
ในวันที่ AI สามารถช่วยทำบัญชี ตรวจสัญญา และทำการตลาดได้ ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศกำลังดันต้นทุนการค้าและพลังงานสูงขึ้น MSME ไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงพร้อมกันทั้งด้านเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม
การเปลี่ยนแปลงนี้มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง AI อาจลดต้นทุนของธุรกิจรายเล็ก ส่วนการมองหาฐานลงทุนที่ปลอดภัยอาจดึงเงินลงทุนเข้าประเทศไทย แต่อีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการต้องรับมือกับภาษีนำเข้า สินค้าต่างประเทศ และมาตรฐานด้านคาร์บอนกับแรงงานที่เข้มงวดขึ้น
เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในงาน Thai MSME FORUM 2026 Dinner Talk ภายใต้หัวข้อ “From Policy to Profit: เปลี่ยนนโยบายเป็นโอกาสทางธุรกิจ MSME ไทย” โดยเสนอให้ใช้ระบบดิจิทัลภาครัฐเป็นเครื่องมือช่วยผู้ประกอบการปรับตัว
แนวทางดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่ AI “นกกระซิบ” สำหรับบริหารร้านค้า ระบบคะแนนสินเชื่อทางเลือก “อารีย์สกอร์” การใช้ e-Tax Invoice และ VAT ดิจิทัล ไปจนถึง Supply Chain Financing และการต่อยอดระบบ e-GP เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ เร่งคืนภาษี และลดปัญหาสภาพคล่อง
เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการประคอง MSME ในระยะสั้น แต่คือการเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ พร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบอย่างโปร่งใสและเติบโตผ่านความร่วมมือภายใต้แนวคิด “Better Together”
ดร.เอกนิติมองว่า AI ไม่ใช่เพียงกระแสเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็น “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่” หากย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปีก่อน ผู้คนเพิ่งเริ่มรู้จัก ChatGPT แต่ปัจจุบันมีทั้ง Gemini, Claude และเครื่องมือ AI อีกหลากหลายรูปแบบเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานอย่างรวดเร็ว
ดร.เอกนิติเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กับการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งนำมาสู่การใช้ไฟฟ้า การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาเรือกลไฟที่ช่วยให้การขนส่งและการค้าระหว่างประเทศเติบโตขึ้น ก่อนที่อินเทอร์เน็ตจะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงระลอกถัดมา ด้วยการพลิกโฉมวิธีติดต่อสื่อสารและทำให้ผู้คนสามารถส่งข้อมูลถึงกันได้สะดวกยิ่งขึ้น
สำหรับการเปลี่ยนแปลงในระลอกปัจจุบัน ดร.เอกนิติระบุว่า AI จะเข้ามาปรับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ที่เรียนรู้และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสามารถลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถของตนเองได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ MSME ซึ่งในอดีตต้องใช้งบประมาณสูง หากต้องการจ้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญคือ Agentic AI ซึ่งเปิดทางให้ผู้ประกอบการมี AI Agent ทำหน้าที่เฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นงานบัญชี กฎหมาย หรือการตลาด โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มบุคลากรให้ครบทุกตำแหน่ง หากผู้ประกอบการมีความเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่งอยู่แล้ว AI ก็สามารถเข้ามาช่วยเติมเต็มงานในส่วนที่ยังขาดความรู้ บุคลากร หรือทรัพยากรได้
ตัวอย่างเช่น ในด้านกฎหมาย เดิมผู้ประกอบการที่ต้องร่างหรือตรวจสอบสัญญาอาจต้องเสียค่าบริการทางกฎหมายค่อนข้างสูง แต่ AI สามารถช่วยวิเคราะห์เอกสารในเบื้องต้นและลดต้นทุนบางส่วนลงได้ ส่วนงานการตลาดที่เคยต้องถ่ายภาพและผลิตเนื้อหาเพื่อเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ก็สามารถใช้ AI ช่วยสร้างสื่อประชาสัมพันธ์และเนื้อหาส่งเสริมการขายได้เช่นกัน
