินดังกล่าวถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2565 ในสมัยรัฐบาลอนุรักษนิยม เพื่อตอบสนองต่อปัญหาค่าพลังงานที่พุ่งสูง และมีกำหนดสิ้นสุดลงในปี 2573
คำกล่าวของทรัมป์ที่ระบุว่า หากสามารถลดการทุจริตลงได้ถึง 50% ก็จะทำให้งบประมาณสหรัฐฯ สมดุลโดยไม่ต้องพึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางตัวเลข
ข้อมูลจากสำนักงานตรวจสอบบัญชีรัฐบาลสหรัฐ (GAO) ระบุว่า มูลค่าความเสียหายจากการทุจริตที่ประเมินว่าสูงที่สุดอยู่ที่ราว 5.21 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และแม้ในกรณีที่สามารถกำจัดการทุจริตได้ทั้งหมด ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้น ก็ยังชดเชยได้ไม่ถึงหนึ่งในสามของการขาดดุลงบประมาณปี 2568 ที่มีมูลค่าประมาณ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์
หากลดการทุจริตได้เพียงครึ่งหนึ่งตามข้อเสนอ จะช่วยประหยัดงบประมาณได้ราว 2.6 แสนล้านดอลลาร์ หรือไม่ถึงหนึ่งในหกของช่องว่างทั้งหมด ทำให้รัฐบาลยังคงขาดงบประมาณอีกมากกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์จากเป้าหมายงบประมาณสมดุล
ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่ดาวอส ประธานาธิบดีสหรัฐฯ วิจารณ์นาโต โดยอ้างว่า “สหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายจ่ายเงินให้กับนาโตเกือบ 100%” และกล่าวว่าประเทศสมาชิกที่เคยไม่ปฏิบัติตามเป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหม 2% ของ GDP ได้ขยับขึ้นมาจ่ายถึง 5% แล้ว อย่างไรก็ตาม ทั้งสองข้อกล่าวอ้างนี้ไม่ถูกต้อง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ใช้จ่ายด้านกลาโหมมากที่สุดในกลุ่มนาโตจริง แต่ไม่ได้แบกรับภาระเกือบทั้งหมดอย่างที่กล่าวไว้ สัดส่วนการใช้จ่ายด้านกลาโหมของสหรัฐฯ คิดเป็นราว 70% ของการใช้จ่ายรวมของประเทศสมาชิกนาโตในช่วงก่อนหน้า ก่อนจะลดลงเหลือประมาณ 65% ในปี 2567 และคาดว่าจะอยู่ราว 62% ในปี 2568 หลังจากประเทศสมาชิกทั้งหมดมีแนวโน้มจะใช้จ่ายด้านกลาโหมอย่างน้อย 2% ของ GDP เป็นครั้งแรก
ผู้นำสหรัฐฯ ระบุซ้ำหลายครั้งว่า ประเทศนาโตส่วนใหญ่ “แทบไม่จ่ายอะไรเลย” และปล่อยให้สหรัฐฯ รับภาระเกือบทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง นาโตไม่ได้มีงบกลาโหมกองเดียวที่ประเทศสมาชิกต้องจ่ายร่วมกัน ประเทศต่าง ๆ มีภาระสองส่วน คือ การสมทบงบกลางของนาโตตามขนาดเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายงบกลาโหมของตนเองตามสัดส่วน GDP ที่ตกลงกัน
ในสมัยดำรงตำแหน่งวาระแรก เสียงวิจารณ์จากผู้นำสหรัฐฯ มีส่วนทำให้สัดส่วนการสมทบงบกลางของนาโตโดยสหรัฐฯ ลดลง จากราว 22% เหลือ 16% ในปี 2562 และลดลงมาอยู่ราว 15% ในเดือนนี้ อย่างไรก็ตาม งบกลางของนาโตเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการใช้จ่ายด้านกลาโหมทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงบระดับชาติของแต่ละประเทศ
ประเทศสมาชิกนาโตตกลงกันตั้งแต่ปี 2557 ว่าจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมให้ถึง 2% ของ GDP ภายใน 10 ปี ในปี 2559 มีเพียง 4 ประเทศจากกว่า 30 ประเทศที่ทำได้ ตัวเลขเพิ่มเป็น 8 ประเทศในปี 2563 เป็น 18 ประเทศในปี 2567 และเป็น 31 ประเทศในปี 2568 แม้เจ้าหน้าที่นาโตและผู้เชี่ยวชาญจะยอมรับว่าแรงกดดันจากสหรัฐฯ มีส่วนสำคัญ แต่การรุกรานยูเครนของรัสเซียก็เป็นปัจจัยเร่งสำคัญเช่นกัน
