
การเมืองภายในเกาหลีใต้กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีอี แจมยอง เสนอชื่อ นางฮัน ซองซุก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และสตาร์ทอัพ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ล่าสุด ในวันที่ 8 มิถุนายน เธอได้เดินทางมาถึงสำนักงานชั่วคราว ณ ศูนย์ฝึกอบรมบริการกำกับดูแลทางการเงิน ในเขตจงโน เพื่อเตรียมตัวเข้ารับการไต่สวนรับรองตำแหน่งจากรัฐสภา ซึ่งหากเธอผ่านการอนุมัติ ก็จะสร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศในรอบ 2 ทศวรรษ หรือในรอบ 20 ปีทันที
การเสนอชื่อในครั้งนี้กลายเป็นกระแสฮือฮาเมื่อ 6 องค์กรยักษ์ใหญ่ในแวดวงธุรกิจเกาหลีใต้ พร้อมใจกันออกแถลงการณ์สนับสนุนเธอแบบ "เทหมดตัก" โดยยกย่องว่า เธอคือคนเดียวที่ใช่และเหมาะสมที่สุดในการนำพาประเทศฝ่าวิกฤตนาทีนี้ จนทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เธอคนนี้เก่งมาจากไหน และมีดีอะไรฝั่งธุรกิจถึงยอมส่งเสียงเชียร์สุดตัว
แต่ท่ามกลางความคาดหวังอันล้นหลามจากภาคเอกชน สปอตไลต์นี้กลับมาพร้อมกับเครื่องหมายคำถามชวนคิดจากสังคม เพราะหากมองย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองเกาหลีใต้ ผู้นำหญิงระดับสูงของประเทศมักมีเส้นทางที่ "จบไม่สวย" และต้องเผชิญกับมรสุมวิบากกรรมทางกฎหมายจนถึงขั้นติดคุกติดตารางอย่างน่าใจหาย
Spotlight พาทำความรู้จักว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ของเกาหลีใต้ เหตุผลที่ภาคธุรกิจผลักดัน ฮัน ซองซุกคืออะไร? พร้อมย้อนรอยเส้นทางของอดีตผู้นำหญิงอย่าง ‘ฮัน มยองซุก’ อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก หรือ ‘พัค กึน-ฮเย’ อดีตประธานาธิบดีหญิงคนแรก ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเธอ
สัญญาณหนุนสุดตัวในครั้งนี้ ส่งผ่านแถลงการณ์ร่วมของ 6 องค์กรธุรกิจยักษ์ใหญ่ ทั้งหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งเกาหลี, สมาพันธ์อุตสาหกรรมแห่งเกาหลี, สมาคมการค้าระหว่างประเทศเกาหลี, สมาพันธ์วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งเกาหลี, สมาพันธ์นายจ้างแห่งเกาหลี และสมาพันธ์วิสาหกิจขนาดกลางแห่งเกาหลี (FOMEK) ที่ประสานเสียงยินดีกับการเสนอชื่อครั้งนี้ เพราะเธอคืออดีตผู้นำธุรกิจที่เคยนำทัพในแนวหน้าการบริหารองค์กรมาโดยตรง
เมื่อมองย้อนดูเส้นทางการบริหารที่ผ่านมา ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเธอถึงได้รับความไว้วางใจขนาดนี้ เพราะเธอคือผู้เชี่ยวชาญยุคบุกเบิกรุ่นแรกของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ในเกาหลีใต้ และสร้างผลงานชิ้นโบแดงด้วยการขึ้นดำรงตำแหน่ง "ซีอีโอหญิงคนแรก" นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท เนเวอร์ (Naver) ยักษ์ใหญ่ด้านอินเทอร์เน็ตของประเทศ ซึ่งเธอได้พิสูจน์ฝีมือด้วยการเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลเกาหลีใต้มาแล้ว
สำหรับประวัติโดยคร่าวของ ฮัน ซองซุก เธอถือเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจที่หาได้ยาก เพราะผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนทั้งภาคเอกชนและภาคนโยบาย โดยนอกจากเคยเป็นบิ๊กบอสของ Naver แล้ว เธอยังเคยดำรงตำแหน่งประธานสมาคมบริษัทอินเทอร์เน็ตแห่งเกาหลี ก่อนจะก้าวเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และสตาร์ทอัพเป็นคนแรกของรัฐบาลชุดปัจจุบันเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว และได้รับการเสนอชื่อขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในอีกหนึ่งปีให้หลัง