ดร.เอกนิติยังกล่าวถึงความร่วมมือระหว่างสมาพันธ์ผู้ประกอบการ SME กับอาลีบาบาในการพัฒนาและนำ AI มาให้สมาชิกใช้งาน โดยมองว่าความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยีด้วยต้นทุนที่ต่ำลง และนำเครื่องมือเหล่านี้ไปต่อยอดเพื่อยกระดับศักยภาพทางธุรกิจในด้านต่าง ๆ ได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม AI ไม่ได้มีเพียงโอกาส แต่ยังมาพร้อมกับความเสี่ยง โดยเฉพาะปัญหาข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือคำตอบที่ดูน่าเชื่อถือ ทั้งที่ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ เนื่องจากระบบพยายามสร้างคำตอบตามคำถามที่ได้รับ ผู้ใช้งานจึงต้องมีความรู้และวิจารณญาณเพียงพอที่จะวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูล ไม่ควรพึ่งพา AI โดยปราศจากการกลั่นกรอง แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้การทำงานสะดวกและรวดเร็วขึ้นก็ตาม
นอกจากความเสี่ยงด้านความถูกต้องของข้อมูลแล้ว ยังมีความเสี่ยงจากการหลอกลวงและการนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบ ตั้งแต่การหลอกให้นำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้จดทะเบียนบริษัท การนำชื่อของผู้อื่นไปแอบอ้าง ไปจนถึงการชักชวนให้ดำเนินกิจกรรมบางอย่างโดยที่เจ้าของข้อมูลไม่ได้เข้าใจหรือยินยอมอย่างแท้จริง ดร.เอกนิติจึงเสนอว่า องค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ประกอบการควรสร้างกลไกป้องกันสมาชิกควบคู่ไปกับการสนับสนุนการใช้ AI
สำหรับแนวทางรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ดร.เอกนิติสรุปเป็นกรอบ “3P” ประกอบด้วย Potential หรือการใช้ AI เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจ Protect หรือการสร้างระบบป้องกันความเสี่ยง และ Prosperous หรือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืน
ดร.เอกนิติยังยกกระแสการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่า เงินทุนและโอกาสทางธุรกิจกำลังเคลื่อนตัวไปยังอุตสาหกรรมที่อยู่ในกระแสเทคโนโลยี ผู้ประกอบการที่สามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้จึงมีโอกาสเติบโตมากขึ้น ขณะที่ผู้ที่เข้าไม่ถึงหรือขาดทักษะในการใช้เทคโนโลยีอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบ K-shaped ซึ่งแบ่งผู้ประกอบการออกเป็นสองเส้นทาง กลุ่มที่ปรับตัวและใช้เทคโนโลยีได้อาจเติบโตเร็วขึ้น ขณะที่กลุ่มที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยีอาจเผชิญแรงกดดันมากกว่าเดิม ดังนั้น การสนับสนุนให้ MSME เข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI ได้จริง จึงเป็นส่วนสำคัญในการลดช่องว่างระหว่างผู้ประกอบการทั้งสองกลุ่ม
กระแสการเปลี่ยนแปลงประการที่สองคือความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งส่งแรงกระเพื่อมไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย แม้ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงก็ตาม ดร.เอกนิติเปรียบเทียบว่า เมื่อประเทศมหาอำนาจเผชิญหน้ากัน ผู้ประกอบการรายเล็กย่อมหลีกเลี่ยงแรงกระเทือนได้ยาก
