
ช่วงหลังมานี้ผมเห็นเพื่อนๆ และนักลงทุนรุ่นใหม่หันมาสนใจลงทุนใน ETF (Exchange Traded Fund) กันเยอะมาก ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลยครับ เพราะการลงทุนใน ETF คือหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด ตอบโจทย์ทั้งความง่าย ค่าธรรมเนียมต่ำ และช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี
แต่รู้ไหมว่าภายใต้ความสะดวกสบายที่แสนจะง่ายและเท่ในเวลาเดียวกันนั้น ยังมี "กับดัก" ซ่อนอยู่เพียบ ถ้าไม่ระวังให้ดี พอร์ตที่หวังจะให้โตอาจจะกลายเป็นติดลบแทน วันนี้ผมในฐานะที่คลุกคลีอยู่ในวงการกองทุน อยากจะแชร์ 5 จุดตายที่มือใหม่มักจะพลาด ลงทุนแล้วพอร์ตพัง ขาดทุนแบบงงๆ เพราะเผลอไปเหยียบกับดักเหล่านี้ พร้อมแถมวิธีแก้เกมฉบับเข้าใจง่ายมาฝากกันครับ
หลายคนชอบคิดว่า พอขึ้นชื่อว่าเป็น ETF ปุ๊บ แปลว่ากระจายความเสี่ยงแล้ว ปลอดภัยแน่นอน แต่ความเป็นจริงคือ ETF บนโลกนี้มีหลายประเภทมากครับ บางตัวเป็น ETF แบบเฉพาะเจาะจง (Thematic) เช่น เน้นลงทุนในกลุ่มพลังงานสะอาด, เมกะเทรนด์ หรือแม้แต่กลุ่มกัญชา
อุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่มแบบนี้มีความผันผวนสูงมากนะครับ ถ้าอุตสาหกรรมนั้นเป็นขาลง พอร์ตคุณก็อาจจะติดลบหนักไม่ต่างจากการซื้อหุ้นรายตัวเลย
●วิธีแก้เกม: ก่อนจะกดซื้อ ให้เปิดเข้าไปดูไส้ในเสมอครับ ว่าเขาเอาเงินเราไปลงทุนในทรัพย์สินอะไรบ้าง กระจุกตัวเกินไปไหม เลือกให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่เรานอนหลับสบายดีกว่าครับ
จริงอยู่ที่ ETF ส่วนใหญ่ค่าธรรมเนียมต่ำ แต่มันไม่ได้ต่ำ "ทุกตัว" นะครับ ETF ที่เป็นสายเทคนิคัล ท่ายากๆ หรือธีมแปลกๆ อาจชาร์จค่าธรรมเนียมคุณสูงถึง 0.7% - 1% ต่อปีเลยทีเดียว ในขณะที่ ETF ดัชนีหลักๆ อย่าง S&P 500 หรือหุ้นโลก อาจจะเก็บคุณแค่ 0.03% - 0.1% เท่านั้น
● วิธีแก้เกม: หากคุณเจอ ETF ที่อ้างอิงดัชนีเดียวกัน หรือลงทุนสไตล์เดียวกัน ให้จับมาเทียบ Expense Ratio กันเลยครับ แล้วเลือกตัวที่ถูกกว่า เพราะในระยะยาว เงินเปอร์เซ็นต์เล็กๆ เหล่านี้แหละครับที่จะงอกเงยเป็นผลตอบแทนก้อนโตของเรา
การซื้อ ETF บนกระดานหุ้นมันเป็นแบบเรียลไทม์ (Real-time) ครับ ถ้าคุณไปเลือก ETF ที่คนไม่ค่อยฮิต ปริมาณการซื้อขายน้อย สิ่งที่คุณจะเจอคือ "ส่วนต่างราคาซื้อกับราคาขาย (Bid-Offer Spread) ที่ถ่างกันมาก" นั่นแปลว่าตอนคุณซื้อ คุณอาจต้องซื้อแพง และตอนอยากจะเทขาย คุณก็ต้องยอมขายในราคาที่ถูกลงไปอีก
●วิธีแก้เกม: เช็คปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันและดูช่องว่างราคา (Spread) ก่อนลงทุนเสมอครับ แต่ถ้าคุณลงทุนใน ETF ดัชนีตัวใหญ่ๆ ระดับโลกอยู่แล้ว เรื่องนี้สบายใจได้เลยครับ ไม่ค่อยมีปัญหา
หัวใจของ ETF แบบ Passive คือ การทำผลตอบแทนให้เกาะติดดัชนีอ้างอิงให้เป๊ะที่สุด ค่าที่ใช้วัดความเป๊ะนี้เรียกว่า "Tracking Error" ครับ ถ้าค่านี้ต่ำ แปลว่าผู้จัดการกองทุนเก่ง ทำผลงานได้ล้อไปกับดัชนี
