Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เชื่อม Dot หาโอกาสการลงทุน  EV–AI–สงคราม สู่ยุค “Smart Grid”
โดย : วิศรุต กิตติอาภรณ์พล

เชื่อม Dot หาโอกาสการลงทุน EV–AI–สงคราม สู่ยุค “Smart Grid”

24 เม.ย. 69
12:07 น.
แชร์

ในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา โลกได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในวงกว้าง การขยายตัวของ Data Center และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงความผันผวนของราคาน้ำมันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ แม้ปรากฏการณ์เหล่านี้จะดูแตกต่างกันในเชิงอุตสาหกรรม แต่แท้จริงแล้วล้วนมี “ตัวแปรร่วม” ที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวแปรนั้นคือ “โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ” หรือ Smart Grid ซึ่งกำลังกลายเป็นแกนกลางของระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ ด้วยบทบาทในการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด บริหารจัดการพลังงานจากแหล่งที่หลากหลาย และรักษาเสถียรภาพของระบบท่ามกลางความผันผวนที่สูงขึ้น กล่าวได้ว่า Smart Grid ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน แต่เป็น “จุดเชื่อม” ที่หล่อเลี้ยงการเติบโตของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในเวลาเดียวกัน

Smart Grid คืออะไร?

หากอธิบายให้เห็นภาพอย่างง่าย “Smart Grid” คือการยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าแบบดั้งเดิมให้กลายเป็น “โครงข่ายอัจฉริยะ” ผ่านการผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบสื่อสาร เซนเซอร์ และการจัดเก็บ–วิเคราะห์ข้อมูล เข้ามาทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

ผลลัพธ์คือโครงข่ายไฟฟ้าที่สามารถบริหารจัดการได้แบบครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิต การส่ง และการจ่ายพลังงาน ไปจนถึงการใช้งานในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่เพียงช่วยลดการสูญเสียพลังงานและต้นทุนโดยรวม แต่ยังเพิ่มความยืดหยุ่น ความแม่นยำ และความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในโลกยุคใหม่

แล้ว Smart Grid เเตกต่างจากระบบไฟฟ้าในปัจจุบันอย่างไร?

ในปัจจุบัน โครงข่ายไฟฟ้าส่วนใหญ่ของโลกยังคงยึดโยงอยู่กับระบบแบบดั้งเดิม (Conventional Grid) ที่มีลักษณะการไหลของกระแสไฟฟ้าแบบ “ทางเดียว” (One-way Flow) จากแหล่งผลิตไปสู่ผู้ใช้ปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นภาคครัวเรือนหรือภาคอุตสาหกรรม ซึ่งแม้จะเป็นรูปแบบที่ใช้งานมายาวนาน แต่ก็เริ่มมีข้อจำกัดในการรองรับความซับซ้อนของความต้องการพลังงานในยุคปัจจุบัน

ในทางตรงกันข้าม Smart Grid คือการ “อัปเกรด” โครงสร้างเดิมด้วยการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบสื่อสาร และการวิเคราะห์ข้อมูลเข้าด้วยกัน ทำให้โครงข่ายไฟฟ้ามีความยืดหยุ่นและชาญฉลาดมากขึ้น สามารถบริหารจัดการการจ่ายไฟได้แบบหลายมิติ ทั้งในเชิงแหล่งผลิต ทิศทางการไหลของพลังงาน และรูปแบบการใช้งาน

จากคุณสมบัติดังกล่าว ประโยชน์ของ Smart Grid สามารถสรุปออกมาได้เป็น 3 มิติหลัก ซึ่งสะท้อนทั้งด้าน “ประสิทธิภาพ” “ความมั่นคง” และ “ศักยภาพในการรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่” ดังต่อไปนี้

1) ด้านการเพิ่มเสถียรภาพของไฟฟ้า

Smart Grid เปิดทางให้โครงสร้างพลังงานก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบรวมศูนย์แบบเดิม ไปสู่เครือข่ายที่สามารถรับและกระจายไฟฟ้าจากแหล่งผลิตที่หลากหลายได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหมุนเวียนจากภาคครัวเรือน แหล่งผลิตขนาดเล็ก หรือระบบกักเก็บพลังงานภายในเครือข่ายเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือ “ความทนทานของระบบ” (Resilience) ที่สูงขึ้น เมื่อเกิดเหตุไฟฟ้าดับในบางส่วน ผู้ใช้ไฟยังสามารถเข้าถึงพลังงานจากแหล่งอื่นภายในระบบเดียวกันได้ ลดผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต

ขณะเดียวกัน Smart Grid ยังทำหน้าที่เป็น “โครงข่ายข้อมูล” ควบคู่ไปกับโครงข่ายพลังงาน ผ่านการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลการไหลของไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้ให้บริการสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการจ่ายไฟในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น รวมถึงตรวจจับความผิดปกติได้รวดเร็วกว่าระบบไฟฟ้าแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่า Smart Grid ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน แต่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ยกระดับทั้ง “ประสิทธิภาพ” และ “ความมั่นคง” ของระบบไฟฟ้าในอนาคต

2) ด้านเศรษฐกิจ

จากประโยชน์ในข้อเเรก ส่งผลให้ Smart Grid สามารถเพิ่มศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก เช่น Data Center, การให้บริการ AI รวมถึงอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดต่าง ๆ

3) ด้านสิ่งเเวดล้อม

จากศักยภาพในการกระจายและบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ Smart Grid จึงกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ” ที่ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงและต้องการความเสถียรของระบบในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็น Data Center, การให้บริการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึงอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด

ความสามารถในการจ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารโหลดแบบเรียลไทม์ และการมีแหล่งพลังงานสำรองภายในระบบเดียวกัน ช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าดับ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายมหาศาลต่อธุรกิจเหล่านี้ ในขณะเดียวกัน Smart Grid ยังเอื้อต่อการใช้พลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่สูงขึ้น ทำให้องค์กรสามารถตอบโจทย์ทั้งด้านต้นทุนและเป้าหมายด้านความยั่งยืน (ESG) ได้พร้อมกัน

ด้วยเหตุนี้ Smart Grid จึงไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน แต่กำลังกลายเป็น “ตัวเร่งการเติบโต” (Growth Enabler) ของเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าอย่างเข้มข้นและมีคุณภาพสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เทรนโลกยุคใหม่ จำเป็นต้องพึ่งพา Smart Grid

1. ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า

ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่ โดยเฉพาะจากการเติบโตของ Data Center ที่ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาลอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ชิปประมวลผล AI รุ่นใหม่ยิ่งเร่งให้ความต้องการพลังงานพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับเซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิม ส่งผลให้ “เสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า” กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม

ในบริบทนี้ “Smart Grid” จึงไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีทางเลือก แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการรองรับดีมานด์ใหม่ของโลก โดยระบบดังกล่าวสามารถบริหารจัดการโหลดไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลและการใช้ AI เพื่อพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟ และจัดสรรกำลังการผลิตได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงของไฟตกหรือไฟดับในพื้นที่ที่มี Data Center กระจุกตัวสูง

ขณะเดียวกัน แนวคิดของ Microgrid ก็กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะ “ระบบสำรองเชิงกลยุทธ์” ที่ช่วยให้ Data Center สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้โครงข่ายหลักจะมีปัญหา สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพลังงานในอนาคตกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบรวมศูนย์ ไปสู่เครือข่ายอัจฉริยะที่ยืดหยุ่น กระจายตัว และตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. เทรนด์พลังงานสะอาด (Solar & EV) ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

​แรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคาน้ำมันกำลังเร่งให้โลกก้าวเข้าสู่ “ยุคพลังงานสะอาด” อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อราคาพลังงานฟอสซิลปรับตัวสูงขึ้น ผู้บริโภคและภาคธุรกิจต่างหันมาลงทุนในพลังงานทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะการติดตั้ง Solar Cell ซึ่งทำให้โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าเปลี่ยนจากระบบรวมศูนย์ ไปสู่รูปแบบ “Decentralized Energy” ที่มีแหล่งผลิตขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วระบบ

การเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้บทบาทของ Smart Grid ทวีความสำคัญขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องรองรับการไหลของพลังงานแบบสองทิศทาง (Two-way Flow) ไม่เพียงจ่ายไฟจากผู้ผลิตสู่ผู้ใช้ แต่ยังต้องรับไฟฟ้าส่วนเกินจากภาคครัวเรือนและธุรกิจกลับเข้าสู่ระบบอย่างมีประสิทธิภาพ

อีกหนึ่งพัฒนาการที่น่าจับตาคือการมาถึงของเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) ซึ่งพลิกบทบาทของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จาก “ผู้ใช้พลังงาน” ไปสู่ “แหล่งกักเก็บพลังงานเคลื่อนที่” โดยแบตเตอรี่ของ EV สามารถจ่ายไฟกลับเข้าสู่บ้านหรือโครงข่ายในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง (Peak Demand) ช่วยเสริมเสถียรภาพของระบบในภาพรวม

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างประเทศและวิกฤตพลังงานที่ผ่านมา ทำให้หลายประเทศตระหนักถึงความสำคัญของ “Energy Security” หรือความมั่นคงทางพลังงาน โดยหันมาเน้นการพึ่งพาแหล่งพลังงานภายในประเทศ เช่น พลังงานลมและแสงอาทิตย์ มากกว่าการนำเข้าพลังงานฟอสซิล อย่างไรก็ตาม พลังงานหมุนเวียนเหล่านี้มีความผันผวนตามธรรมชาติ การผสานเข้ากับระบบไฟฟ้าหลักจึงต้องอาศัย Smart Grid เป็นแกนกลางในการบริหารจัดการ เพื่อให้ทั้งความยั่งยืนและเสถียรภาพสามารถเดินควบคู่กันได้ในระยะยาว

​3. การปรับปรุงและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ในสหรัฐฯ ระบบไฟฟ้าเดิมของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อนและเริ่มถึงขีดจำกัด

​อีกหนึ่งแรงผลักสำคัญของการลงทุนใน Smart Grid คือปัญหา “โครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมสภาพ” (Aging Infrastructure) โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ระบบสายส่งไฟฟ้าจำนวนมากถูกใช้งานมานานหลายทศวรรษ จนประสิทธิภาพในการส่งพลังงานลดลงและเกิดการสูญเสียระหว่างทางสูง อีกทั้งยังไม่สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้อย่างเพียงพอ ปัจจัยเหล่านี้ผลักดันให้ภาครัฐต้องเร่งอัดฉีดงบลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อยกระดับโครงข่ายไฟฟ้า ผ่านการพัฒนาโครงสร้างสายส่งแรงสูงใหม่ ที่สามารถเชื่อมโยงแหล่งพลังงานสะอาดจากพื้นที่ห่างไกลเข้าสู่ศูนย์กลางความต้องการในเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) กำลังเข้ามายกระดับระบบไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่พึ่งพาโครงสร้างแบบ Analog ไปสู่การใช้ Digital Sensors และระบบควบคุมอัตโนมัติที่มีความแม่นยำสูง ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจจับความผิดปกติได้แบบเรียลไทม์ และตอบสนองต่อเหตุขัดข้องได้ทันที แนวคิด “Self-healing Grid” จึงเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น ช่วยลดระยะเวลาไฟฟ้าดับ เพิ่มความเสถียรของระบบ และยกระดับความปลอดภัยในมิติของโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

จะเห็นได้ว่าท่ามกลางวิกฤติเเห่งสงคราม ความผันผวนของราคาน้ำมัน การเติบโตของ AI และ Life Style ของโลกยุคใหม่ หากเราทำการเชื่อม Dot เหล่านี้เข้าด้วยกันก็จะสามารถหาโอกาสการลงทุนในเทรนอุตสาหกรรมยุคใหม่ได้เสมอ

Source : บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน), การไฟฟ้านครหลวง

วิศรุต กิตติอาภรณ์พล

วิศรุต กิตติอาภรณ์พล

นักวิเคราห์ะกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม เอ็กซ์สปริง จำกัด

แชร์
เชื่อม Dot หาโอกาสการลงทุน  EV–AI–สงคราม สู่ยุค “Smart Grid”