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดประการหนึ่งคือการที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ รวมถึงไทย ส่งผลให้สินค้าไทยที่ส่งเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ต้องเผชิญต้นทุนภาษีสูงขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องรับมือทั้งแรงกดดันด้านต้นทุนและความไม่แน่นอนของกติกาการค้าระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความขัดแย้งดังกล่าวยังมีโอกาสเกิดขึ้นสำหรับประเทศที่ถูกมองว่ามีความปลอดภัยและสามารถค้าขายกับหลายฝ่ายได้ ดร.เอกนิติกล่าวถึงประสบการณ์จากการเดินทางร่วมกับนายกรัฐมนตรีไปยังฝรั่งเศส ตลอดจนการเดินทางไปดาวอสเพื่อร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ World Economic Forum กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และจีน โดยพบว่าบริษัทหลายแห่งให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ดร.เอกนิติระบุว่า เขาได้สอบถามนักลงทุนถึงเหตุผลที่เลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายการลงทุน คำตอบสำคัญคือไทยสามารถค้าขายกับประเทศต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย ขณะเดียวกันยังมีความมั่นคงมากกว่าหลายพื้นที่ที่กำลังเผชิญความขัดแย้ง รวมถึงบางส่วนของตะวันออกกลาง
แนวคิด “Security First” จึงเข้ามามีบทบาทต่อการตัดสินใจลงทุนมากขึ้น ในอดีต บริษัทอาจเลือกฐานการผลิตโดยพิจารณาว่าประเทศใดมีต้นทุนต่ำที่สุด หากไทยมีต้นทุนต่ำก็อาจย้ายฐานการผลิตเข้ามา แต่เมื่อประเทศอื่น เช่น เวียดนาม มีต้นทุนต่ำกว่า บริษัทก็อาจย้ายออกไปได้เช่นกัน
ภายใต้บริบทความขัดแย้งในปัจจุบัน นักลงทุนไม่ได้พิจารณาเฉพาะต้นทุนอีกต่อไป แต่ยังให้น้ำหนักกับความปลอดภัย เสถียรภาพ และความแน่นอนของพื้นที่ลงทุนมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จึงกลายเป็นโอกาสของไทยในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
ดร.เอกนิติ ระบุว่า รัฐบาลต้องการใช้โอกาสจากการลงทุนดังกล่าวเป็นกลไกยกระดับผู้ประกอบการภายในประเทศ โดยแนวทางส่งเสริมการลงทุนของ BOI จะกำหนดเงื่อนไขสำคัญ 2 ด้านสำหรับบริษัทที่ต้องการรับสิทธิประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนในไทย
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายทำให้การลงทุนจากต่างประเทศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มกำลังการผลิต แต่ต้องสร้างโอกาสให้ MSME ไทยพัฒนาศักยภาพและก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตสินค้าหรือผู้ให้บริการแก่บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศด้วย
อีกด้านหนึ่ง ความขัดแย้งทางการค้าอาจทำให้สินค้าที่เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้ยากขึ้นเบนทิศทางไปยังตลาดอื่น เมื่อผู้ผลิตไม่สามารถส่งสินค้าไปขายในสหรัฐฯ ได้เช่นเดิม สินค้าเหล่านั้นก็อาจไหลเข้าสู่ประเทศที่มีกำแพงภาษีต่ำกว่า ส่งผลให้ MSME ไทยต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้น
แรงกดดันดังกล่าวเห็นได้ชัดเป็นพิเศษในกรณีสินค้าจากประเทศที่มีข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA กับไทย เนื่องจากไทยไม่สามารถปรับขึ้นอากรศุลกากรในลักษณะที่ขัดต่อข้อตกลงได้ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังสามารถพิจารณาใช้เครื่องมือทางภาษีประเภทอื่น เช่น ภาษีสรรพสามิต ซึ่งดร.เอกนิติระบุว่า กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการในส่วนนี้
สำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ เดิมสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาทได้รับการยกเว้นอากรศุลกากรตามหลักเกณฑ์ที่ใช้ก่อนหน้านี้ แต่รัฐบาลได้ปรับมาเรียกเก็บอากรตั้งแต่บาทแรก โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อช่วยลดความเสียเปรียบของผู้ประกอบการไทยที่ต้องแข่งขันกับสินค้าจากต่างประเทศ
รัฐบาลยังกำหนดให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ส่งข้อมูลธุรกรรมเข้าสู่ระบบ ทำให้ภาครัฐมีข้อมูลสำหรับติดตามสินค้านำเข้าที่เข้ามาแข่งขันกับ MSME ไทยได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน กรมสรรพากรได้เริ่มจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT จากทั้งบริการและสินค้าที่มาจากต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการต่างชาติอยู่ภายใต้ระบบภาษี และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้นสำหรับธุรกิจภายในประเทศ
กระแสการเปลี่ยนแปลงประการที่สามคือการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม ในอดีต MSME อาจมองว่าการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ แต่ยังไม่เร่งด่วนเท่ากับการสร้างรายได้ เนื่องจากการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมอาจเพิ่มต้นทุนให้แก่ธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติมองว่า บริบทดังกล่าวเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้า หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัวไปสู่ธุรกิจสีเขียว ก็อาจเผชิญข้อจำกัดในการส่งออกและเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้ยากขึ้น
ตัวอย่างสำคัญคือการที่ยุโรปเริ่มนำมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนมาใช้ ผู้ส่งออกจึงต้องรายงานปริมาณคาร์บอนที่เกิดจากกระบวนการผลิต หากปล่อยคาร์บอนเกินเกณฑ์ที่กำหนด สินค้าอาจถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น MSME ที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การส่งออกจึงต้องเตรียมทั้งระบบข้อมูลและความสามารถในการตรวจวัดปริมาณการปล่อยคาร์บอน
นอกจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว มาตรฐานด้านอื่นก็เริ่มถูกเชื่อมโยงเข้ากับมาตรการทางการค้ามากขึ้น ดร.เอกนิติยกตัวอย่างกรณีที่ไทยถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% โดยมีเหตุผลเกี่ยวข้องกับมาตรฐานการกำกับดูแลแรงงานบังคับ สะท้อนให้เห็นว่า ทั้งประเด็นด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อมสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของกติกาหรือข้อจำกัดทางการค้าได้
สำหรับ MSME การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจึงไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในแง่การปฏิบัติตามมาตรฐานของประเทศคู่ค้า แต่ยังเชื่อมโยงกับต้นทุนการดำเนินธุรกิจโดยตรง ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของการขนส่งสินค้า
ต้นทุนพลังงานยังส่งผ่านไปยังค่าใช้จ่ายด้านอื่น ตั้งแต่ค่าขนส่งและค่าจัดส่งสินค้า ไปจนถึงต้นทุนการสั่งซื้อวัตถุดิบ ขณะเดียวกัน ไฟฟ้าที่ผู้ประกอบการใช้ประมาณ 60% ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งบางส่วนต้องนำเข้าจากตะวันออกกลาง ความผันผวนของสถานการณ์ระหว่างประเทศจึงสามารถส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจภายในประเทศได้โดยตรง
ดร.เอกนิติระบุว่า MSME จำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด โดยรัฐบาลเตรียมออกนโยบายช่วยเหลือธุรกิจไทยในการปรับรูปแบบการใช้พลังงาน ขณะที่กรมสรรพากรได้เริ่มใช้มาตรการจูงใจทางภาษีเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านบางส่วนแล้ว
มาตรการที่จะดำเนินการเพิ่มเติมประกอบด้วย เงินอุดหนุนสำหรับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ รวมถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์ นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมประสานกลไกสนับสนุนจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ตลอดจนสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง
การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงการตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นเครื่องมือช่วยลดต้นทุนและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงาน เนื่องจากยังไม่สามารถประเมินได้ว่าความขัดแย้งระหว่างประเทศจะยืดเยื้อเพียงใด หรือราคาน้ำมันอาจกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกเมื่อใด