นอกจากนี้ แม้ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวถูกต้องในประเด็นที่ว่า ประเทศนาโตเห็นชอบเมื่อปีที่แล้วให้ตั้งเป้าการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่ 5% ของรายได้ประชาชาติภายในปี 2578 แต่เป้าหมายดังกล่าวเป็นเป้าระยะยาว และยังไม่เกิดขึ้นจริง ณ สิ้นปี 2568 ยังไม่มีประเทศใดใช้จ่ายถึงระดับดังกล่าว แม้แต่โปแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้งบกลาโหมสูงที่สุดเมื่อเทียบกับ GDP ก็ยังอยู่ต่ำกว่า 4.5%
ดังนั้น แม้แรงกดดันจากสหรัฐฯ จะมีบทบาทในการผลักดันให้ประเทศนาโตเพิ่มงบกลาโหม แต่การอ้างว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันของนาโต “เกือบ 100%” หรือว่าสหรัฐฯ ได้กดดันให้ประเทศสมาชิกขยับการใช้จ่ายด้านกลาโหมถึงระดับ 5% ของ GDP แล้วนั้น ถือเป็นการสื่อสารที่ทำให้เข้าใจผิด
คำกล่าวของโดนัลด์ ทรัมป์ที่ว่า หลังสงครามโลกครั้งที่สองสหรัฐอเมริกาได้ “คืนกรีนแลนด์ให้เดนมาร์ก” เป็นถ้อยคำที่ชวนให้เข้าใจผิด เพราะตามข้อเท็จจริงแล้ว กรีนแลนด์ไม่เคยเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ที่จะนำไป “คืน” ได้ตั้งแต่แรก นอกจากนี้ คำอธิบายดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกับกรอบกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น
นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระบุว่า สิ่งที่ทรัมป์น่าจะอ้างถึงคือข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศระหว่างสหรัฐอเมริกาและเดนมาร์กในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นในปี 2484 หลังนาซีเยอรมนีบุกยึดเดนมาร์ก เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำกรุงวอชิงตันเป็นผู้จัดทำข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยให้สิทธิแก่สหรัฐอเมริกาในการตั้งฐานทัพและใช้กรีนแลนด์เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร เพื่อแลกกับการคุ้มครองเกาะจากการยึดครองของนาซี ข้อตกลงดังกล่าวมุ่งเน้นด้านความมั่นคงในภาวะสงคราม ไม่ได้ให้อำนาจอธิปไตยหรือการควบคุมดินแดนแก่สหรัฐฯ
สตีเวน เพรส ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งศึกษาประเด็นอธิปไตยยุโรป ระบุว่า ข้อตกลงปี 2484 มีสถานะทางกฎหมายที่ “ไม่มั่นคง” เนื่องจากไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐเดนมาร์กในฐานะรัฐบาลที่ปกครองประเทศตามปกติ แต่เกิดจากการตัดสินใจของเอกอัครราชทูตซึ่งโดยสาระทำหน้าที่เสมือนรัฐบาลพลัดถิ่น อย่างไรก็ดี ความคลุมเครือทางกฎหมายดังกล่าวไม่ได้แปลว่าสหรัฐฯ ได้รับสิทธิครอบครองกรีนแลนด์ เพราะข้อตกลงไม่เคยโอนอำนาจอธิปไตยให้แก่สหรัฐอเมริกา
มิเกล รุงเงอ โอเลเซน นักวิจัยจากสถาบันการศึกษานานาชาติเดนมาร์กในกรุงโคเปนเฮเกน ยอมรับว่า เอกอัครราชทูตเดนมาร์กในขณะนั้นแทบจะ “ดำเนินการนอกกรอบอำนาจ” ของรัฐบาลที่ถูกยึดครอง แต่เขาย้ำว่า ขอบเขตของสิ่งที่ตกลงไว้นั้นมีข้อจำกัดชัดเจน “เขาไม่ได้ยกหมู่เกาะเหล่านั้นให้แก่สหรัฐฯ” โอเลเซนกล่าว “เขาเพียงให้สิทธิในการตั้งฐานทัพเท่านั้น”
ในเนื้อหาของข้อตกลงยังมีการอ้างอิงถึงอธิปไตยของเดนมาร์กเหนือกรีนแลนด์หลายครั้ง โดยเรียกราชอาณาจักรเดนมาร์กว่าเป็น “ประเทศแม่” ของเกาะ และมีถ้อยคำระบุอย่างชัดเจนว่า “รัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกาขอยืนยันการรับรู้และการเคารพต่ออธิปไตยของราชอาณาจักรเดนมาร์กเหนือกรีนแลนด์” สะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายรับรู้ตรงกันว่ากรีนแลนด์ยังคงอยู่ภายใต้อำนาจของเดนมาร์ก