แต่ถ้าค่านี้สูง แปลว่าราคามันวิ่งสะเปะสะปะ ห่างจากดัชนีครับ บางคนอาจจะดีใจที่บางปีได้กำไรเยอะกว่าดัชนี แต่ระวังนะครับ! การที่มันเหวี่ยงแรงกว่า แปลว่าในยามตลาดแย่ มันก็มีสิทธิ์จะพาคุณขาดทุนหนักกว่าดัชนีได้เหมือนกัน
● วิธีแก้เกม: เราซื้อ ETF ดัชนี เพราะเราไม่อยากมานั่งลุ้นครับ ดังนั้นเลือกตัวที่ Tracking Error ต่ำๆ เกาะติดดัชนีไว้ ชัวร์สุดครับ
ข้อนี้คนฉลาดๆ มักจะพลาดกันเยอะครับ! คือพยายามจัดพอร์ตด้วยการซื้อ ETF หลายๆ ตัว เพราะคิดว่าคือการกระจายความเสี่ยง เช่น ซื้อทั้ง VOO (อ้างอิง S&P 500) และ QQQ (อ้างอิง Nasdaq 100) ซื้อคู่กันเลยดูเท่ดี
แต่รู้ไหมครับว่า ไส้ในของ 2 ตัวนี้ มีหุ้นที่ "ซ้ำทับกัน (Overlap)" เกือบ 50%! โดยเฉพาะกลุ่ม 7 นางฟ้าเทคโนโลยี (Magnificent 7) อย่าง Apple, Microsoft, Nvidia ฯลฯ กลายเป็นว่าเงินพอร์ตคุณกว่า 40% ไปกระจุกตัวอยู่กับหุ้นแค่ 7 บริษัท ถ้าหุ้นเทคฯ ร่วง พอร์ตคุณก็จะดิ่งเหวพร้อมกันทั้ง 2 กองเลยครับ
●วิธีแก้เกม: เข้าไปส่อง Top Holdings (หุ้นที่กองทุนถือเยอะสุด) เสมอ ว่ามันซ้อนทับกันไหม การกระจายความเสี่ยงที่แท้จริง คือการถือสินทรัพย์ที่ "แตกต่างกัน" อย่างชัดเจนครับ
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่า "โห... ยุ่งยากจัง ไม่มีเวลามานั่งคัดนั่งส่องทีละกองหรอก" ผมขอแนะนำวิธีการจัดพอร์ตที่เวิร์กมากๆ และแก้ปัญหาทั้ง 5 ข้อด้านบนได้หมดจด นั่นคือการจัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยงทั่วโลก (Global ETF) โดยอิงตามทฤษฎี Modern Portfolio Theory ครับ
แนวคิดคือ แทนที่เราจะไปเดาว่าหุ้นประเทศไหนจะมา หรือหุ้นธีมไหนจะพุ่ง เราแค่กวาดซื้อให้ครอบคลุมสินทรัพย์หลักๆ ที่ไม่ทับซ้อนกันเลย ตัวอย่างเช่นพอร์ต Global ETF (ซึ่งทาง Jitta Wealth ก็ใช้โมเดลนี้เป็นแกนหลัก) จะประกอบไปด้วย 5 กองทัพหลักครับ:
เห็นไหมครับว่า พอเราจัดพอร์ตแบบนี้ ไส้ในมันไม่ทับซ้อนกันเลย (No Overlap) และกองทุนที่เป็น ETF ดัชนีระดับโลกพวกนี้ สภาพคล่องสูงปรี๊ด (High Liquidity) ค่าธรรมเนียมถูกแสนถูก (Low Expense Ratio) แถม Tracking error ต่ำมาก เรียกว่าอุดรอยรั่วทั้ง 5 ข้อได้สนิทเลยครับ เทคนิกง่ายๆ นี้คุณจะลองลอกการบ้านเพื่อไปจัดพอร์ตด้วยตัวเองก็ได้นะครับ หรือจะให้ง่ายกว่านั้น หากจะลงทุนผ่าน Jitta Wealth ก็ยินดีมากๆ ครับ
สุดท้ายนี้ อย่าลืมนะครับ การลงทุนไม่ใช่การวัดดวง แต่คือการวางแผนที่ชาญฉลาดและการลงทุนที่ยั่งยืนที่สุด ไม่ใช่การวิ่งไล่ล่าหาผลตอบแทนให้ได้สูงที่สุดในเวลาอันสั้นหรอกนะครับ แต่มันคือการสร้างพอร์ตที่สมดุล กระจายความเสี่ยงอย่างถูกต้อง แล้วปล่อยให้เวลาและ "ดอกเบี้ยทบต้น" ทำงานของมันไป
เพียงแค่คุณตั้งเป้าหมาย จัดพอร์ตให้ดี แล้วเอาเวลาไปใช้ชีวิต ไปทำงาน ไปเที่ยว ปล่อยให้เงินทำงานแทนเราแบบสมาร์ทๆ ดีกว่าครับ ขอให้มีความสุขกับการลงทุนนะครับ!

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. จิตตะ เวลธ์ จำกัด