เมื่อพิจารณาร่วมกัน ทั้งการขยายตัวของ AI ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นกระแสสำคัญที่จะส่งผลต่อ MSME อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยเติบโตและก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ แต่ขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งต้นทุน มาตรฐาน และเงื่อนไขใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวให้ทัน
สำหรับมาตรการในการช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก ดร.เอกนิติกล่าวถึงข้อเสนอที่ได้รับจากตัวแทนภาคเอกชนในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ว่า การดูแล MSME ไม่ควรใช้มาตรการแบบเดียวกับผู้ประกอบการทุกกลุ่ม แต่ต้องแยกตั้งแต่ผู้ประกอบการรายเล็กที่สุด กลุ่มขนาดกลาง ไปจนถึงกิจการที่กำลังเติบโตเข้าสู่ธุรกิจขนาดใหญ่
หนึ่งในมาตรการสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กคือโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งมุ่งช่วยพ่อค้าแม่ค้าในตลาด โดยผู้บริโภคที่เข้าร่วมโครงการมีบทบาทนำกำลังซื้อเข้าไปสนับสนุนร้านค้ารายย่อย
ดร.เอกนิติระบุว่า โครงการไม่ได้เปิดให้โมเดิร์นเทรดเข้าร่วม แม้ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวจะพยายามขอเข้าร่วม เนื่องจากทรัพยากรของรัฐบาลมีจำกัดและต้องการช่วยผู้ประกอบการรายเล็กที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและต้นทุนที่สูงขึ้นก่อน ส่วนเงินที่ร้านค้ารายเล็กได้รับและนำไปซื้อสินค้าจากโมเดิร์นเทรดในธุรกรรมรอบต่อไปเป็นอีกส่วนหนึ่งของการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ
คำว่า “พลัส” ในโครงการไม่ได้หมายถึงการช่วยเหลือด้านกำลังซื้อเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการเพิ่มความสามารถทางดิจิทัลให้ผู้ประกอบการ กระทรวงการคลังจึงร่วมกับธนาคารกรุงไทยพัฒนา AI ชื่อ “นกกระซิบ” สำหรับช่วยพ่อค้าแม่ค้าอ่านข้อมูลธุรกิจของตนเอง
ระบบนกกระซิบสามารถแจ้งให้ผู้ประกอบการทราบว่ายอดขายในแต่ละวันเป็นอย่างไร สินค้าชนิดใดขายดี และช่วงเวลาใดมียอดขายสูง ช่วยให้ร้านค้าที่เดิมใช้ประสบการณ์เป็นหลักสามารถวางแผนการขายจากข้อมูลได้
ดร.เอกนิติยกตัวอย่างร้านขายผลไม้ในตลาดฝั่งธนบุรี ซึ่งจำหน่ายทั้งกล้วย ส้ม และน้ำมะพร้าว ผู้ขายรับสินค้ามาแล้วขายต่อโดยไม่ทราบชัดว่าสินค้าชนิดใดขายดีที่สุด เมื่อผลไม้ใกล้เสียจึงใช้วิธีลดราคาเพื่อเร่งระบายสินค้า
หากใช้ระบบนกกระซิบ ผู้ขายจะทราบได้ว่ามะพร้าวที่สั่งมา 50 ลูกใกล้ขายหมดแล้ว ขณะที่กล้วยยังเหลืออยู่ 50 หวีและยังไม่ควรสั่งเพิ่ม ระบบจึงช่วยบริหารสินค้าคงเหลือ ลดการสั่งซื้อเกินความจำเป็น และลดความเสียหายจากสินค้าที่ขายไม่ทัน
AI ยังสามารถวิเคราะห์ช่วงเวลาที่สินค้าแต่ละชนิดขายดี ทำให้ผู้ประกอบการรู้ว่าควรเตรียมสินค้าในปริมาณเท่าใดและช่วงใด ต่างจากรูปแบบเดิมที่อาจรับสินค้ามาตามจำนวนที่เคยสั่งโดยไม่ได้ติดตามข้อมูลการขายอย่างเป็นระบบ
อีกตัวอย่างหนึ่งคือร้านขายหมูปิ้ง ระบบสามารถดึงข้อมูลราคาหมูจากกรมการค้าภายในมาแสดงให้ผู้ประกอบการเห็นต้นทุนวัตถุดิบ รวมถึงเปรียบเทียบกับต้นทุนเฉลี่ยของร้านขายหมูปิ้งทั่วประเทศ ช่วยให้ผู้ขายที่เดิมไม่เคยเปรียบเทียบต้นทุนสามารถประเมินได้ว่าตนซื้อวัตถุดิบในระดับราคาใด
นกกระซิบยังถูกออกแบบให้จัดทำบัญชีอย่างย่อให้ร้านค้า โดยระบบมีข้อมูลยอดขายจากแอปพลิเคชันถุงเงินอยู่แล้ว หากผู้ประกอบการกรอกข้อมูลต้นทุนเพิ่มเติม AI จะสามารถนำรายได้และค่าใช้จ่ายมาจัดทำเป็นบัญชีเบื้องต้น ลดภาระของร้านค้ารายเล็กที่ต้องจัดทำบัญชีหรือจ้างผู้ทำบัญชี
ข้อมูลดังกล่าวจะไม่ได้หยุดอยู่ที่การช่วยบริหารร้าน แต่สามารถนำไปใช้ประกอบการยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารของรัฐ โดยดร.เอกนิติระบุว่าธนาคารออมสินกำลังทำงานร่วมกันในส่วนนี้ ผู้ประกอบการจึงสามารถใช้บัญชีและข้อมูลยอดขายจากระบบเพื่อแสดงความสามารถในการสร้างรายได้
