
เหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ความมั่นคงทางพลังงานยังคงเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ของทุกประเทศ เพราะเมื่อเกิดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งแรกที่ได้รับผลกระทบมักเป็นราคาพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือค่าไฟฟ้า
สำหรับประเทศไทย แม้ปัจจุบันระบบผลิตไฟฟ้ายังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นสัดส่วนหลัก และยังมีความเพียงพอในการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้า แต่คำถามสำคัญคือ ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ประเทศจะปลอดภัยกว่าเดิมหรือไม่ หากสามารถกระจายความเสี่ยงไปสู่พลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป และสร้างระบบพลังงานที่มีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของโลกและพร้อมรองรับกับอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้นในอนาคต
ล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร (KKPS) ออกบทวิเคราะห์ ประเมินว่า ประเทศไทยอาจกำลังเข้าสู่จุดเริ่มต้นของ "รอบการลงทุนครั้งใหญ่" หลังจากแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ หรือ PDP (Power Development Plan) ใกล้ได้ข้อสรุป ซึ่งมีข้อดีต่อเศรษฐกิจ ตรงที่จะเปิดทางให้โครงการลงทุนด้านพลังงานจำนวนมากที่รอคอยมานานสามารถเดินหน้าได้เสียที
ตัวอย่างเช่น การลงทุนในโรงไฟฟ้า ระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid รวมถึงโซลาร์รูฟท็อป พลังงานสะอาด ประเมินว่าเม็ดเงินลงทุนที่อาจเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทยมีโอกาสสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท
คำตอบอยู่ที่โครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนไปทุกวันนี้เราได้เห็นท้องถนนเต็มไปด้วยรถยน์ไฟฟ้ามากขึ้น การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) การลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ และอุตสาหกรรมดิจิทัลต่าง ๆ กำลังทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
KKPS คาดว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยจะเพิ่มจากประมาณ 35 กิกะวัตต์ (GW) ในปัจจุบัน ไปสู่ 74 กิกะวัตต์ภายในปี 2050
นั่นหมายความว่าประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่จำนวนมากเพื่อรองรับความต้องการในอนาคต
แต่สิ่งที่แตกต่างจากอดีตคือ โรงไฟฟ้ารอบใหม่จะไม่ได้พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลักอีกต่อไปเป้าหมาย Net Zero กำลังเปลี่ยนโฉมระบบพลังงานไทย
ประเทศไทยตั้งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ดังนั้นกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ในอนาคต ส่วนใหญ่หรืออาจทั้งหมด มีแนวโน้มมาจากพลังงานสะอาด
หากเป็นไปตามแผน PDP ใหม่ สัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้าของไทยอาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากปัจจุบันที่อยู่ราว 24% ประโยชน์ไม่ได้มีแค่เรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ระบบพลังงานที่สะอาดขึ้นจะกลายเป็นแต้มต่อสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอน
อีกด้านหนึ่ง ไทยยังสามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของระบบพลังงานในปัจจุบันได้อีกด้วย
KKPS ประเมินว่า เงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท มาจากการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่อาจต้องใช้เงินลงทุนถึง 994,000 ล้านบาท
แต่การขยายการผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เมื่อพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์และลม มีความผันผวนตามสภาพอากาศ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้ฉลาดขึ้น หรือที่เรียกว่า Smart Grid เพื่อบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนนี้อาจต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมอีกประมาณ 200,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังผลักดันการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอย่างต่อเนื่อง หากมีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มขึ้นจนคิดเป็น 10% ของระบบ มูลค่าการลงทุนอาจสูงถึง 200,000 ล้านบาท โดยยังไม่รวมระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ ซึ่งจะเป็นอีกตลาดขนาดใหญ่ในอนาคต
อีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือการเปิดเสรีภาคพลังงานแบบค่อยเป็นค่อยไป
แม้ประเทศไทยยังใช้ระบบ Enhanced Single Buyer (ESB) ซึ่งการไฟฟ้ายังคงมีบทบาทหลักในการซื้อขายไฟฟ้า แต่ล่าสุดหน่วยงานกำกับดูแลได้อนุมัติโครงการนำร่อง Direct PPA ขนาด 2 กิกะวัตต์
Direct PPA หรือ Direct Power Purchase Agreement คือ รูปแบบของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานโดยตรงระหว่างผู้ผลิต (เช่น ผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน) และผู้ใช้ไฟฟ้า (เช่น บริษัทหรือองค์กร) โดยไม่ต้องผ่านการไฟฟ้าในฐานะผู้จัดจำหน่ายเพียงรายเดียว แตกต่างจากระบบเดิมที่การไฟฟ้าฯทำหน้าที่จัดหาและจำหน่ายไฟฟ้าแบบผูกขาด
Direct PPA นี่เองที่จะเปิดทางให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์และภาคอุตสาหกรรม สามารถซื้อไฟฟ้าสะอาดจากผู้ผลิตได้โดยตรงนี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพราะเมื่อ Smart Grid พัฒนาไปมากขึ้น บทบาทของภาคเอกชนในตลาดพลังงานก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
หากแผน PDP เดินหน้าเต็มรูปแบบ กลุ่มธุรกิจที่ได้อานิสงส์ไม่ได้มีเพียงผู้ผลิตไฟฟ้าเท่านั้น
กลุ่มแรกคือ ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า ที่จะได้ประโยชน์โดยตรงจากการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าและโอกาสใหม่จาก Direct PPA
กลุ่มถัดมาคือ นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งอาจได้รับแรงหนุนจากการไหลเข้าของเงินลงทุนต่างชาติ หากไทยสามารถสร้างภาพลักษณ์ประเทศที่ใช้พลังงานสะอาดได้มากขึ้น
ส่วน ผู้รับเหมาก่อสร้าง ก็มีโอกาสรับงานจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน
ขณะที่ กลุ่มธนาคาร จะได้รับประโยชน์จากความต้องการสินเชื่อเพื่อการลงทุน รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับโครงการพลังงานขนาดใหญ่
KKPS มองว่า Gulf Development (GULF) เป็นบริษัทที่โดดเด่นที่สุดในธีมนี้
เหตุผลสำคัญคือการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศ มีส่วนแบ่งกำลังการผลิตประมาณ 27% มีและมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต
ด้าน STECON Group (STECON) ได้เปรียบจากประสบการณ์ในงานโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการพัฒนาโรงไฟฟ้าและดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Hyperscale
ขณะที่ Krung Thai Bank (KTB) ถูกมองว่าเป็นธนาคารที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ เนื่องจากมีสัดส่วนสินเชื่อในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง สาธารณูปโภค และบริการรวมกันประมาณ 30% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของแผน PDP อาจไม่ใช่แค่เรื่องไฟฟ้า แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าไทยกำลังเข้าสู่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่รอบใหม่ หากแผนดังกล่าวเดินหน้าได้จริง เม็ดเงินลงทุนมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท จะไม่ได้สร้างผลประโยชน์เฉพาะในภาคพลังงานเท่านั้น แต่ยังสามารถส่งต่อไปยังภาคก่อสร้าง ภาคการเงิน นิคมอุตสาหกรรม และการลงทุนจากต่างประเทศ
ในวันที่เศรษฐกิจไทยกำลังมองหาเครื่องยนต์ตัวใหม่ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาดอาจกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของประเทศในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
ที่มาข้อมูล : บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร (KKPS)
ฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงศรีอยุธยา