
สงครามระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน ปะทุขึ้นจนลุกลามสู่การปิดล้อมทางเรือบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างคาดการณ์ตรงกันถึงฉากทัศน์อันเลวร้ายที่สุด นั่นคือ ภาวะช็อกด้านอุปทานน้ำมัน (Oil-Supply Shock) ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หลายฝ่ายคาดว่าวิกฤตครั้งนี้ อาจดันราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และฉุดเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงรอบใหม่
ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินจริงกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ยืนระยะอยู่ต่ำกว่า 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสามารถปิดตลาดเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ท้าทายทุกคำทำนายเรื่องภาวะขาดแคลนพลังงานขั้นวิกฤต
คำถามสำคัญคือ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ในตลาดพลังงานโลก? ทำไมราคาน้ำมันจึงไม่ได้พุ่งกระฉุดตามที่คาดไว้?
คำตอบของปริศนานี้ ไม่ได้อยู่ที่การคุ้มกันเรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ หรือคำขู่อันร้อนแรงของโดนัลด์ ทรัมป์เพียงอย่างเดียว หากแต่ซ่อนอยู่ในยุทธศาสตร์สองหน้าของ "จีน" ผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก ที่ดึงเกมชะลอการซื้อโดยใช้คลังน้ำมันสำรองมหาศาลเป็นด่านหน้า กดดันเศรษฐกิจยามสงครามของอิหร่านอย่างเงียบ ๆ
ในขณะเดียวกันก็ฉวยโอกาสจากสภาวะดีเซลแพงระเบิดทั่วเอเชีย เร่งส่งออก "รถบรรทุกไฟฟ้า (e-Trucks)" เข้าไปยึดตลาดทดแทนได้อย่างเบ็ดเสร็จ เปลี่ยนวิกฤตสงครามกลางอ่าวเปอร์เซียให้กลายเป็นชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์และพาณิชย์โดยแทบไม่ต้องออกหน้า
SPOTLIGHT ชวนอ่าน เกมกดดันทางการเมือง และปฏิวัติ “รถบรรทุก EV จีน” ที่ซ่อนอยู่หลังสงครามฮอร์มุซ
เบื้องหลังราคาน้ำมันที่ไม่พุ่งทะยาน คือปฏิบัติการพรางตัวกลางสายน้ำฮอร์มุซ ซึ่งไม่ได้ถูกปิดตายโดยสมบูรณ์ แต่เปลี่ยนไปใช้วิธีขนส่งใต้ดินอย่างแนบเนียน
เมื่อสงครามเปิดฉาก เรือบรรทุกน้ำมันแทบทุกลำเลือก “พรางตัว” ด้วยการปิดระบบระบุตำแหน่งและใช้วิธีถ่ายโอนน้ำมันแบบเรือต่อเรือกลางทะเลลึก ซ้ำร้ายภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงยังถูกวอชิงตันสั่งระงับขาย ทำให้เหลือเพียงดาวเทียมฝั่งยุโรปที่ถ่ายภาพได้แค่วันละ 1 ภาพในทุก 3–5 วัน เปิดช่องให้บรรดา "เรือผี" ปรับเวลาแล่นหลบกล้องได้อย่างสบาย
ความลับกลางทะเลนี้นำไปสู่ “สงครามตัวเลข” ที่พูดกันคนละภาษา: ฝั่งสหรัฐฯ ส่งรมว.พลังงานสหรัฐฯ ออกมาประกาศยืนยันว่ามีน้ำมันไหลผ่านสูงถึงเกือบ 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ใกล้เคียงระดับก่อนสงคราม แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับไม่เชื่อ โดยประเมินว่าเล็ดลอดไปได้เพียง 4–5 ล้านบาร์เรล/วัน เท่านั้น และมองว่าตัวเลขสหรัฐฯ เป็นเพียงวาทศิลป์ปั่นราคาเพื่อเซฟเศรษฐกิจตัวเอง
อย่างไรก็ดี หลักฐานที่ซ่อนไม่พ้นคือ คราบน้ำมันรั่วไหล บนภาพดาวเทียมที่ขยายวงกว้างขึ้น มันยืนยันว่าอิหร่านพยายามโจมตีเพื่อปิดช่องแคบจริง แต่ก็มีเรือจำนวนมากดิ้นรนแอบขนส่งน้ำมันออกไปได้มากกว่าที่คิด และผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดที่กุมจังหวะการไหลของน้ำมันเหล่านี้ไว้ ก็คือ "จีน"
ขณะที่สหรัฐฯ เปิดหน้าชกด้วยกำลังทหาร จีนกลับเลือกใช้ “อิทธิพลทางการค้าแบบเงียบ” เข้าคุมเกม จากที่เคยนำเข้าน้ำมันเกือบ 12 ล้านบาร์เรลต่อวัน จีนกลับดึงเกมชะลอสั่งซื้อ จนยอดนำเข้าเฉลี่ยช่วงมิถุนายน–กรกฎาคม ดิ่งลงหายไปมากกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งปริมาณที่หายไปของจีนนี้ เท่ากับยอดนำเข้าน้ำมันที่ลดลงทั้งหมดของเอเชีย!