สถาบันการเงินสามารถเห็นยอดขายที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง แทนการพิจารณาจากประวัติเครดิตเพียงด้านเดียว ดร.เอกนิติกล่าวถึงแนวทางปล่อยสินเชื่อในสัดส่วน 10-20% จากข้อมูลที่ธนาคารมองเห็นผ่านระบบ แต่ในปาฐกถาไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติมว่าสัดส่วนดังกล่าวคำนวณจากฐานใด
แนวทางนี้เรียกว่า Information-based lending หรือการปล่อยสินเชื่อบนฐานข้อมูล ซึ่งช่วยให้ธนาคารประเมินความเสี่ยงจากยอดขายจริงของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้พ่อค้าแม่ค้าที่เคยพึ่งพาเงินกู้นอกระบบมีโอกาสเข้าสู่แหล่งเงินทุนในระบบมากขึ้น
ดร.เอกนิติย้ำว่า จุดประสงค์ของบริการดิจิทัลภาครัฐไม่ใช่เพียงช่วยลดค่าครองชีพหรือประคองผู้ประกอบการในช่วงต้นทุนพลังงานสูง แต่ต้องการให้มาตรการระยะสั้นสร้างผลต่อเนื่องในระยะยาว ผู้ประกอบการที่เริ่มใช้ AI และเครื่องมือดิจิทัลจนเห็นประโยชน์จะสามารถนำทักษะเหล่านั้นไปใช้ต่อหลังโครงการสิ้นสุดลง
แนวทางเดียวกันเคยถูกนำมาใช้ในโครงการคนละครึ่งพลัส โดยมีความร่วมมือกับธนาคารออมสิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ธนาคารกรุงไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการสอนผู้ประกอบการจัดทำดิจิทัลคอนเทนต์ ทำการตลาดออนไลน์ และขายสินค้าผ่านช่องทางดิจิทัล
ผู้ประกอบการอย่างร้านส้มตำและร้านชาเขียวที่เดิมขายสินค้าได้เฉพาะภายในตลาด สามารถขยายไปสู่การขายออนไลน์และใช้บริการจัดส่งผ่านไรเดอร์ ทำให้ไม่ถูกจำกัดด้วยจำนวนลูกค้าที่เดินผ่านหน้าร้าน
ตามข้อมูลที่ดร.เอกนิตินำเสนอ ผู้ประกอบการที่ได้รับการฝึกอบรมมียอดขายเพิ่มขึ้น 500-600% ระหว่างโครงการ และหลังโครงการคนละครึ่งพลัสสิ้นสุดลง ยอดขายยังสูงกว่าเดิม 100-200% เนื่องจากผู้ประกอบการยังสามารถขายผ่านช่องทางออนไลน์ต่อไปได้
ส่วนโครงการไทยช่วยไทยพลัสมีเม็ดเงินหมุนเวียน 75,000 ล้านบาท โดยอยู่ในกรุงเทพฯ ประมาณ 15% ส่วนที่เหลือกระจายไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงยะลาและปัตตานี ระบบดิจิทัลทำให้รัฐบาลสามารถเห็นได้ว่าเม็ดเงินจากโครงการเดินทางไปยังจังหวัดใดและมีปริมาณเท่าใด ขณะที่ AI สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ได้แม่นยำขึ้น
นอกจากเครื่องมือสำหรับพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างพัฒนาระบบสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กมากหรือระดับนาโน โดยนำข้อมูลทางเลือกเข้ามาช่วยประเมินความสามารถในการชำระหนี้
ข้อมูลที่จะนำมาใช้ประกอบด้วยข้อมูลการใช้น้ำ การใช้ไฟฟ้า และข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสามารถสะท้อนพฤติกรรมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการได้ในอีกมิติหนึ่ง กระทรวงการคลังกำลังประสานความร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทยและธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบ
คะแนนที่พัฒนาขึ้นเรียกว่า “อารีย์สกอร์” โดยมีเป้าหมายเป็นทางเลือกเพิ่มเติมจากการประเมินเครดิตแบบเดิมและข้อมูลของเครดิตบูโร เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กที่อาจมีข้อจำกัดจากคะแนนเครดิตสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
ดร.เอกนิติระบุว่าโมเดลอารีย์สกอร์พัฒนาเสร็จแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ให้ครอบคลุมมากที่สุด หากดำเนินการสำเร็จ สถาบันการเงินจะสามารถใช้ข้อมูลดิจิทัลที่หลากหลายมาประกอบการพิจารณาสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายเล็ก
ด้านภาษี ดร.เอกนิติกล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของการรับตำแหน่งในวาระแรก ได้มอบนโยบายให้กรมสรรพากรเร่งคืนภาษีแก่ SME ไทยที่ใช้ระบบ e-Tax Invoice เพราะข้อมูลดิจิทัลช่วยให้สามารถตรวจสอบและคืนภาษีนิติบุคคลได้รวดเร็วขึ้น