โอเลเซนกล่าวเพิ่มเติมว่า หากสหรัฐอเมริกาตัดสินใจใช้กำลังยึดกรีนแลนด์เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ในทางปฏิบัติแล้ว “เดนมาร์กอาจไม่สามารถทำอะไรได้” แต่เขาเน้นว่า การกระทำเช่นนั้นจะ “ไม่มีฐานทางกฎหมายใดรองรับ” ขณะที่เพรสชี้ว่า คำกล่าวของทรัมป์จะดูใกล้เคียงความจริงก็ต่อเมื่อมองอธิปไตยผ่านกรอบของอำนาจทางทหารล้วน ๆ มากกว่าสนธิสัญญา กฎหมาย หรือความยินยอมของประชาชน แต่หากพิจารณาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สหรัฐฯ ไม่เคยมีอำนาจที่จะ “ถือครอง” หรืออ้างอธิปไตยเหนือกรีนแลนด์
นอกจากนี้ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ ไม่เพียงไม่เคย “คืน” กรีนแลนด์เท่านั้น แต่ยังเคยรับรองอธิปไตยของเดนมาร์กอย่างเป็นทางการ ขณะที่มีเหตุการณ์อีกหลายครั้งที่ยืนยันชัดถึงอำนาจอธิปไตยของเดนมาร์กเหนือกรีนแลนด์
ย้อนกลับไปในปี 2459 โรเบิร์ต แลนซิง รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เคยกล่าวว่าสหรัฐฯ “จะไม่คัดค้าน” หากรัฐบาลเดนมาร์กขยายอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจครอบคลุมทั่วกรีนแลนด์ ภายใต้ข้อตกลงที่เดนมาร์กขายหมู่เกาะเวอร์จินให้สหรัฐฯ ซึ่งไม่ได้เป็นการโอนกรรมสิทธิ์หรืออธิปไตยของกรีนแลนด์ให้สหรัฐฯ แต่อย่างใด
ต่อมา เมื่อปี 2474 นอร์เวย์พยายามอ้างสิทธิ์เหนือบางส่วนของกรีนแลนด์ แต่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสินในปี 2476 ให้เดนมาร์กเป็นฝ่ายชนะ โดยอ้างอิงสนธิสัญญาปี 2357 ที่ยืนยันว่าเดนมาร์กยังคงครอบครองกรีนแลนด์ แม้จะยกนอร์เวย์ให้สวีเดนไปแล้ว
ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับเดนมาร์กในปี 2484 และ 2494 ซึ่งอนุญาตให้สหรัฐฯ ตั้งฐานทัพในกรีนแลนด์ ก็ระบุชัดว่าเป็นการดำเนินการโดยไม่กระทบต่ออธิปไตยของราชอาณาจักรเดนมาร์ก สะท้อนว่าสหรัฐฯ ไม่เคยครอบครองกรีนแลนด์ และไม่เคยมีสถานะที่จะ “คืน” ดินแดนดังกล่าวให้เดนมาร์กได้
โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่าสหรัฐอเมริกา “ไม่เคยได้อะไรเลย” จากนาโต และสหรัฐฯ ก็ “ไม่เคยขออะไรตอบแทน” จากพันธมิตรในกลุ่มดังกล่าว แต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบทบาทของนาโตกลับขัดแย้งกับคำกล่าวนี้อย่างชัดเจน
หลักการก่อตั้งของนาโตคือ “การป้องกันร่วมกัน” โดยมาตรา 5 ของสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือระบุว่า การโจมตีประเทศสมาชิกหนึ่งประเทศจะถือเป็นการโจมตีสมาชิกทั้งหมด มาตรานี้ถูกนำมาใช้เพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของนาโต คือภายหลังเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2544 เมื่อสหรัฐเป็นฝ่ายร้องขอความช่วยเหลือ
หลังจากนั้น พันธมิตรนาโตได้ระดมการสนับสนุนสหรัฐในวงกว้าง นาโตเปิดปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย รวมถึงการส่งอากาศยานเรดาร์มาป้องกันน่านฟ้าสหรัฐ และการลาดตระเวนทางทะเลในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ประเทศสมาชิกนาโตได้ส่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์เข้าร่วมสงครามในอัฟกานิสถานและอิรัก ภายใต้การนำของสหรัฐ
ต้นทุนของการสนับสนุนดังกล่าวมีทั้งด้านกำลังและชีวิต ตามข้อมูลของ iCasualties.org ระหว่างปี 2544-2564 พันธมิตรนาโตเสียชีวิตในอัฟกานิสถานรวม 1,144 นาย จากผู้เสียชีวิตฝ่ายพันธมิตรทั้งหมด 3,609 นาย สหราชอาณาจักรสูญเสียกำลังพล 455 นาย แคนาดา 158 นาย ฝรั่งเศส 86 นาย เยอรมนี 54 นาย และเดนมาร์ก 43 นาย ขณะที่ในอิรัก ประเทศพันธมิตรเสียชีวิตรวม 324 นาย จากยอดรวม 4,910 นาย โดยสหราชอาณาจักรเพียงประเทศเดียวสูญเสียถึง 182 นาย
กรณีของเดนมาร์กสะท้อนความจริงเรื่องความพร้อมของพันธมิตรได้อย่างชัดเจน กองกำลังเดนมาร์กส่วนใหญ่ถูกส่งไปประจำการในพื้นที่การสู้รบที่รุนแรงที่สุดในจังหวัดเฮลมันด์ เคียงข้างกองกำลังอังกฤษ ส่งผลให้เดนมาร์กมีอัตราการสูญเสียต่อประชากรสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งในบรรดาพันธมิตรของสหรัฐ โดยตลอดช่วงปี 2545-2557 เดนมาร์กส่งทหารเข้าร่วมปฏิบัติการในอัฟกานิสถานราว 18,000 นาย
เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงทั้งหมด การตอบสนองของนาโตหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน และการเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารที่สหรัฐเป็นผู้นำ แสดงให้เห็นว่านาโตไม่ได้ “ไม่ให้อะไรเลยกับสหรัฐฯ” อย่างที่ทรัมป์กล่าว เพราะที่ผ่านมาชาติพันธมิตรไม่เพียงใช้มาตรา 5 เพื่อปกป้องสหรัฐเท่านั้น แต่ยังยอมแบกรับต้นทุนด้านกำลังพลและชีวิตจำนวนมากในสงครามที่สหรัฐเป็นฝ่ายริเริ่มเอง
โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเขาสามารถ “ยุติสงครามได้ถึงแปดแห่ง” แม้จะไม่ได้ระบุชัดว่าหมายถึงความขัดแย้งใดบ้าง แต่การที่เขากล่าวอ้างซ้ำหลายครั้งตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่ง ทำให้พอประเมินได้ว่าเขากำลังอ้างถึงกรณีใด
รัฐบาลของทรัมป์มีส่วนร่วมในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน อินเดียกับปากีสถาน รวมถึงอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงเหล่านี้เป็นเพียงความคืบหน้าแบบจำกัด และผู้นำบางประเทศก็โต้แย้งถึงบทบาทของทรัมป์ในกระบวนการดังกล่าว
ทรัมป์ยังมีบทบาทในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงและการแลกเปลี่ยนตัวประกันระหว่างอิสราเอลกับฮามาส แต่ข้อตกลงนี้ยังดำเนินไปเป็นหลายขั้นตอนและยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยมีรายงานว่ามีชาวกาซาเสียชีวิตอีกหลายร้อยคน นับตั้งแต่ข้อตกลงระยะแรกเริ่มมีผลในเดือนตุลาคม
ในหลายกรณี ความพยายามยุติความขัดแย้งกลับไม่ยั่งยืน ข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวระหว่างรวันดากับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกพังทลายลง และการสู้รบที่เกิดขึ้นหลังการลงนามในเดือนมิถุนายน ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิตหลายร้อยคน ส่วนความตึงเครียดระหว่างกัมพูชากับไทย ยังดำเนินต่อไป ท่ามกลางข้อกล่าวหาต่อกันเรื่องการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและการปะทะตามแนวชายแดน
สำหรับกรณีอียิปต์กับเอธิโอเปีย เป็นข้อพิพาททางการทูตเกี่ยวกับโครงการเขื่อนบนแม่น้ำไนล์ มากกว่าจะเป็นสงครามโดยตรง ขณะที่กรณีโคโซโวกับเซอร์เบีย ยังไม่ชัดเจนว่าสถานการณ์ใดที่ทรัมป์เชื่อว่าเขาสามารถป้องกันไม่ให้บานปลายเป็นความขัดแย้งได้
โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า “พวกเขาเรียกผมว่า Daddy” โดยพาดพิงถึงผู้นำชาติสมาชิกนาโต แต่ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้มีเพียงกรณีเดียว คือคำพูดของมาร์ก รึตเตอ เลขาธิการนาโต ในการประชุมสุดยอดเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากทรัมป์เปรียบอิสราเอลกับอิหร่านว่าเป็นเหมือน “เด็กสองคนทะเลาะกันในสนามโรงเรียน” ซึ่งรึตเตอพูดแซวกลับว่า “บางครั้ง ‘Daddy’ ก็ต้องใช้ถ้อยคำที่หนักแน่น”
อย่างไรก็ตาม การที่ทรัมป์ใช้คำว่า “พวกเขา” ทำให้ดูเหมือนว่าผู้นำนาโตหลายคนเรียกเขาในลักษณะเดียวกัน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่ามีรูปแบบเช่นนั้นเกิดขึ้นจริง
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวอ้างข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอีกหลายประเด็น ซึ่งมีสื่อเคยตรวจสอบข้อเท็จจริงไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ได้แก่
อ้างอิง: BBC, The New York Times, The Guardian