สิ่งที่ทำให้จีนใจเย็นและ "รอได้" คือ
การ "หยุดซื้อ" ของจีนสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อเศรษฐกิจยามสงครามของเตหะราน เพราะอิหร่านพึ่งพารายได้จากจีนเป็นหลัก ปักกิ่งจึงส่งสัญญาณเตือนกลาย ๆ ว่า "อิหร่านต้องการจีน มากกว่าที่จีนต้องการอิหร่าน" กลายเป็นผู้กุมไพ่เหนือกว่าบนโต๊ะเจรจาโดยไม่ต้องออกหน้าชกเอง
นอกจากคุมเกมน้ำมันได้แล้ว จีนยังเปลี่ยนวิกฤตพลังงานครั้งนี้ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจมหาศาล
การปิดช่องแคบฮอร์มุซดันราคาดีเซลในเอเชียพุ่งกระฉูด โดยเฉพาะ ศรีลังกาที่ราคาพุ่งสูงขึ้นถึง 48% และ ฟิลิปปินส์ที่พุ่งขึ้น 57% ทำให้ผู้ประกอบการขนส่งแบกรับต้นทุนไม่ไหว จีนซึ่งเป็นผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก จึงสวมรอยเร่งส่งออก "รถบรรทุกหนักไฟฟ้า (e-Trucks)" เข้าไปเสียบแทนดีเซลทันที
ยอดส่งออกรถบรรทุกหนักไฟฟ้าของจีนในช่วง 4 เดือนหลังสงครามเปิดฉาก พุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าแตะ 16,823 คัน โดยครึ่งหนึ่งทะลักเข้าสู่เอเชียใต้และอาเซียน ซึ่งยอดส่งออกไปเอเชียใต้พุ่งสูงขึ้นถึงกว่า 5 เท่าเลยทีเดียว!
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยักษ์ใหญ่จีนอย่าง Sany ยึดตลาดรถบรรทุกไฟฟ้าได้สำเร็จ คือราคาน้ำมันดีเซลที่แพงระเบิดจนช่วยลดระยะเวลาคืนทุนของผู้ประกอบการจากเดิม 28 เดือน เหลือเพียง 18 เดือน กระตุ้นให้ภาคธุรกิจกล้าตัดสินใจเปลี่ยนกองรถเร็วขึ้น ควบคู่ไปกับการชูกลยุทธ์ขายโซลูชันแบบครบวงจร ที่ไม่ได้ขายแค่ตัวรถ แต่แถมแพ็กเกจระบบผลิต-กักเก็บพลังงาน และสถานีชาร์จไฟมาให้ด้วย ช่วยทลายข้อจำกัดเรื่องโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างตรงจุด
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่เพียงช่วยประหยัดน้ำมันในจีนได้มหาศาลถึง 141 ล้านบาร์เรลในปีนี้ แต่ยังกลายเป็นตัวเร่งปฏิวัติอุตสาหกรรมขนส่งในเอเชีย เมื่อวอชิงตันใช้กำลังทหาร แต่ปักกิ่งใช้คลังน้ำมันคุมเกมการเมือง พร้อมใช้เทคโนโลยี EV ยึดตลาดการค้า จีนจึงกลายเป็น "ผู้ชนะเงียบ" ที่แท้จริงในวิกฤตฮอร์มุซครั้งนี้