แนวทางเร่งคืนภาษีเคยถูกนำมาใช้ในช่วงโควิด แต่ขณะนั้นระบบดิจิทัลยังไม่แพร่หลายเท่าปัจจุบัน เมื่อมีการใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น กรมสรรพากรจึงสามารถเร่งกระบวนการคืนภาษีได้มากกว่าเดิม
ตามตัวเลขที่นำเสนอ กรมสรรพากรคืนภาษีในไตรมาสล่าสุดประมาณ 80,000 ล้านบาท เทียบกับระดับปกติประมาณ 20,000 ล้านบาท ส่วนมาตรการขั้นต่อไปที่กำลังดำเนินการคือการเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ผู้ประกอบการที่ใช้ระบบ VAT ดิจิทัล
อีกแนวทางหนึ่งคือโครงการ “พี่ช่วยน้อง” ซึ่งดร.เอกนิติกล่าวว่าได้หารือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก่อนหน้าการปาฐกถา โดยต้องการให้บริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เข้ามาช่วยผู้ประกอบการรายเล็กในห่วงโซ่อุปทาน
หากบริษัทขนาดใหญ่ช่วยคู่ค้ารายเล็กจัดทำระบบ VAT ดิจิทัล ใช้ e-Tax Invoice และพัฒนา Supply Chain Financing ทั้งบริษัทขนาดใหญ่และ MSME จะสามารถรับบริการคืนภาษีได้รวดเร็วขึ้น ส่วนบริษัทที่ลงทุนพัฒนาระบบให้ผู้ประกอบการรายเล็กจะสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักได้สองเท่า
กลไกดังกล่าวจะช่วยให้ MSME มีโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงิน ดร.เอกนิติกล่าวถึงประสบการณ์ที่เคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการธนาคาร 3-4 แห่ง และได้สอบถามผู้บริหารธนาคารว่าพร้อมปล่อยสินเชื่อให้ SME หรือไม่ หากมีระบบ Supply Chain Financing
คำตอบที่ได้รับคือธนาคารพร้อมพิจารณาปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เพราะมีบริษัทขนาดใหญ่เป็นผู้รับซื้อสินค้า ทำให้ธนาคารมองเห็นแหล่งรายได้และมีความมั่นใจในธุรกรรมมากขึ้น สมาคมธนาคารไทยและธนาคารแห่งประเทศไทยจึงอยู่ระหว่างพัฒนาระบบส่วนนี้ โดยเฉพาะ Invoice Financing หรือสินเชื่อที่ใช้ใบแจ้งหนี้เป็นฐาน
ผู้ประกอบการต้องใช้ระบบดิจิทัลจึงจะเข้าร่วมกลไกดังกล่าวได้ เพราะข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทำให้ธุรกรรมโปร่งใสและตรวจสอบได้ ดร.เอกนิติยกปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในระบบเอกสารแบบเดิมว่า ผู้ประกอบการบางรายอาจใช้ข้อมูลรายได้หรือใบแจ้งหนี้ที่ไม่ตรงกันในการขอสินเชื่อจากธนาคาร ยื่นต่อกรมสรรพากร หรือรายงานในบริบทอื่น
เมื่อใบแจ้งหนี้และข้อมูลภาษีอยู่ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ รายได้และธุรกรรมจะสามารถเชื่อมโยงและตรวจสอบได้มากขึ้น ความโปร่งใสจึงช่วยลดความเสี่ยงของธนาคารและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจถูกต้องเข้าถึงสินเชื่อ
ระบบที่รัฐบาลต้องการพัฒนาคือการนำ e-Tax Invoice เข้าสู่แพลตฟอร์มกลาง แล้วเปิดให้ธนาคารเสนอเงื่อนไขสินเชื่อแข่งขันกัน เมื่อแต่ละธนาคารมองเห็นข้อมูลใบกำกับภาษีและรายได้ที่ตรวจสอบได้ ก็สามารถแข่งขันเสนออัตราดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการ ซึ่งมีเป้าหมายช่วยลดต้นทุนทางการเงินและเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงสินเชื่อ
ด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รัฐบาลต้องการต่อยอดระบบ e-GP เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่เป็นคู่ค้าของหน่วยงานรัฐ ปัจจุบัน หากผู้ประกอบการส่งมอบงานให้ภาครัฐและได้รับเงินล่าช้า ก็สามารถนำข้อมูลบางส่วนไปขอสินเชื่อระหว่างรอการชำระเงินได้
อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติมองว่า ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ในขั้นตอนจ่ายเงินหลังการอนุมัติ เนื่องจากภาครัฐมีแรงกดดันให้เร่งเบิกจ่าย แต่อยู่ในช่วงการตรวจรับงาน ซึ่งผู้ประกอบการส่งมอบงานไปแล้วแต่ยังไม่สามารถรับเงิน และอาจขาดสภาพคล่องในระหว่างรอ