แวดวงธุรกิจมองว่า เศรษฐกิจเกาหลีใต้กำลังอยู่บนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ ทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI, การจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลก, การเปลี่ยนแปลงทางการค้า และวิกฤตประชากรเกิดต่ำและสังคมสูงวัย ซึ่งฮัน ซองซุก เป็นผู้ที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงในแนวหน้าของภาคอุตสาหกรรม และเข้าใจ "ภาษาของตลาด" ดีกว่าใคร จึงเหมาะสมที่สุดในการเข้ามาปฏิรูปกฎระเบียบและสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและสร้างงาน
หากจะดูว่าทำไมสังคมถึงจับตาเส้นทางของผู้นำหญิง ต้องย้อนไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดี โน มูฮยอน เกาหลีใต้ได้บันทึกประวัติศาสตร์ต้อนรับ ‘ฮัน มยองซุก’ ในฐานะนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ โดยเธอเข้าดำรงตำแหน่งตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2006 ถึงมีนาคม ปี 2007 รวมวาระเกือบ 1 ปีเท่านั้น ในฐานะแกนนำคนสำคัญของฝั่งการเมืองก้าวหน้าจากพรรคอูรี และเป็นอดีตรัฐมนตรีหญิงที่เคยขับเคลื่อนงานด้านความเท่าเทียมทางเพศและสิ่งแวดล้อมอย่างโดดเด่น
ทว่า เส้นทางการเมืองของเธอกลับต้องจบลงอย่างหม่นหมอง เมื่อเธอต้องเผชิญวิบากกรรมทางกฎหมายในคดีพิจารณาความผิดฐานรับสินบนอันอื้อฉาวในปี 2009 แม้ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องในตอนแรก แต่คำตัดสินกลับถูกเปลี่ยนในชั้นอุทธรณ์ ส่งผลให้เธอต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปีเต็ม กลายเป็นอดีตผู้นำหญิงที่ต้องเข้าเรือนจำ แม้เธอและสมาชิกพรรคจะยืนยันมาโดยตลอดว่าคดีนี้มีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง
จนกระทั่งในปี 2021 กระทรวงยุติธรรมได้สั่งรื้อคดีเพื่อสอบสวนพฤติกรรมมิชอบและการขู่เข็ญพยานของฝั่งอัยการในอดีต โดยอดีตประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ได้ประกาศ "คืนสิทธิ์และล้างมลทินอย่างเป็นทางการ" ผ่านการประกาศอภัยโทษครั้งใหญ่ของประเทศ นับเป็นการล้างมลทินของเธอในที่สุด
อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่สั่นคลอนเกาหลีใต้ทั้งประเทศคือเรื่องราวของ ‘พัค กึน-ฮเย’ บุตรสาวอดีตผู้นำเผด็จการผู้เติบโตในบลูเฮาส์ เธอผ่านโศกนาฏกรรมครอบครัวจนได้รับความเห็นใจจากประชาชน และโลดแล่นในสภาถึง 5 สมัยจนได้ฉายา "ราชินีแห่งการเลือกตั้ง" ก่อนจะสร้างประวัติศาสตร์ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศในปี ปี 2013 ท่ามกลางความหวังที่จะนำความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจกลับมาอีกครั้ง
ทว่า ความเฟื่องฟูนั้นล่มสลายลงในฤดูร้อนปี. 2016 เมื่อเกิดคดีทุจริตคอร์รัปชันสะเทือนโลก หลังสื่อเปิดโปงว่า "ชเว ซุนชิล" เพื่อนสนิทผู้เป็นผู้นำลัทธิ ได้เข้ามาทรงอิทธิพลเบื้องหลัง แอบแก้งานราชการ และร่วมมือกับคนสนิทข่มขู่รีดไถเงินจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้เข้ากระเป๋าตัวเองเป็นมูลค่าสูงถึง 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 2.4 พันล้านบาท) จนนำไปสู่การประท้วงขับไล่ของประชาชนนับล้าน
ชนวนทุจริตนี้ทำให้เธอถูกรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญสั่งถอดถอนออกจากตำแหน่งอย่างเป็นเอกฉันท์ในเดือนมีนาคม ปี 2017 ส่งผลให้เธอต้องสูญเสียสิทธิ์คุ้มกันทางการเมือง และถูกจับกุมดำเนินคดีทันทีถึง 18 กระทง ทั้งข้อหาใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบและรับสินบน ซึ่งเป็นข้อหาร้ายแรงที่มีโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต
ในที่สุด ศาลตัดสินให้เธอมีความผิดจริงและสั่งจำคุกรวมสูงสุดถึง 33 ปี พร้อมปรับเงินอีก 2 หมื่นล้านวอน (ราว 540 ล้านบาท) โดยคำพิพากษาประวัติศาสตร์นี้ถูกถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ ก่อนที่โทษจะถูกลดเหลือ 20 ปี และได้รับปาฏิหาริย์จากการอภัยโทษเป็นกรณีพิเศษในวันสิ้นปี ปี 2021 ปิดฉากเส้นทางอดีตผู้นำหญิงสูงสุดที่เคยรุ่งโรจน์แต่ลงท้ายในเรือนจำ