หากระบบ e-GP ถูกพัฒนาให้ครอบคลุมข้อมูลในช่วงตรวจรับ ผู้ประกอบการจะสามารถใช้สถานะของงานและสิทธิที่จะได้รับเงินจากภาครัฐเป็นข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อ ช่วยให้กิจการมีเงินทุนหมุนเวียนระหว่างรอกระบวนการตรวจรับและเบิกจ่ายเสร็จสิ้น
ในตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ MSME ที่มีนวัตกรรมหรือผลิตสินค้า Made in Thailand สามารถได้รับแต้มต่อรวมประมาณ 20% เมื่อแข่งขันกับผู้เสนอราคารายอื่น แต่สิทธิพิเศษดังกล่าวต้องมาพร้อมการตรวจสอบเพื่อป้องกันการแอบอ้างหรือใช้สิทธิโดยไม่ถูกต้อง
ดร.เอกนิติจึงขอให้องค์กรผู้ประกอบการช่วยรวบรวมสมาชิกที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและสนับสนุนให้เข้าสู่ระบบ เพราะหากมีผู้ใช้ข้อมูลหรือสิทธิพิเศษในทางมิชอบ มาตรการที่ออกแบบมาเพื่อช่วย MSME ก็อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ตามเป้าหมาย
รัฐบาลยังมีแนวคิดเปิดให้ผู้ยื่นภาษีสามารถให้ความยินยอมหรือ Consent แก่กรมสรรพากรในการส่งข้อมูลไปประกอบการยื่นขอสินเชื่อได้ ดร.เอกนิติระบุว่า ผู้ที่ยื่นภาษีและยินยอมให้ใช้ข้อมูลดังกล่าวควรได้รับอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารของรัฐที่ต่ำกว่าผู้ขอสินเชื่อทั่วไป เพราะข้อมูลมีความโปร่งใสและช่วยลดความเสี่ยงในการประเมินสินเชื่อ
ในระหว่างการปาฐกถา ดร.เอกนิติยังได้ขอให้ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทยนำแนวคิดดังกล่าวไปหารือกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมมอบหมายให้ผู้บริหารธนาคารของรัฐและกรรมการผู้จัดการ บสย. พัฒนาโครงการรองรับ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ยื่นภาษีและเปิดเผยข้อมูลได้รับแต้มต่อด้านต้นทุนทางการเงินอย่างชัดเจน
ในช่วงท้าย ดร.เอกนิติระบุว่า แนวนโยบายทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ภายใต้หลัก 5T โดย T แรกคือ Target หรือการกำหนดเป้าหมายว่าผู้ประกอบการแต่ละรายต้องการสร้างความเชี่ยวชาญในด้านใด เพื่อให้สามารถวางทิศทางธุรกิจได้ชัดเจน
T ที่สองคือ Transition หรือการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการลดต้นทุนพลังงานในช่วงที่ไม่สามารถประเมินได้ว่าสงครามจะยืดเยื้อเพียงใดหรือราคาน้ำมันจะปรับขึ้นอีกเมื่อใด รัฐบาลจะใช้ทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและเงินอุดหนุนสำหรับกิจกรรมบางประเภทเพื่อช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่าน
T ที่สามคือ Transform หรือการปฏิรูปธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ NIA และกระทรวงอุตสาหกรรมจะมีบทบาทช่วยให้ MSME ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานและสร้างความสามารถที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจยุคใหม่
T ที่สี่คือ Transparency หรือความโปร่งใส ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการเชื่อมโยงข้อมูลภาษี สินเชื่อ และการจัดซื้อจัดจ้าง ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจถูกต้องจะสามารถใช้ข้อมูลสร้างความน่าเชื่อถือและเข้าถึงโอกาสได้มากขึ้น ส่วนผู้ที่ใช้ข้อมูลไม่ถูกต้องจะถูกตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ดร.เอกนิติยกตัวอย่างการเปิดให้ประชาชนรับฟังการจัดทำงบประมาณของประเทศผ่านการถ่ายทอดสดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มความโปร่งใส
T สุดท้ายคือ Together เนื่องจากการยกระดับ MSME ไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานหรือผู้ประกอบการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ภาคเอกชน ธนาคาร หน่วยงานสนับสนุนนวัตกรรม องค์กรผู้ประกอบการ และ MSME ภายใต้แนวคิด “Better Together” เพื่อเปลี่ยนนโยบายและข้อมูลภาครัฐให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ผู้ประกอบการเข้าถึงได้จริง